เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา...
องค์หญิงก็มาที่ตำหนักอวิ๋นผิงตามปกติเช่นทุกวัน นางกินข้าวกับไทเฮาก่อน จากนั้นก็เริ่มเรียนในส่วนของวันนี้ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน จึงค่อยยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ไทเฮาดู
“กระดาษอะไรหรือ” ไทเฮายังไม่ทันได้เปิดอ่านก็ตรัสถามก่อนออกมาอย่างสงสัย
“เป็นแผนที่ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง หลานลองคิดหาวิธีดูเพคะเสด็จย่า” องค์หญิงจิ่นซีตอบกลับไปด้วยแววตาที่จริงจัง
ไทเฮารับกระดาษนั้นมาด้วยความแปลกพระทัย แต่เมื่อคลี่ออกอ่านแล้วก็ต้องถึงกับเบิกตากว้าง เนื่องจากข้างในนั้นเขียนวิธีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้งเอาไว้ ทั้งการสร้างเขื่อนที่แม่น้ำฉางโจว ทำอ่างเก็บน้ำที่ทิศตะวันออกของเมือง นอกจากนั้นองค์หญิงยังอธิบายวิธีการต่าง ๆ เพิ่มเติมไปด้วย เนื่องจากคิดว่าข้อความในกระดาษอาจจะไม่เพียงพอ
ไทเฮาฟังอย่างตั้งใจพลางพยักหน้ารับ เพราะวิธีเหล่านี้สามารถเอาไปใช้งานได้จริง อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย
“โอ้ จิ่นซีหลานย่า ที่ย่าบ่นให้หลานฟังเมื่อวาน ไม่คิดว่าหลานจะเก็บเอาไปคิดต่อ และสามารถทำอกมาได้ดีถึงเพียงนี้อีกทั้งยังย่าคิดไม่ถึงว่าความคิดที่ชาญฉลาดเช่นนี้จะออกมาจาก
องค์หญิงตัวน้อย ๆ ที่อายุเพียงเจ็ดหนาวอย่างเจ้า เก่งจริง ๆ หลานย่า”ไทเฮาตรัสออกมาอย่างพอพระทัยในตัวขององค์หญิงใหญ่ผู้นี้เพิ่มขึ้นไปอีก
“เสด็จย่าชมหลานเกินไปแล้ว ทั้งหมดนี้ก็มาจากหนังสือที่เสด็จย่าประทานให้หลานทั้งนั้น ความดีนี้เสด็จย่าก็มีส่วนอยู่มากนะเพคะ” องค์หญิงจิ่นซีกล่าวออกมาอย่างถ่อมตน พร้อมกับยกความดีความชอบนี้ให้กับไทเฮาอีกด้วย
“เป็นเพราะเจ้าฉลาดหลักแหลมจริง ๆ จิ่นซี เป็นเพราะความฉลาดของเจ้าจะพาให้แคว้นเราพ้นจากภัยแล้งนี้ไปได้ เจ้าควรจะนำวิธีการนี้เสนอให้ฮ่องเต้ด้วยตนเอง”
ไทเฮายังตรัสชมเชยองค์หญิงจิ่นซีไม่ขาดปาก และต้องการให้องค์หญิงนำแผนการนี้ทูลเสนอฮ่องเต้ด้วยตัวเอง เพื่อที่นางจะได้มีความดีความชอบมากขึ้น
“หลานยังเด็กนัก คงไม่บังอาจที่จะเสนอวิธีการเช่นนี้”
องค์หญิงกล่าวออกมาอย่างถ่อมตน ซึ่งไทเฮาก็ไม่ขัดเนื่องจากเหตุผลนั้นฟังขึ้นไม่น้อย จากนั้นสองย่าหลานก็นั่งสนทนากันเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาภัยแล้งอีกสักพัก ก่อนที่จะถึงเวลาที่องค์หญิงต้องกลับตำหนักท้ายวังของตน
“หลานทูลลาเพคะ เสด็จย่า”
หลังจากที่องค์หญิงจิ่นซีกลับออกไป ไทเฮาก็ทรงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดูอีกครั้ง ก่อนจะทอดพระเนตรอย่างละเอียด เมื่อทอดพระเนตรครั้งแล้วครั้งเล่า พระนางก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ในพระทัยคิดว่าไม่เสียแรงที่องค์หญิงผู้นี้เป็นถึงธิดาที่เกิดกับอดีตฮองเฮา เรื่องความฉลาดหลักแหลมของนางนั้น ไม่ทิ้งห่างผู้เป็นมารดาเลยจริง ๆ
“หลิวกงกง ไปทูลเชิญฝ่าบาทมาพบข้าที” ไทเฮาตรัสกับหวงกงกงพลางม้วนเก็บกระดาษแผ่นนั้นช้า ๆ
“พ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงรับคำก่อนจะถอยกายแล้วรีบเดินไปยังตำหนักของฮ่องเต้ จากนั้นก็ตรงไปที่ห้องทรงพระอักษร
ยามนี้ฮ่องเต้หยางหมิงอี้กำลังยุ่งอยู่กับการอ่านฎีกาเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจากเหล่าขุนนางอยู่ แต่ว่าอ่านมาเป็นร้อย ๆ ฉบับแล้ว ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่คิดว่าจะจัดการกับปัญหานี้ได้เลยแม้แต่วิธีเดียว พระองค์จึงได้แต่ทอดถอนพระทัยออกมาอย่างหมดหวัง
“ในราชสำนักจะไร้ซึ่งคนมีความสามารถแล้วอย่างนั้นหรือ”
ฮ่องเต้พึมพำกับตนเอง ก่อนจะวางฎีกาในมือลงแล้ว ดันฎีกาที่ไม่เข้าท่าทั้งหมดออกห่างจากตัว
“ทูลฝ่าบาท หลิวกงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
อยู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องทรงพระอักษรก็ดังขึ้นสองสามที พร้อมกับเสียงขันทีที่เฝ้าหน้าประตูดังขึ้น ฮ่องเต้ทรงพยักหน้าให้หวงกงกงที่คอยรับใช้อยู่ เพื่อให้เขาออกไปเปิดประตู
เมื่อผู้ที่มาเป็นหลิวกงกง ฮ่องเต้ก็ทราบในทันทีว่าไทเฮาจะต้องมีเรื่องอยากพบกับพระองค์เป็นแน่ อย่างไรงานที่มีอยู่ในมือตอนนี้ก็ยังไม่คืบหน้าจึงได้วางงานเสีย และเสด็จตามหลิวกงกง
ไปยังตำหนักอวิ๋นผิง บางทีไทเฮาอาจจะมีความคิดอื่น ๆ ที่เป็นแนวทางให้พระองค์แก้ปัญหาได้ก็เป็นได้พระอาทิตย์ยามบ่ายในฤดูคิมหันต์สาดส่องร้อนแรงยิ่ง ระยะทางระหว่างห้องทรงพระอักษรกับตำหนักอวิ๋นผิงก็ไกลพอสมควร จนฮ่องเต้ถึงกับมีพระสาโทหลั่งไหลทั่วพระวรกาย ด้านหลังฉลองพระองค์เปียกชุ่ม ปกติแล้วถ้าเป็นผู้อื่นมักจะให้ผู้ติดตามคอยกางร่มให้ แต่ทว่าฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ค่อยชมชอบให้ผู้ใด
มาดูแลใกล้ชิดถึงเพียงนั้น เพราะรู้สึกเกะกะไม่สะดวก การเดินตัวเปล่าย่อมสบายกว่า“เสด็จแม่เรียกลูกมามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นทุกครั้ง เพราะสำหรับไทเฮานั้นไม่มีครั้งไหนเลยที่พระนางจะเรียกบุตรมาเพื่อคุยเล่น โดยที่ไม่มีเรื่องสำคัญ
ฮ่องเต้ประทับลงบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ กับไทเฮา นางกำนัลที่อยู่ข้างกายรินน้ำชาให้อย่างรู้หน้าที่
ไทเฮาทรงยื่นกระดาษแผ่นนั้นขององค์หญิงจิ่นซีให้กับฮ่องเต้
“เจ้าลองอ่านดู”
เห็นกระดาษม้วนมาอย่างมิดชิด ฮ่องเต้ก็ทรงแปลกพระทัยว่านี้คือกระดาษอันใดกัน แต่ทว่าเมื่อคลี่ออกอ่าน พระองค์ถึงกับทึ่งจนพระวรกายแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงยิ้มออกมาอย่างยินดี ในที่สุดปัญหาภัยแล้งที่หนักหน่วงนี้ก็มีวิธีการแก้ไขแล้ว
นอกจากจะให้ฮ่องเต้ดูกระดาษที่องค์หญิงจิ่นซีเขียนให้แล้วไทเฮายังคงอธิบายสิ่งที่นางกล่าวให้ฟังให้กับฮ่องเต้อีกด้วย ยิ่งได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดพระองค์ก็ยิ่งทรงยินดีปรีดา
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่ช่วยลูกหาทางออก ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ก้มศีรษะคารวะไทเฮาอย่างรู้สึกสำนึกในบุญคุณ
การช่วยเหลือของไทเฮาครั้งนี้ เหมือนกับได้รับแสงสว่าง ฮ่องเต้ทรงกล่าวของพระทัยไทเฮาครั้งแล้วครั้งเล่าจนพระนางถึงกลับต้องห้ามไว้
“เจ้าไม่ต้องขอบคุณแม่หรอก เพราะผู้ที่หาหนทางแก้ปัญหานี้มาช่วยเจ้านั้นไม่ใช่แม่” ไทเฮาทรงยิ้มเล็กน้อย เมื่อตรัสประโยคนี้ออกมา
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็แปลกพระทัยขึ้นไปอีก
“หากความคิดนี้มิได้มาจากเสด็จแม่แล้วเป็นความคิดของผู้ใดกันพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายคนอื่น ๆ อย่างนั้นหรือ แต่ว่าก่อนหน้านี้ลูกก็ให้องค์ชายทั้งหลายลองคิดหาทางแล้ว แต่ไม่พบว่ามีผู้ใด
มีความคิดเช่นนี้เลยแม้แต่คนเดียวนะพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่”ฮ่องเต้ตรัสถามออกมาอย่างสงสัย เนื่องจากที่ผ่านมาพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องนี้ให้กับองค์ชายขบคิดแล้ว รวมถึงเหล่าขุนนางแต่ยังไม่มีผู้ใดแก้ปัญหานี้ได้เลย
“กระดาษแผ่นนี้เป็นจิ่นซีที่เขียนและเอามาให้แม่”
ไทเฮาตรัสขึ้นมาเพื่อไขข้อข้องใจของฮ่องเต้ และเป็นเพราะพระนางไม่อยากรั้งเอาความดีความชอบไว้กับตัว ในเมื่อเป็นความคิดของหลานสาวก็ย่อมต้องให้นางได้รับการชื่นชม อีกทั้ง
ยังอยากใช้โอกาสนี้ช่วยสมานรอยร้าวระหว่างสองพ่อลูกไปพร้อมกัน“จิ่นซีเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้รับฟังคำตอบแล้ว ฮ่องเต้ก็ถึงกับชะงัก แววตามีความนุ่มลึกขึ้นมา ขบคิดอยู่นานก็มีความรู้สึกภูมิใจในตัวธิดาองค์นี้อยู่ไม่น้อย
“นางมีความเฉลียวฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งนางเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ลูกยิ่งคิดถึงอดีตฮองเฮาไม่ได้ เมื่อครั้งกระโน้นตอนที่มีปัญหาลูกก็ได้อดีตฮองเฮาที่ช่วยคิดช่วยกันแก้ปัญหาจนผ่านมาได้ ครั้งนี้เป็นจิ่นซีที่มาช่วยแก้ปัญหาอีก”
พระองค์ตรัสออกมาด้วยความชื่นพระทัยไม่น้อย
“หวงกงกง เจ้าไปเตรียมรายการของรางวัลที่เราประกาศว่าจะมอบให้คนที่แก้ปัญหาภัยแล้งได้ แล้วเอาไปมอบให้องค์หญิงจิ่นซีที่ตำหนักท้ายวังที” ฮ่องเต้รับสั่งออกไป ในเมื่อเป็นความคิดของนาง เป็นความดีความชอบขององค์หญิงใหญ่ ดังนั้นจึงควรที่จะมอบรางวัลให้กับนางอย่างสมเกียรติ
“พ่ะย่ะค่ะ” หวงกงกงรับคำ ก่อนจะไปจัดเตรียมข้าวของต่าง ๆ ตามที่ได้รับพระบัญชา
รายการของที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับองค์หญิงจิ่นซีมีมากมายยิ่งกว่าที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นของมีค่าต่าง ๆ เครื่องเรือน ข้าวของเครื่องใช้ของสตรี ตำรา พู่กันและหมึกชั้นดี แพรพรรณ ทั้งหมดมากมายหลายหีบถูกนำไปส่งยังตำหนักท้ายวัง แต่ทว่าองค์หญิงกลับมิได้ยินดียินร้ายอะไร คิดแต่เพียงว่าที่ทำไปนั้นเพราะความกตัญญูที่บุตรพึงมีต่อบิดาเท่านั้น
จากนั้นฮ่องเต้ก็กลับมาที่ตำหนักหลวง พระองค์ทรงเรียกเหล่าขุนนางมาประชุมอย่างกะทันหัน
ตอนพิเศษ 7 ฮ่องเต้หยางเจี้ยนกั๋วที่ชายแดนทิศบูรพา สถานการณ์ตึงเครียดอย่างยิ่ง ทหารทั้งหลายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการป้องกันเมือง ทุกคนรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่าย องค์ชายเจ็ดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย แม้เขาจะถูกฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลงสนามรบจริง ๆ การต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แท้จริง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัวเล็กน้อยทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถยอมให้ความกลัวนี้ครอบงำได้ เพราะในใจเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เขารู้ดีว่าการศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใดต่อแคว้นเยียน“ข้าจะออกรบในทัพหน้า” องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าแม่ทัพเสวี่ยแม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“องค์ชาย แม้ว่าท่านจะมีฝีมือที่ดี แต่การศึกนี้ไม่เหมือนการฝึกในลานฝึก มันอันตรายมาก” เสวี่ยเฟงหลงกล่าวขึ้นมาเพื่อเตือนสติ“ข้ารู้” องค์ชายเจ็ดตอบกลับทันที “ข้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับผู้อื่นที่นี่ ข้าอยากทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อแคว้น”แม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดอย่างพินิจพิจารณาอีกค
ตอนพิเศษ 6 ความรู้สึกที่อยู่ข้างในหลังจากที่ได้รับคำตอบอันเจ็บปวดจากเหวินหลิง องค์ชายเจ็ดรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างแรง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักที่เขามีต่อนางจะจบลงเช่นนี้ แต่เมื่อนางขอร้องให้เขาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เขาก็ต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตามในช่วงเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำลังหาทางจัดการกับความรู้สึกของตนเองนั้น ข่าวจากวังหลวงก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดข่าวนั้นคือฮ่องเต้ได้ทรงอนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ของเขาสามารถนำทัพออกรบเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์หญิงใหญ่ปรารถนามานานแล้ว องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าการที่พี่หญิงใหญ่จะต้องเผชิญกับอันตราย เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ความคิดนี้ทำให้เขาเห็นโอกาสในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ทั้งจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความตั้งใจที่จะช่วยพี่หญิงใหญ่ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงตัดสินใจที่จะอาสาติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซีออกไปรบด้วยเมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว องค์ชายเจ็ดจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อทูลขออนุญาตที่จะติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซี ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบถึงความรู้สึกของอ
ตอนพิเศษ 5 ทำทุกอย่างเพื่อขอโทษองค์ชายเริ่มต้นปฏิบัติการง้อเหวินหลิงด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจจะได้ผล เริ่มจากการส่งกลอนบทที่นางเคยชมว่าไพเราะในวันที่พวกเขาพบกันที่โรงน้ำชา เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่อ่อนหวานสื่อถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงที่จะขอโทษ หวังว่านางจะเปิดใจและเข้าใจความรู้สึกที่พระองค์มีให้นาง“เพียงหนึ่งวันจากล่วงไปไม่พบหน้าข้านี้คล้ายดั่งใจจะขาดหายขอโทษเถิดที่ข้าได้พลาดไปหวังเพียงเจ้ารับใจข้าอีกครั้ง”กลอนที่งดงามนี้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกดำบนกระดาษขาวสะอาด และถูกส่งผ่านไปยังจวนของตระกูลเหวิน เขาแน่ใจว่านางจะต้องเห็นและซาบซึ้งใจในความพยายามของเขาแต่ทว่าชะตากลับเล่นตลก กลอนบทนี้กลับไม่ถึงมือนางอย่างที่องค์ชายเจ็ดตั้งใจไว้ เนื่องจากกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและผูกด้วยริบบิ้นสีแดง กลับถูกหยิบขึ้นโดยมือของผู้อื่น ก่อนที่มันจะไปถึงมือเหวินหลิง คนผู้นั้นคือเหวินเจี่ยน พี่สาวของเหวินหลิง ซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง ซึ่งเห็นกระดาษนี้ในระหว่างที่คนรับใช้กำลังส่งของในจวน นางรู้สึกสงสัยว่าเนื้อหาในกระดาษนั้นจะเป็นสิ่งใด จึงเปิดดูและอ่านกลอนขององค์ชายเจ็ดที่ส่งมาเมื่อเหวินเจ
ตอนพิเศษ 4 เปิดเผยตัว ข้าคือองค์ชายเจ็ดที่โรงน้ำชาซีเฟิงในย่านตลาดเก่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เหมาะแก่การสนทนาเรื่องราวส่วนตัวและการพักผ่อนจิบชาของบัณฑิตและชนชั้นสูง ผู้คนเดินเข้าออกโรงน้ำชาอย่างไม่ขาดสาย บางคนมาสนทนากับสหาย บางคนมาเพื่ออ่านตำราในมุมสงบของตนเอง โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่องค์ชายเจ็ดเลือกที่จะมาพบปะกับเหล่าสหาย แต่ในวันนี้มีเหตุผลมากกว่านั้นที่เขาต้องการมาเยือนองค์ชายเจ็ดในวันนี้มาในชุดบัณฑิตธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอันหรูหราหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ของตนเอง นัยน์ตาที่เคยเฉียบคมในวังหลวง ตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใคร่รู้ เมื่อเขาก้าวเข้ามาในโรงน้ำชา ผู้คนที่อยู่ภายในแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขา เหมือนเขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเมื่อเดินเข้ามาในห้องด้านในสุด องค์ชายเจ็ดมองเห็นเหวินหลิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา นางกำลังอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งด้วยความตั้งใจ ดูเคร่งเครียดและจริงจังในการศึกษา เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเห็นจากระยะไกล หัวใจขององค์ชายเจ็ดรู้สึกกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าที่มีความมุ่งมั่นขอ
ตอนพิเศษ 3 ข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาเมื่อองค์ชายเจ็ดเติบโตขึ้น เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักอย่างเห็นได้ชัด แต่ละวันเขามักจะออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง ดูเหมือนว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือการปกครองเลย ผู้คนต่างก็มองว่าเขาเพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบที่ควรจะมี และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับฉายาเป็น “องค์ชายเจ้าสำราญ”แต่ความจริงแล้ว องค์ชายเจ็ดกลับไปนั่งอ่านตำรากับบรรดาสหายร่วมเรียนที่หอน้ำชาเสมอ การใช้เวลาที่หอน้ำชาในยามบ่ายนั้นเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเขาในสายตาของสหายร่วมเรียนทั้งหมดต่างสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงเลือกทำเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำรา ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยหากไม่คิดจะเข้าไปมีบทบาทในราชสำนัก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยหรือเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาในขณะที่โลกภายนอกเห็นว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายผู้ไร้ความทะเยอทะยาน ไม่สนใจในตำแหน่งหรืออำนาจ ความจริงแล้วเขากลับเตรียมตัวอย่างเงียบ ๆ ความรู้ที่สะสมมาจากการอ่านตำราและศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขามีความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การทหาร หรือปรัชญา และความรู้
ตอนพิเศษ 2 องค์ชายเจ็ดผู้ไร้ค่านับตั้งแต่วันที่องค์หญิงจิ่นซีเข้ามาช่วยเหลือองค์ชายเจ็ดจากหวงกุ้ยเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น องค์ชายเจ็ดคอยตามติดองค์หญิงจิ่นซีไปทุกที่ ทั้งยังมาเดินหมากอยู่ที่ตำหนักท้ายวังของนางทุกเย็นทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสิ่งใดที่องค์ชายเจ็ดพบว่าเป็นของดี เขาก็มักจะนำไปมอบให้กับองค์หญิงจิ่นซีโดยไม่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ผ้าไหมที่มีลวดลายละเอียด หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่เขาพบเห็นในวัง ทั้งหมดนี้เขามอบให้พี่หญิงใหญ่ของเขาด้วยความรักและความเคารพวันหนึ่งองค์ชายเจ็ดซึ่งเป็นเด็กที่ชอบความประณีตและมีฝีมือในการออกแบบสิ่งของ คิดที่จะมอบของขวัญพิเศษให้กับองค์หญิงจิ่นซีเนื่องในวันประสูติของนาง เขาใช้เวลาอยู่หลายวันในการวาดแบบมีดพก ที่เขาคิดว่ามีขนาดพอดีและเหมาะสมสำหรับสตรี จากนั้นก็ส่งให้ขันทีนำไปให้ร้านตีเหล็กที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวงสร้างมีดพกตามแบบที่เขาวาดมีดพกนั้นถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใบมีดถูกหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าที่คมและทนทาน ด้ามจับทำจากไม้ที่ถูกขัดเงาอย่างดี และประดับด้วยลวดลายที่สลักลงไปด้วยความประณีตเมื







