Mag-log inามเดือนก่อนหย่า เธอได้ยื่นคำร้องขอย้ายงาน หนึ่งเดือนก่อนหย่า เธอส่งหนังสือข้อตกลงหย่าไปให้กับฮั่วจินเฉิน สามวันก่อนหย่า เธอเก็บข้าวของทั้งหมดที่เป็นของตัวเอง ย้ายออกจากบ้านเรือนหอ ... ความผูกพันกว่าหกปี ถูกทำลายลงในวันที่ฮั่วจินเฉินพารักแรกของเขาพร้อมลูกชายมาปรากฏตัวตรงหน้าเธอ และให้เด็กเรียกเขาว่า “พ่อ” เธอถึงได้ตาสว่าง ในเมื่อเขาเลือกที่จะทำให้เธอต้องอดทนต่อความเจ็บปวด เพียงเพื่อสองแม่ลูกนั่น ราวกับเธอเองเป็น “มือที่สาม” ที่ไม่ควรมีตัวตน เช่นนั้นเธอก็จะยุติการแต่งงานนี้เสีย ให้เขาได้สมหวังกับรักแรกของเขา แต่ในวันที่เธอหายไปจากโลกของเขาจริงๆ เขากลับคลุ้มคลั่ง เธอคิดว่าฮั่วจินเฉินคงได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นรักแรกของเขาสมใจ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าชายที่อำนาจล้นฟ้าคนนั้นจะยืนต่อหน้าสื่อทั้งน้ำตาร้องขอความเมตตาจากเธออย่างต้อยต่ำ... “ผมไม่เคยนอกใจ และไม่มีลูกนอกสมรส ผมมีภรรยาที่ไม่ต้องการผมเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอชื่อเสิ่นชู และผมคิดถึงเธอมาก!”
view moreแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดในภายหลัง เกาสื่อ พี่สาวคนโต และน้องห้า ทั้งสามคนถึงได้กลายมาเป็นพวกพ้องลงเรือลำเดียวกันไปเสียได้ช่วงนี้ฉีเยี่ยนพี่สาวคนโตกำลังมีปัญหาหย่าร้างกับสามีชาวต่างชาติ เธอจึงหอบลูกกลับมาอยู่ทีตระกูลฉี และเรียกได้ว่าสมรู้ร่วมคิดเป็นเนื้อเดียวกับเกาสื่อ ยิ่งไปกว่านั้นพวกหล่อนยังเริ่มลอบวางแผนฮุบบริษัทของเขา รวมถึงลามไปถึงตระกูลซ่งอีกด้วยเพียงเพราะตอนนี้ตระกูลซ่งไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเก่าก่อนแล้ว และการที่ฉีซื่อเอิน ต้องคอยแบกรับภาระบริหารบริษัทของตัวเองไปพร้อมๆ กับการยื่นมือเข้าไปดูแลตระกูลซ่งเพียงลำพัง ทำให้เขาแทบจะแยกร่างรับมือไม่ไหว ประกอบกับท่าทีและจุดยืนของพี่สามกับฉีซวงพี่สาวคนรองก็ยังไม่แน่ชัด สถานการณ์ของเขาในเวลานี้จึงเรียกได้ว่ากำลังถูกศัตรูโอบล้อมไว้ทุกทิศทุกทางเสิ่นชูนึกไม่ถึงเลยว่า ความซับซ้อนภายในตระกูลฉีจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก ไม่ว่าใครที่มาได้ยินได้ฟังก็คงต้องรู้สึกปวดหัวไปตามๆ กันฉีเวินเหยียนเห็นสีหน้าของเธอเคร่งเครียดและสับสน ก็รีบเอ่ยปลอบใจทันที "ไม่เป็นไรหรอกครับ พ่อ เดี๋ยวผมจะจัดการสะสางเรื่องนี้เอง"ฉีซื่อเอินไ
สองวันต่อมาเสิ่นชูออกจากโรงพยาบาล และได้เดินทางไปร่วมงานศพของซ่งจื่อเสียนพร้อมกับฉีเวินเหยียน ทว่าผู้คนที่มาร่วมงานกลับมีเพียงน้อยนิดจนนับมือได้ นอกเหนือจากฉีซื่อเอิน ฉีเวินเหยียน และผู้ช่วยของซ่งจื่อเสียนแล้ว ก็แทบจะไม่เห็นคนอื่นๆ จากตระกูลซ่งมาร่วมงานเลยด้วยซ้ำเธอไม่รู้เลยว่าในอดีตซ่งจื่อเสียนเคยทำเรื่องราวอะไรไว้บ้าง ถึงทำให้คนในตระกูลซ่งพากันขยาดและหลบหน้าหลีกเลี่ยงกันขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นสภาพในยามที่ไร้ลมหายใจแล้วเหลือเพียงความอ้างว้างเช่นนี้ ก็ชวนให้รู้สึกหดหู่และปลงกับชีวิตไม่น้อยเสิ่นชูเดินนำสองพ่อลูกตระกูลฉีออกมาจากสุสาน ถังจวิ้นรีบก้าวเท้าตรงไปยังรถยนต์พร้อมกับเปิดประตูเบาะหลังรอไว้"เสี่ยวชู พ่อรู้ดีว่าลูกไม่ได้เติบโตมาข้างกายพวกเรา เรื่องบางเรื่องลูกเลยไม่อยากจะรบกวนให้พวกเราต้องเดือดร้อน แต่สิ่งที่พ่ออยากจะบอกลูกก็คือ สำหรับคนในครอบครัวแล้ว... ไม่มีคำว่ารบกวนหรือน่ารำคาญหรอกนะ"เสิ่นชูชะงักอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของฉีซื่อเอิน ภายในใจของเธอพลันเกิดความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาตัวเธอกับคนตระกูลฉีมีความผูกพันทางสายเลือดที่ตัดอย่างไรก็ไม่
"ข้างหน้ามีตำรวจจราจรครับ!" คนขับรถตะโกนลั่น"ชนฝ่าไปเลย"วินาทีที่รถยนต์พุ่งเข้าใกล้ด่านตรวจ เฟิงจื้อเหนียนก็ค่อยๆ เลื่อนกระจกรถลงในจังหวะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกำลังจะก้าวเข้ามาใกล้ เขาก็ชักปืนออกมาแล้วลั่นไกยิงออกไปอย่างเหนือความคาดหมาย เสียงปืนแผดก้องกังวานพร้อมกับร่างของตำรวจที่ถูกกระสุนเจาะล้มพับลงกับพื้น ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่เหลือยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวและตอบโต้ เฟิงจื้อเหนียนก็รัวยิงซ้ำตามไปอีกสามนัดซ้อนหลังจากรถยนต์พุ่งชนฝ่าด่านสกัดมาได้ ก็หักเลี้ยวหลบหนีเข้าไปในถนนสายรองทันทีคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ภายในรถต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนด้วยความหวาดกลัว มีเพียงเฟิงจื้อเหนียนคนเดียวเท่านั้นที่สีหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้น กลับแฝงไปด้วยความบ้าคลั่งที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆมันเป็นความบ้าคลั่งชนิดที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทว่าจู่ ๆ ตรงบริเวณทางแยกด้านหน้า ก็มีรถบรรทุกหนักคันหนึ่งแล่นสวนตัดออกมา คนขับรถของเฟิงจื้อเหนียนรีบหักพวงมาลัยหลบตามสัญชาตญาณจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถเสียหลักพุ่งเข้าชนป้ายบอกทางอย่างจังชายคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถบรรทุกคันนั้น
ในเวลาเดียวกัน ณ หมู่บ้านชาวประมงเจียงตงซ่งจื่อเสียนกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ทว่าจู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง บอดี้การ์ดผิวขาวสองคนก้าวเข้ามาข้างในก่อนจะเบี่ยงตัวหลบทางให้ เผยให้เห็นเงาร่างของเฟิงจื้อเหนียนที่เดินย่ำเท้าเข้ามาด้วยสีหน้ามืดครึ้มสนิทเธอวางลิปสติกในมือลง พลางส่งยิ้มให้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ทำไมทำหน้าบูดบึ้งขนาดนั้นล่ะคะ ไปเจอเรื่องไม่สบอารมณ์อะไรมางั้นเหรอ?"เฟิงจื้อเหนียนเดินมาหยุดนิ่งอยู่ทางด้านหลังของเธอ มือทั้งสองข้างวางทาบลงบนพนักพิงเก้าอี้ ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงมาจับจ้องใบหน้าของเธอผ่านเงาสะท้อนในกระจก "สิ่งแรกที่คุณควรจะเอ่ยปากถาม ไม่ควรจะเป็นเรื่องนี้ซะหน่อย"รอยยิ้มของเธอบนใบหน้าพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะสบสายตากับเขาผ่านทางกระจก "หมายความว่ายังไงคะ?""เรื่องราวบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ คุณไม่มีทางที่จะไม่รู้เรื่องหรอก" ฝ่ามือหนาของเฟิงจื้อเหนียนค่อยๆ ลูบไล้ผ่านลำคอระหงของเธอ "เพราะฉะนั้น... ปฏิกิริยาแรกของคุณ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้เลยสักนิด"สิ้นเสียงคำพูดของเขา โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว ฝ่ามือใหญ่ก็เลื่อนขึ้นไปบีบหมับเ
Mga Ratings
RebyuMore