Masukวันแรกของการอยู่ร่วมกัน สุดท้ายก็ยังมีความอึดอัด ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติอยู่บ้างสวี่หว่านหนิงขังตัวเองอยู่ในห้อง เพื่ออ่านสำนวนคดีพร้อมทั้งเฝ้าสังเกตหลี่เสวี่ยจากตึกฝั่งตรงข้ามยามเย็น เธอสังเกตเห็นหลี่เสวี่ยพาชายวัยกลางคนคนหนึ่งกลับบ้านทั้งสองกอดจูบกันในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็รูดม่านปิดลงสวี่หว่านหนิงถึงกับตกตะลึงหลี่เสวี่ยคนนี้ อายุปูนนี้แล้ว ตกลงเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมากี่คนกันแน่?ไม่กลัวเฉินจื่อหาวกลับบ้านมาเห็นหรือไง?“ก๊อก ก๊อก!”เสียงเคาะประตูดังขึ้น ดึงสติของสวี่หว่านหนิงกลับมาเธอรีบเก็บกล้องส่องทางไกลใส่ลิ้นชัก ก่อนจะหันไปมองประตู “มีอะไรหรือเปล่า?”“ทำกับข้าวเยอะไปหน่อยน่ะ เธอจะมากินด้วยกันไหม?”สวี่หว่านหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเธอมักจะยุ่งจนลืมกินข้าว เลยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็น 6 โมงเย็นแล้ว“ได้ค่ะ”เธอถือโทรศัพท์ออกจากห้อง เดินไปที่โต๊ะอาหารเพื่อนั่งลงฝั่งตรงข้ามฉือเย่าบนโต๊ะมีอาหาร 3 อย่างกับซุปหนึ่งหม้อเนื้อผัดไข่ ปลานึ่ง ผักกาดแก้วผัด ซุปฟักกับซี่โครงหมูและข้าวสวยสองชามที่ตักไว้เรียบร้อยเธอเหมือนไม่ได้กินอาหารบ้านๆ ที่ครบถ้วนและมีคุณค่าขนาดนี้ม
สุดท้ายยังต้องลงนามและพิมพ์ลายนิ้วมือ กลายเป็นสัญญาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นทางการมีผลผูกพันทางกฎหมายฉือเย่าวางขวดน้ำลง นั่งลงบนโซฟาเพื่ออ่านกฎแต่ละข้ออย่างละเอียดอ่านจบ เขาหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อ จากนั้นกดลายนิ้วมือลงบนแท่นหมึกสีแดงที่เตรียมไว้ข้างๆสวี่หว่านหนิงหิ้วถุงใหญ่ 2 ถุงกลับมาจากข้างนอกเธอเงยหน้าขึ้น สายตาบังเอิญสบกับดวงตาสีดำลึกของฉือเย่าจึงเกิดอาการชะงักไปชั่วขณะอยู่คนเดียวมา 5 ปี จู่ๆ ในบ้านก็มีผู้ชายเพิ่มขึ้นมาแถมยังเป็นแฟนเก่าอีกมันไม่ชินจริงๆ และต้องใช้เวลาในการปรับตัวเธอหลบสายตา เดินไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้าไป “คุณเซ็นสัญญาแล้วหรือยัง?”“เซ็นแล้ว” ฉือเย่าหยิบโทรศัพท์ออกมา เดินเข้าไปหาเธอแล้วเปิดหน้าจอให้เห็นคิวอาร์โค้ดสวี่หว่านหนิงก้มมองโทรศัพท์เขา “ทำอะไร?”“ในสัญญามีข้อเรื่องการช่วยเหลือกันและการแบ่งค่าใช้จ่ายถ้าไม่มีช่องทางติดต่อคุณจะโอนค่าเช่ายังไง”ความสัมพันธ์แบบอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องแลกข้อมูลติดต่อกันจริงๆไม่ว่าจะเป็น ฝนตกต้องช่วยกันเก็บผ้า ลืมปิดเตาหรือโอนค่าเช่าทางออนไลน์ ล้วนต้องติดต่ออีกฝ่ายได้เธอลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะวางถุงลงเพื่อห
เมื่อออกจากห้องมาแล้ว เสิ่นฮุ่ยกับไป๋ซวี่จับมือกันเข้าไปในลิฟต์ไป๋ซวี่รีบโอบกอดเสิ่นฮุ่ยไว้ พูดเสียงอ่อนโยนปลอบใจ “ขอโทษนะ ที่รัก”เสิ่นฮุ่ยผลักเขาออก “ไปให้พ้น ก็บอกแล้วว่าใครไม่หย่าใครเป็นหมาไง”ไป๋ซวี่ทำหน้าจริงใจ “โฮ่ง โฮ่ง!”เสิ่นฮุ่ยกลั้นหัวเราะไม่อยู่แต่แล้วก็พึมพำอย่างเศร้าๆ “ฉันรู้สึกผิดกับหนิงหนิง พวกเราใช้เรื่องหย่ามาบีบให้เธอยอม ฉันรู้สึกผิดกับเธอจริงๆ”ไป๋ซวี่ทำหน้าบริสุทธิ์ “แต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือกหนิ ใครจะรู้ว่าทั้งเธอทั้งฉือเย่าต่างก็หัวแข็ง ไม่มีใครยอมถอยเลย”“หนิงหนิงทำเพราะต้องสืบคดีของพ่อเธอ ฆาตกรก็อยู่ตึกฝั่งตรงข้าม เธออยู่ที่นี่สะดวกกว่า แต่ฉือเย่าล่ะ ทำไมเขาไม่ยอมย้ายเหรอ”ไป๋ซวี่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าฉงน “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ปกติฉือเย่าเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน วางตัวดี มีมารยาทและภาพลักษณ์ยอดเยี่ยม แต่ครั้งนี้ ผมเดาไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงดื้อรั้นขนาดนี้”“ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ในเมื่อเรื่องทางนี้จบแล้ว งั้นเราไปที่สำนักงานทะเบียนสมรสดีกว่า”“ที่รัก อย่าขู่ผมเลย ผมเลือดลมยิ่งไม่ดีอยู่ หัวใจจะรับไม่ไหวแล้ว”เสิ่นฮุ่ยเม้มปากยิ้มบางๆไป๋ซวี่จับมือเธอขึ้นมาจูบ
“ฉันไม่ไป” สวี่หว่านหนิงส่ายหน้า เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่อยู่อาศัยและไม่ใช่เรื่องราคาเลยด้วยซ้ำการอยู่ที่นี่ ทำให้เธอสะดวกในการติดตามสืบสวนแม่ของเฉินจื่อหาว เพราะจริงๆ แล้วเมื่อครึ่งปีก่อนเธอก็คิดจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ แต่ค่าเช่าแพง แถมที่พักแถวนี้ก็หายาก แผนการดังกล่าวเลยถูกพับเก็บมาจนถึงตอนนี้กว่าจะได้เจอห้องของเสิ่นฮุ่ยที่ว่างพอดี ยังให้เช่าเธอในราคาครึ่งหนึ่ง เธอไม่มีทางยอมย้ายออกเด็ดขาดยิ่งไปกว่านั้น บ้านฝั่งตรงข้ามของฉือเย่ามีซูเยว่เยว่อาศัยอยู่ แค่คิดว่าต้องเจอผู้หญิงคนนั้นบ่อยๆ ก็ปวดหัวแล้วฉือเย่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเปิดประวัติการพูดคุยผ่านข้อความ ก่อนจะตั้งหน้าจอแนวตั้งให้สวี่หว่านหนิงดู “คุณเป็นทนาย น่าจะรู้ดีกว่าผมว่าข้อความการคุยผ่านโทรศัพท์ในรวมถึงหลักฐานการโอนเงินล้วนมีผลทางกฎหมาย ใช่ไหม?”สวี่หว่านหนิงเงียบไปฉือเย่าพูดต่อ “บ้านหลังนี้ ผมย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อน จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าครึ่งปีเรียบร้อย อะไรก็ต้องมีมาก่อนมาหลัง ตอนนี้คุณถือว่าแย่งชัดๆ”สวี่หว่านหนิงสูดหายใจลึกเพราะแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย เธอเอามือดึงเชือกหมวกเสื้อฮู้ดไปมา “บ้านหลังนี้เ
ณ เขตเตี๋ยอวิ๋นสวี่หว่านหนิงแบ่งเวลาช่วงสุดสัปดาห์ ย้ายบ้านคนเดียวเมื่อจัดของจนถึงเที่ยงคืน เธอเหนื่อยกระดูกแทบหักเธออาบน้ำ แล้วเข้าไปนอนพักเธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากนอกห้องในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นในฐานะผู้หญิงโสดที่อาศัยอยู่คนเดียวมานาน สวี่หว่านหนิงมีสัญชาตญาณระแวดระวังสูง เธอเลยสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเธอเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเหลือบมองเวลาเวลาตี 5:30เป็นช่วงเวลาทองของพวกโจรจริงๆสวี่หว่านหนิงทั้งกลัวทั้งไม่สบายใจ จึงสวมเสื้อคลุมบางๆ แล้วคว้าปืนช็อตไฟฟ้าออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะค่อยๆ เดินไปทางประตูอย่างระมัดระวังเธอแนบหูลงกับบานประตู ก็ได้ยินเสียงเคาะ “ปึงๆ” ดังขึ้นทันที ทำเอาเธอสะดุ้ง ถอยหลังไปสองก้าวขโมยถึงกับกล้าเคาะประตูงั้นเหรอ อุกอาจเกินไปแล้วหรือจะเป็นเสิ่นฮุ่ยหัวใจของสวี่หว่านหนิงเต้นกระหน่ำ ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ เธอกำปืนช็อตแน่น แล้วตะโกนถาม “ใครน่ะ”“ออกมาหน่อยสิ”เสียงผู้ชายจากนอกประตู คุ้นเคย อบอุ่น นุ่มลึกและมีเสน่ห์เหมือนเสียงของฉือเย่าเลยสวี่หว่านหนิงตกตะลึงพลางคิดว่าตัวเองหูฝาด “คุณเป็นใครกันแน่ เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ฉันแจ้งตำรวจแล้ว ถ้ารู
หลังจากตั้งสติอยู่พักใหญ่ เขาเผยรอยยิ้มที่ดูเจ็บปวดยิ่งกว่าการร้องไห้ เม้มริมฝีปาก พยักหน้าเบาๆ แล้วถอนหายใจยาวเขาไม่พูดอะไรสักคำ ความผิดหวังในดวงตาราวกับกำลังลุกไหม้ จากนั้นก็หันหลังอย่างเด็ดเดี่ยวก่อนจะเดินผ่านโซฟาไปคว้าเสื้อสูทและเนกไทของตัวเอง แล้วก้าวออกจากห้องเช่าไปอย่างรวดเร็วสวี่หว่านหนิงพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง พลางมองแผ่นหลังของฉือเย่าที่จากไปหัวใจของเธอเหมือนถูกควักออกไปทั้งก้อน เลือดไหลนอง เจ็บจนแทบขาดใจ เธอใช้มือทั้งสองปิดปากแน่น ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาแต่น้ำตากลับไหลทะลักราวกับเขื่อนแตกเธอไถลตัวลงตามผนัง นั่งยองอยู่กับพื้น ร่างกายสั่นไม่หยุด ปากถูกปิดแน่นจนทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ สายตามัวพร่าไปด้วยน้ำตา ทั้งใบหน้าและหลังมือเปียกชุ่มไปหมดเจ็บเหลือเกิน… เจ็บจริงๆฉันควรทำอย่างไรดีขอโทษนะ ฉือเย่า ขอโทษจริงๆ…——เดือนพฤศจิกายน เมืองเซินเฉิงมีฝนตกหนักครั้งใหญ่เมืองชายทะเลทางใต้ ในที่สุดก็ได้รับคลื่นอากาศหนาวระลอกแรกอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซีย ทั้งชื้นทั้งเย็น ลมที่พัดมาแทรกซึมถึงกระดูก หนาวจนฟันกระทบกันไม่หยุดไม่กี่วันก่อน สวี่หว่านหนิงได้รับแจ้งจากเ







