Mag-log inสามเดือนก่อนหย่า เธอได้ยื่นคำร้องขอย้ายงาน หนึ่งเดือนก่อนหย่า เธอส่งหนังสือข้อตกลงหย่าไปให้กับฮั่วจินเฉิน สามวันก่อนหย่า เธอเก็บข้าวของทั้งหมดที่เป็นของตัวเอง ย้ายออกจากบ้านเรือนหอ ... ความผูกพันกว่าหกปี ถูกทำลายลงในวันที่ฮั่วจินเฉินพารักแรกของเขาพร้อมลูกชายมาปรากฏตัวตรงหน้าเธอ และให้เด็กเรียกเขาว่า “พ่อ” เธอถึงได้ตาสว่าง ในเมื่อเขาเลือกที่จะทำให้เธอต้องอดทนต่อความเจ็บปวด เพียงเพื่อสองแม่ลูกนั่น ราวกับเธอเองเป็น “มือที่สาม” ที่ไม่ควรมีตัวตน เช่นนั้นเธอก็จะยุติการแต่งงานนี้เสีย ให้เขาได้สมหวังกับรักแรกของเขา แต่ในวันที่เธอหายไปจากโลกของเขาจริงๆ เขากลับคลุ้มคลั่ง เธอคิดว่าฮั่วจินเฉินคงได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นรักแรกของเขาสมใจ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าชายที่อำนาจล้นฟ้าคนนั้นจะยืนต่อหน้าสื่อทั้งน้ำตาร้องขอความเมตตาจากเธออย่างต้อยต่ำ... “ผมไม่เคยนอกใจ และไม่มีลูกนอกสมรส ผมมีภรรยาที่ไม่ต้องการผมเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอชื่อเสิ่นชู และผมคิดถึงเธอมาก!”
view moreหลังจบการประชุม ฮั่วจินเฉินก็เดินตรงกลับไปยังห้องทำงานในตอนนั้นเอง เสิ่นชูก็ส่งข้อความตอบกลับมาพอดี【คงไม่ใช่หรอกนะ ถ้างั้นเนื้อหาที่ฉันส่งหาคุณก็โดนเห็นหมดเลยสิ?!】ฮั่วจินเฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความ อดไม่ได้ที่จะพิมพ์แกล้งเธอ: 【ก็เกือบ ๆ นั่นแหละ】เสิ่นชู: 【……】เสิ่นชูนอนหงายอยู่บนเตียง จินตนาการถึงบรรยากาศภายในห้องประชุมออกเลยทีเดียวหวังว่าวันข้างหน้าคำพูดพวกนี้จะไม่แว่วไปถึงหูพี่ชายของเธอนะ!ยามราตรีภายนอกหน้าต่างเริ่มมืดมิด ทั่วบริเวณเงียบสงบและร่มรื่น มีเพียงเสียงนกส่งเสียงร้องแว่วมาเป็นพัก ๆเสิ่นชูเปิดหน้าต่างออก ลมยามค่ำคืนพัดโชยเข้ามาภายในห้อง หอบเอาความเย็นฉ่ำเข้ามาเต็มเปี่ยมเธอมองออกไปไกลยังผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว จู่ ๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกอยากให้เขามาอยู่เคียงข้างขึ้นมา...โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นเบา ๆสายวิดีโอคอลจากฮั่วจินเฉินเด้งแจ้งเตือนขึ้นบนหน้าจอได้จังหวะพอดีช่างมาได้ถูกเวลาจริง ๆ!เสิ่นชูจัดแจงอารมณ์เล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย ฮั่วจินเฉินยังคงอยู่ในห้องทำงาน มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ไว้ ส่วนอีกมือที่ว่างก็กำลังเซ็นเอกสารอยู่เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ “ยุ่ง
“……”เมื่อเห็นซูเค่อหัวเราะจนตัวงอ ตัวเกร็ง ซีซือในเวลานี้รู้สึกอับอายขายหน้าเสียจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดสองพี่น้องคู่นี้ใช้คนละแซ่กันหรอกเหรอ!เสิ่นชูก็ไม่ได้บอกเธอสักคำ!ฉีเวินเหยียนยกมือปัดแขนของซูเค่อที่โยกตัวหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งอยู่นบนไหล่ของเขาออก สีหน้าเอือมระอาขั้นสุด “หัวเราะพอหรือยัง?”“อ๊ะ แค่ก ๆ” ซูเค่อฝืนสะกดกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ “ขอโทษทีนะ รุ่นน้องซี ฉันไม่ได้หัวเราะเธอนะ แค่อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้ เอาเป็นว่าพวกเธอคุยกันไปก่อนนะ ฉันขอตัวออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย”ซีซือไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อดีอยู่พักใหญ่ การโพล่งถามแซ่ของคนอื่น แล้วยังทายผิดอีกก็น่าอับอายมากพออยู่แล้วหลังจากตรวจสอบหน้างานแล้วพบว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาดสถานที่จนสะอาดเรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวเริ่มการถ่ายทำใหม่อีกครั้งคนในชมรมเดินเข้ามาเรียกให้เธอไปเตรียมตัว หลังจากตอบรับคำแล้ว เธอจึงแข็งใจเอ่ยปาก “คุณฉีคะ งั้นฉันขอตัวไปถ่ายแบบก่อนนะคะ”ยังไม่ทันรอให้ฉีเวินเหยียนตอบคำถาม เธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ใต้แสงสปอตไลต์ ปรับอารมณ์และสภาวะจิต
“เธอสนิทสนมกับน้องสาวของฉัน ฉันแค่เป็นห่วงน้องสาว ก็เลยจำเป็นต้องสืบประวัติของเธอให้ชัดเจนก็เท่านั้น” ฉีเวินเหยียนเอ่ยปฏิเสธคำเย้าแย้งของชายผมยาว ทว่าสายตากลับเคลื่อนคล้อยตามฝูงชนไปอีกฝ่ายยิ้มตอบอย่างไม่เร่งร้อน “ไม่ใช่ละมั้ง น้องสาวนายก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ นายยังต้องห่วงอะไรอีก?”ฉีเวินเหยียนถอนสายตากลับมา แล้วตวัดมองเขา “ทำไม?”ชายผมยาวโบกมือไปมา “ช่างเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับพวกเห่อน้องสาวอย่างนายหรอก” พูดพลาง เขาก็มองไปยังซีซือที่กำลังถ่ายแบบอยู่ท่ามกลางฝูงชน แล้วเอ่ยต่อ “ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้ประวัติเธอเท่าไหร่ แต่ก็นะ คนดังระดับตัวท็อปอย่างเธอ เรื่องอื้อฉาวไม่มีทางขาดอยู่แล้ว รู้จักหลี่เถิงเซียวไหม?”ฉีเวินเหยียนเปลือกตาไม่แม้แต่จะกระพริบ “ไม่รู้จัก”“อ้อ ก็จริง ไอ้หมอนั่นมันย้ายมาตั้งรกรากต่างแดนตั้งนานแล้ว นายคงไม่เคยเจอ แต่หลี่เว่ยนายคงน่าจะรู้จักนะ ตอนมัธยมปลายหมอนั่นโดนนายซัดไปหนหนึ่ง จนต้องย้ายโรงเรียนบินหนีไปต่างประเทศ นายยังจำได้ไหมล่ะ?”ชื่อหลี่เว่ยนี้ ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้างถ้าไม่ยกขึ้นมาพูด ฉีเวินเหยียนแทบจะจำคน ๆ นี้ไม่ได้แล้ว“เขาเกี่ยวข้องอะไรกับหลี่เว่ย?”“ก็พี่
ซีซือไม่ได้เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาใส่ใจ “เอาเถอะ เรื่องเงินฉันมีวิธีจัดการก็แล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันอีกที”เอมี่ยักไหล่ “ตามใจเธอแล้วกัน ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ยอมปล่อยบ้านตัวเองให้คนอื่นเช่าแล้วมาเบียดเสียดอยู่หอพักกับพวกเรา แทนที่จะทำให้ตัวเองสุขสบายขึ้น คนอื่นเขาไม่รู้คงคิดว่าเธอเสแสร้งทำเป็นถือตัวสงบเสงี่ยมละมั้ง”พูดจบ เธอก็สวมหูฟังแล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกมของตัวเองต่อซีซือหยุดปลายพู่กัน มองดูผลงานที่ยังวาดไม่เสร็จบนขาตั้งวาดรูปพลางเหม่อลอยไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอไม่ได้รับความเข้าใจ แต่พอได้ยินคำพูดพวกนี้ ในใจก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีความสวยมันกินเป็นอาหารได้ก็จริง แต่สำหรับคนที่มาจากภูมิหลังธรรมดาอย่างเธอในสายตาคนอื่น มันก็ไม่ต่างอะไรกับแจกันดอกไม้ที่ยอมให้คนอื่นบงการไปมา แจกันใบหนึ่งก็ควรจะอวดความงดงามเลอค่าของตัวเองอยู่อย่างสงบเพื่อให้คนชมดู ไม่ใช่เที่ยวไปพูดคุยเรื่องอุดมการณ์กับใครเขาพอเธอตั้งสติกลับมา สีน้ำเงินโคบอลต์ที่ติดอยู่ตรงปลายพู่กันก็ค่อย ๆ ซึมกระจายบนกระดาษ กลายเป็นรอยเปื้อนพร่ามัววงเล็ก ๆพอเป็นแบบนี้ ในใจเธอก็ยิ่งว้าวุ่นใจและหมดแรงบันดาลใจไปโดยสิ้นเชิง






Mga Ratings
RebyuMore