Mag-log in“เรื่องจดทะเบียนสมรสใหม่แล้วแต่คุณเลย ผมไม่บังคับหรอก”เสิ่นชูโน้มตัวไปจูบแก้มเขาเขาชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาหดเกร็งลงนิด สัมผัสอันอ่อนนุ่มที่แนบลงบนข้างแก้มเปรียบเสมือนประกายไฟดวงเล็ก ๆ ที่ลุกโชนลามเลียไปถึงก้นบึ้งหัวใจในชั่วพริบตาลูกกระเดือกของฮั่วจินเฉินขยับขึ้นลง ความอดกลั้นที่เขาพยายามประคับประคองพังทลายลงในวินาทีนี้อย่างสิ้นเชิง สัญชาตญาณทำให้เขายกมือขึ้นประคองท้ายทอยของเธอแล้วประทับจูบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในแววตากลัดกลุ้มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียง “คุณทำแบบนี้ ผมจะอดใจไม่ไหวเอานะ”ใบหูของเธอแดงก่ำ “ถึงจะไม่ได้ แต่ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะช่วยคุณไม่ได้สักหน่อย...”...หลังจากฮั่วจินเฉินกลับมาจากเมืองกั่งเฉิง เขาก็อยู่บ้านเป็นเพื่อนเสิ่นชูถึงสามวันก่อนจะกลับไปทำงานที่บริษัท ฝางถัวเล่าเรื่องที่เสิ่นชูให้เขาจัดการครอบครัวของเสิ่นหยวนรุ่ยให้ฟังทั้งหมด ฮั่วจินเฉินเองก็สั่งให้เขาจัดการตามสมควรเช่นกัน เพียงแต่กำชับเพิ่มขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ไม่อยากเห็นคนครอบครัวนี้อยู่ในเมืองจิงอีกต่อไป”หลังวางสายจากฝางถัว เขาก็ได้รับโทรศัพท์สายต่อมาคือสายจากผู้
เสิ่นชูพิงหลังอยู่กับหัวเตียงพลางเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว สายตาของเธอก็เงยขึ้นเล็กน้อย ฮั่วจินเฉินเพิ่งอาบน้ำอุ่นเสร็จและเดินออกมาโดยไม่สวมเสื้อผ้าท่อนบน เส้นผมสีดำยุ่งเล็กน้อย มีหยดน้ำเกาะพราวและร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย มันหยดลงบนกระดูกไหปลาร้า ไหลลงมาถึงหน้าอก ก่อนจะกลิ้งหายเข้าไปในขอบเอวและหน้าท้องเธอมองจ้องเขม็งจนแทบละสายตาไปไหนไม่ได้ทั้งที่เคยเห็นร่างกายของเขามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่รูปร่างช่วงนี้กลับเป็นอาหารตาชั้นดีเสียเหลือเกิน!ในเสี้ยววินาทีที่เสิ่นชูเหม่อลอยไป ชายหนุ่มก็มาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เงาร่างทอดตัวลงมาบังทัศนียภาพของเธอจนมิดเธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ฮั่วจินเฉินจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ “ให้ผมเข้าไปใกล้กว่านี้อีกหน่อยคุณจะได้เห็นชัด ๆ ดีไหม?”เสิ่นชูพูดไม่ออกไปชั่วขณะผู้ชายคนนี้ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งหน้าหนาไร้ยางอายเข้าไปทุกที!“ไม่ดูแล้ว ๆ...” เสิ่นชูเอาหมอนขึ้นมากันเขาไว้แล้วหลบสายตาคู่นั้น “ไหนล่ะของขวัญที่ตกลงว่าจะซื้อมาให้ฉัน?”มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อยแล้วถือโอกาสนั่งลงที่ขอบเตียง “ผมลืมน่ะ”เม
ฮั่วจินเฉินตรงดิ่งขึ้นไปยังห้องเด็กที่ชั้นบนเสิ่นชูยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับตามไป ทำเพียงมองตามแผ่นหลังของเขาไป แม่บ้านยิ้มเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “คุณนายคะ คุณผู้ชายเพิ่งกลับมาคงจะเหนื่อยจากการเดินทาง ให้ไปเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ไหมคะ?”“ไม่ต้องค่ะ” เสิ่นชูถอนสายตากลับมา “เดี๋ยวฉันก็ว่าจะกลับห้องอยู่พอดี ถือโอกาสเตรียมไว้ให้เขาเลยแล้วกัน”แม่บ้านกับป้าหลิงสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยปากยามเสิ่นชูเดินขึ้นชั้นบนและผ่านห้องเด็ก ประตูห้องเปิดแง้มไว้เล็กน้อย เมื่อเธอขยับเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงฮั่วจินเฉินกำลังกล่อมลูกสาวอยู่ เธอมองผ่านช่องว่างของประตูเข้าไป ชายผู้เฉียบขาดในสมรภูมิธุรกิจ ผู้ชอบทำหน้าเฉยชาเย็นชาคนนั้น ในยามนี้กำลังอุ้มลูกสาวด้วยท่าทางเงอะงะ แม้กระทั่งท่าอุ้มตบหลังให้เรอ ก็ดูเหมือนว่าจะยังจับทิศทางไม่ค่อยจะถูกต้องเสียด้วยซ้ำมุมปากของเสิ่นชูกระตุกเกร็งเล็กน้อย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นมา เป็นข้อความจากฝางถัว...“คุณผู้หญิงครับ คุณเดาไว้ไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ครอบครัวตัวซวยนั่นพุ่งตรงมา
น้ำเสียงของเสิ่นหยวนรุ่ยเร่งเร็วและดังขึ้น ทั้งยังแฝงไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “ลูกชายฉันบอกเองว่ากำลังพิจารณาเรื่องเลิก เขาไม่ได้ขาดแคลนผู้หญิงขนาดนั้น”ยังไม่ทันที่เสิ่นหยวนรุ่ยจะตั้งสติได้ ปลายสายก็กดตัดสายทิ้งไปทันทีหลิวอวิ๋นเซียงเห็นสีหน้าของสามีก็คาดเดาจุดจบได้ไม่ยาก เพียงแต่ยังไม่มีความกล้าพอที่จะเอ่ยปากถาม ส่วนเสิ่นฉิงนั้นละล่ำละลักด้วยความร้อนใจ “พ่อคะ! เกิดอะไรขึ้นกันแน่! พ่อพูดมาสิคะ!”“จบแล้ว...” เสิ่นหยวนรุ่ยทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง “ตระกูลกัวล้มเลิกการแต่งงานครั้งนี้แล้ว”“เป็นไปไม่ได้!” ปลายนิ้วของเสิ่นฉิงจิกเกร็งชายเสื้อแน่น จนเล็บจมลึกลงไปในเนื้อฝ่ามือ หายใจหอบกระชั้น ภาพตรงหน้าค่อย ๆ พร่ามัวกลายเป็นสีเทาหม่น น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาพัดพาเอาสติไปจนไม่เหลือซาก “เขาบอกว่าเขาจะแต่งงานกับหนูคนเดียว! เขารักหนูแค่คนเดียว! พ่อแม่ของเขาก็ตอบรับหนูแล้ว! หนูไม่เชื่อ! พ่อหลอกหนู! หนูจะไปหาเขา!”เธอพุ่งพรวดออกนอกประตูไป หลิวอวิ๋นเซียงไม่ได้เอ่ยรั้ง และเสิ่นหยวนรุ่ยก็ไม่อาจยับยั้งไว้ได้เช่นกันวันต่อมา เสิ่นชูก็ได้รับสายโทรศัพท์จากฝางถัว แจ้งว่าเมื่อว
หลิวอวิ๋นเซียงที่เพิ่งไปรับอารมณ์และหอบความโกรธกลับมาถึงบ้าน ทำได้เพียงสาดโทสะใส่สองพ่อลูกเสิ่นฉิงและเสิ่นหยวนรุ่ยเท่านั้น เสิ่นหยวนรุ่ยนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้ามืดมน พ่นควันบุหรี่คล้ายกับว่ารำคาญใจเต็มทีจึงเอ่ยปากขัดขึ้น “พอได้แล้ว ตอนนี้มาพูดเรื่องพวกนี้มันจะมีประโยชน์อะไร? สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรักษาการแต่งงานของเสี่ยวฉิงเอาไว้ให้ได้ก่อน อีกอย่าง คนที่ยืมเงินก็ไม่ใช่พวกเราสักหน่อย มันจะมาฟ้องร้องเอาผิดพวกเราได้หรือไง?”“แต่เรื่องนี้มันฉาวโฉ่จนรู้กันไปทั่วทั้งชุมชนแล้ว ฉันยังจะมีหน้าออกไปพบปะผู้คนได้อีกเหรอ!”หลิวอวิ๋นเซียงยังคงมีอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงเธอเป็นคนแคร์หน้าตามาโดยตลอด ในช่วงที่ลูกสาวคบหากับทายาทเศรษฐี บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันมาประจบสอพลอกันไม่ขาดสาย แต่ตอนนี้โดนก่อเรื่องวุ่นวายไปแค่หนเดียว คนพวกนั้นก็เริ่มด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม!“แล้วอยากจะให้ทำยังไง ยิ่งโวยวายให้เรื่องมันบานปลายหรือไง? อยากทำเรื่องแต่งงานของลูกพังใช่ไหม?” เสิ่นหยวนรุ่ยขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะบี้บุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรง น้ำเสียงเย็นชาแฝงความอำมหิต “ถ้าคิดว่าขายหน้าก็หุบปากไป ตอนนี้ต้องส่งตัวเสี
หลี่ลี่เดินทางมาหาเสิ่นชูในตอนบ่าย เพื่อเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลังจากเสิ่นชูเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เธอก็โมโหเดือดดาลกับพฤติกรรมของครอบครัวเสิ่นหยวนรุ่ยไม่แพ้กัน “นี่มันญาติพี่น้องแบบไหนกัน เป็นศัตรูคู่อาฆาตเสียมากกว่า! ทั้งบ้านมีแต่พวกปลิงสูบเลือด ฉันเคยเห็นแต่พวกลูกเกาะพ่อแม่กิน ไม่เคยเห็นญาติที่สูบเลือดสูบเนื้อหลานชายขนาดนี้มาก่อนเลย!”เสิ่นชูจิบกาแฟไปคำหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยเย็นชายามที่คนแก่คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็เพิ่งจะถูกลงโทษดัดนิสัยไปแท้ ๆ พอคนแก่จากไป พวกเขาก็ลืมเลือนจนหมดสิ้น ครั้งนี้หากไม่สั่งสอนให้ได้รับบทเรียนราคาแพงอย่างจริงจังเสียที เกรงว่าคงจะมีครั้งต่อไปอีกแน่“พี่สะใภ้ แล้วพี่ตั้งใจจะจัดการยังไงต่อคะ?”“ฉันให้ฝางถัวไปจัดการแล้วล่ะ” เสิ่นชูวางแก้วกาแฟลง “ในเมื่อพวกเขายังฝันอยากให้ลูกสาวแต่งเข้าบ้านคนรวย ฉันก็จะตัดหนทางเพ้อฝันของพวกเขาทิ้ง”หลี่ลี่ตบมือหัวเราะอย่างถูกใจ “ถ้าเป็นคนอื่นทำคงเรียกว่าพรากผู้เยาว์ตัดรอนความรัก แต่ฉันจะบอกว่าพี่สะใภ้ทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแท้ ๆ ! ขืนใครได้แต่งกับลูกบ้านนั้นไป คงถือว่าซวยไปทั้งชีวิตแน่ ๆ !”“เอาแต่พูดเร







