ログインองค์หญิงใหญ่จิ่นซี เป็นธิดาที่มิได้รับความรักใคร่จากบิดา เพราะยามเมื่อนางลืมตาขึ้นมาดูโลก ฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของฮ่องเต้กลับต้องมาตายจาก ชีวิตขององค์หญิงใหญ่ที่ควรจะพรั่งพร้อมจึงถูกโชคชะตาทดสอบนางให้ต้องไปอยู่ในตำหนักท้ายวัง แต่สิ่งที่มีติดตัวนางมาตั้งแต่ยังเยาว์คือความงดงามและฉลาดเฉลียว ดังนั้นจิ่นซีจึงใช้ความเฉลียวฉลาดของนางเอาตัวรอดได้เสมอมา โดยที่มิมีใครรู้ว่าภายใต้ความสามารถของนางในวัยเพียงเท่านี้จะอยู่เบื้องหลังกลุ่มการค้าที่เลื่องลือไปทั่วแคว้น และเป็นเพราะเรื่องนี้อีกเช่นกันที่ทำให้นางได้เชื่อมวาสนาทำความรู้จักกับบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นรองแม่ทัพผู้เก่งกล้าที่ใครก็ต่างยำเกรง
もっと見るย่างเข้ายามเว่ยของวันหนึ่งในรัชศกเทียนเจี้ยที่สิบสอง เมืองหลวงแคว้นเยียนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนหนาทึบราวกับว่าพายุจะเข้า เสียงฝนฟ้าคะนองดังกึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดิน
เมฆฝนพวกนี้เคลื่อนตัวมาอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวเมืองต่างพากันเก็บข้าวของหลบฝนกันวุ่นวาย พวกร้านค้าที่ตั้งอยู่ที่ถนนฟางเป่ยต่างก็รีบปิดประตูลง เพราะมีลมพัดกระโชกแรงพัดเอาเสื้อผ้าที่แขวนห้อยไว้หน้าร้านปลิวสะบัด บางตัวถึงกับหลุดออกจากราวแขวนไปกองอยู่ที่พื้นก็มี
“ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอันใดขึ้น เหตุใดฝนฟ้าถึงได้พิโรธถึงเพียงนี้” เจ้าของร้านผ้าเอ่ยกับเด็กเฝ้าร้านที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่กี่วันด้วยความแปลกใจ
เด็กเฝ้าร้านได้ยินเถ้าแก่เอ่ยก็ตอบกลับ พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างรีบเก็บของเข้าร้านไปด้วย “ข้าคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายอันใดหรอกขอรับเถ้าแก่ นี่ก็เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว ย่อมมีพายุเป็นธรรมดา อย่าคิดมากเลยขอรับ”
“อ้อ…จริงของเจ้า ข้าก็ลืมนึกไปเลยว่านี่เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว เช่นนั้นรีบเก็บของกันเถอะ ประเดี๋ยวฝนจะสาดเข้ามาในร้านเสียก่อน” เถ้าแก่เอ่ยจบก็รีบออกมาช่วยเด็กเฝ้าร้านเก็บของด้วยเพราะกลัวว่าจะไม่ทันการ
เมื่อทุกอย่างกลับเข้าไปอยู่ในร้านแล้ว พวกเขาก็รีบดึงประตูปิดทันที
อีกด้านหนึ่งทางวังหลวง
ณ ตำหนักเยี่ยนฟางในห้องพระบรรทมชั้นใน ฮองเฮาที่กำลังเจ็บท้องคลอดอยู่นั้น เวลานี้ใบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อ เสียงหอบหายใจถี่ พร้อมหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงนั้น บ่งบอกว่าพระนางกำลังทรงทรมานเป็นอย่างยิ่ง
“ฮองเฮาทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ ประเดี๋ยวหมอหลวงก็คงจะมาถึงแล้ว” เสี่ยวหลัวนางกำนัลคนสนิทกล่าว ต่อให้จะเป็นการกล่าวเพื่อให้กำลังใจ แต่ทว่าสีหน้าของนางก็ยังคงเป็นกังวลอยู่
ไม่น้อย เพราะนางกำนัลอีกคนหนึ่งไปตามหมอหลวงนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มาสักที เช่นนั้นแล้วเหล่านางกำนัลที่ตำหนักเยี่ยนฟางต่างก็ร้อนใจมากฮ่องเต้เองก็ทรงร้อนพระทัยเช่นกัน พระองค์เดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าตำหนัก จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องเร่งทหารให้ไปดูว่าหมอหลวงออกมาหรือยัง
“พวกเจ้าสองคนไปดูหมอหลวงที หากจำเป็นต้องแบกก็แบกมาเลย ให้มาให้เร็วที่สุด” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่แลดูเป็นกังวลไม่น้อย
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์สองนายได้รับพระบัญชาแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที
“ฝ่าบาทอย่าทรงร้อนพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หวงกงกงเอ่ยขึ้นมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เขากลัวว่าหากฮ่องเต้ทรงเป็นกังวลมากเกินไป จะกระทบพระวรกายอันล้ำค่าของพระองค์
ฮ่องเต้หันมากล่าวกับหวงกงกงด้วยพระสุรเสียงที่จริงจัง “เจ้าจะไม่ให้เราร้อนใจได้อย่างไร เวลานี้ฮองเฮากำลังจะคลอดคือบุตรคนแรกของเรานะ อย่าว่าแต่เราเลย ต่อให้เป็นผู้อื่นก็ต้องร้อนใจไม่แพ้กัน”
ทหารองครักษ์สองคนวิ่งออกไปได้ยังไม่ทันถึงไหนก็กลับมาพร้อมกับหมอหลวง ซึ่งทั้งสองวิ่งมาอย่างเร่งรีบ อีกทั้งยังมีศิษย์จากสำนักหมอหลวงอีกผู้หนึ่งมาช่วยด้วยเหมือนกัน พวกเขามาพร้อมเครื่องมือครบครัน เตรียมพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมมาช้า”
เมื่อฮ่องเต้เห็นว่าหมอหลวงมาถึงแล้วก็โล่งพระทัย “อย่าได้มาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย รีบเข้าไปเถอะ”
เมื่อได้รับคำสั่ง หมอหลวงก็ไม่รอช้ารีบเข้าห้องคลอดทันที แม้ว่าอากาศภายนอกยามนี้มีฝนตั้งเค้า แต่ทว่าคนที่อยู่ด้านในล้วนแต่เหงื่อผุดขึ้นซึมเต็มใบหน้า สีหน้าของทุกคนมีแต่ความกังวล เนื่องจากทำคลอดกันมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่เด็กก็ยังไม่ยอมออกมาเสียที ฮ่องเต้ที่รออยู่ด้านนอกก็ยิ่งร้อนพระทัยเข้าไปใหญ่
“ฮองเฮาได้โปรดพยายามอีกหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าคราวนี้ต้องสำเร็จเป็นแน่” หมอหลวงที่อยู่หลังม่านกล่าวกับฮองเฮาที่ยามนี้พยายามใช้แรงเบ่งคลอดบุตรมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว
ต่อให้นางจะเบ่งมาแล้วเป็นร้อยครั้งก็ตาม แต่ถึงอย่างไรต้องเบ่งต่อไปอีกจนกว่าทารกน้อยจะออกมา ฮองเฮาพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะรวบรวมแรงกายแรงใจทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้บุตรที่อยู่ในครรภ์ได้ออกมาดูโลกภายนอก ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็เอาใจช่วย และหากเป็นไปได้ นางกำนัลกลุ่มนี้ก็คงจะเบ่งคลอดแทนแล้ว
ไม่นานประตูตำหนักเยี่ยนฟางก็เปิดออก พร้อมศิษย์สำนักหมอหลวงผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมารายงานความคืบหน้าต่อฮ่องเต้ที่ยืนรออยู่หน้าตำหนัก “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาทรงมีภาวะคลอดยาก อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
“คลอดยากอย่างนั้นหรือ แล้วจะเป็นอะไรมากหรือไม่”
เสียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งดังมาจากเบื้องหลังฮ่องเต้ ซึ่งเป็นไทเฮานั่นเองที่เสด็จมาพร้อมกับนางกำนัลอีกจำนวนหนึ่ง
“ถวายบังคมไทเฮา” ศิษย์สำนักหมอหลวงผู้นั้นค้อมกายลงต่ำคราหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวต่อ “กระหม่อมก็ไม่สามารถคาดเดาได้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว ทั้งฮ่องเต้และไทเฮาก็เป็นกังวลยิ่งนัก ภาวะคลอดยากนั้นมิใช่เรื่องเล่น ๆ มีสตรีหลายคนที่อยู่ในภาวะคลอดยากเช่นนี้ แล้วจบลงด้วยการสูญเสีย ซึ่งถ้าไม่สูญเสียแม่ก็อาจจะสูญเสียลูก หากร้ายแรงกว่านั้นก็สูญเสียทั้งสองคน ทั้งสองจึงได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับฮองเฮาและบุตรของนางเลย
“เสด็จแม่พอจะมีหนทางหรือไม่” ฮ่องเต้ที่ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งผู้ใดนั้น ก็หันมาถามมารดาของตน เพราะอย่างน้อยพระนางก็ผ่านการคลอดบุตรมาก่อน ซึ่งอาจจะมีหาทางมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้
เมื่อเจอคำถามของบุตรชาย ไทเฮาจึงได้แต่ส่ายศีรษะช้า ๆ อย่างจนปัญญา เพราะแม้แต่หมอหลวงยังไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร ถึงแม้นางจะเป็นไทเฮาก็จริง แต่เป็นเพียงแค่สตรีผู้หนึ่งเท่านั้น จะไปหาทางแก้ปัญหาภาวะคลอดยากได้อย่างไร
“แม่คิดว่า พวกเราสงบสติและสวดภาวนาของให้สวรรค์ช่วยนางอย่างสุดความสามารถเถอะนะ” ไทเฮากล่าวออกมาอย่างจนปัญญา
ฝนฟ้าจากเดิมที่เคยมืดครึ้มและลมพัดแรง มาบัดนี้ฝนที่ตั้งเค้าอยู่นานก็ตกลงมาแล้ว อีกทั้งยังมีเสียงฟ้าร้องและปรากฏฟ้าแลบขึ้นอีกด้วย บรรยากาศภายนอกที่น่ากลัวนี้ เหมือนกับว่าเร่งเร้าให้บรรยากาศภายในตำหนักเยี่ยนฟางนั้นดูร้อนรนมากขึ้นไปอีก
เสียงฟ้าร้องคราหนึ่ง ก็ปรากฏเสียงร้องของฮองเฮาที่รวบรวมแรงกายเบ่งคลอดคราหนึ่ง
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งทรงเป็นกังวลมากขึ้นเท่านั้น พระองค์แทบอยากจะเข้าไปในตำหนัก แล้วไปจับมือให้กำลังใจฮองเฮา แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น
ทางด้านไทเฮาเองทรงประทับที่เก้าอี้รออยู่กับฮ่องเต้ที่หน้าตำหนักเช่นกัน พระนางเคยผ่านการคลอดบุตรมาก็หลายคน แต่ว่าไม่เคยใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลย ตั้งแต่หมอหลวงเข้าไปตอนนี้ก็ปาไปเกือบจะสองชั่วยามแล้ว พระนางกลัวว่าฮองเฮาจะหมดแรงเบ่งเอาเสียก่อน
กระทั่งในการเบ่งคลอดครั้งสุดท้าย ฮองเฮาที่ใกล้หมดแรงก็รวบรวมแรงฮึดทั้งหมดจากนั้นจึงเบ่งคลอดออกมา เสียงฟ้าผ่าครั้งใหญ่ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของฮองเฮาที่ดังลั่น จากนั้นก็ตามด้วยเสียงของเด็กน้อยที่ร้องไห้งอแงยามได้สัมผัสโลกภายนอกเป็นครั้งแรก
ตอนพิเศษ 7 ฮ่องเต้หยางเจี้ยนกั๋วที่ชายแดนทิศบูรพา สถานการณ์ตึงเครียดอย่างยิ่ง ทหารทั้งหลายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการป้องกันเมือง ทุกคนรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่าย องค์ชายเจ็ดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย แม้เขาจะถูกฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลงสนามรบจริง ๆ การต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แท้จริง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัวเล็กน้อยทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถยอมให้ความกลัวนี้ครอบงำได้ เพราะในใจเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เขารู้ดีว่าการศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใดต่อแคว้นเยียน“ข้าจะออกรบในทัพหน้า” องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าแม่ทัพเสวี่ยแม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“องค์ชาย แม้ว่าท่านจะมีฝีมือที่ดี แต่การศึกนี้ไม่เหมือนการฝึกในลานฝึก มันอันตรายมาก” เสวี่ยเฟงหลงกล่าวขึ้นมาเพื่อเตือนสติ“ข้ารู้” องค์ชายเจ็ดตอบกลับทันที “ข้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับผู้อื่นที่นี่ ข้าอยากทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อแคว้น”แม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดอย่างพินิจพิจารณาอีกค
ตอนพิเศษ 6 ความรู้สึกที่อยู่ข้างในหลังจากที่ได้รับคำตอบอันเจ็บปวดจากเหวินหลิง องค์ชายเจ็ดรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างแรง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักที่เขามีต่อนางจะจบลงเช่นนี้ แต่เมื่อนางขอร้องให้เขาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เขาก็ต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตามในช่วงเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำลังหาทางจัดการกับความรู้สึกของตนเองนั้น ข่าวจากวังหลวงก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดข่าวนั้นคือฮ่องเต้ได้ทรงอนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ของเขาสามารถนำทัพออกรบเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์หญิงใหญ่ปรารถนามานานแล้ว องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าการที่พี่หญิงใหญ่จะต้องเผชิญกับอันตราย เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ความคิดนี้ทำให้เขาเห็นโอกาสในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ทั้งจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความตั้งใจที่จะช่วยพี่หญิงใหญ่ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงตัดสินใจที่จะอาสาติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซีออกไปรบด้วยเมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว องค์ชายเจ็ดจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อทูลขออนุญาตที่จะติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซี ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบถึงความรู้สึกของอ
ตอนพิเศษ 5 ทำทุกอย่างเพื่อขอโทษองค์ชายเริ่มต้นปฏิบัติการง้อเหวินหลิงด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจจะได้ผล เริ่มจากการส่งกลอนบทที่นางเคยชมว่าไพเราะในวันที่พวกเขาพบกันที่โรงน้ำชา เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่อ่อนหวานสื่อถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงที่จะขอโทษ หวังว่านางจะเปิดใจและเข้าใจความรู้สึกที่พระองค์มีให้นาง“เพียงหนึ่งวันจากล่วงไปไม่พบหน้าข้านี้คล้ายดั่งใจจะขาดหายขอโทษเถิดที่ข้าได้พลาดไปหวังเพียงเจ้ารับใจข้าอีกครั้ง”กลอนที่งดงามนี้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกดำบนกระดาษขาวสะอาด และถูกส่งผ่านไปยังจวนของตระกูลเหวิน เขาแน่ใจว่านางจะต้องเห็นและซาบซึ้งใจในความพยายามของเขาแต่ทว่าชะตากลับเล่นตลก กลอนบทนี้กลับไม่ถึงมือนางอย่างที่องค์ชายเจ็ดตั้งใจไว้ เนื่องจากกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและผูกด้วยริบบิ้นสีแดง กลับถูกหยิบขึ้นโดยมือของผู้อื่น ก่อนที่มันจะไปถึงมือเหวินหลิง คนผู้นั้นคือเหวินเจี่ยน พี่สาวของเหวินหลิง ซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง ซึ่งเห็นกระดาษนี้ในระหว่างที่คนรับใช้กำลังส่งของในจวน นางรู้สึกสงสัยว่าเนื้อหาในกระดาษนั้นจะเป็นสิ่งใด จึงเปิดดูและอ่านกลอนขององค์ชายเจ็ดที่ส่งมาเมื่อเหวินเจ
ตอนพิเศษ 4 เปิดเผยตัว ข้าคือองค์ชายเจ็ดที่โรงน้ำชาซีเฟิงในย่านตลาดเก่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เหมาะแก่การสนทนาเรื่องราวส่วนตัวและการพักผ่อนจิบชาของบัณฑิตและชนชั้นสูง ผู้คนเดินเข้าออกโรงน้ำชาอย่างไม่ขาดสาย บางคนมาสนทนากับสหาย บางคนมาเพื่ออ่านตำราในมุมสงบของตนเอง โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่องค์ชายเจ็ดเลือกที่จะมาพบปะกับเหล่าสหาย แต่ในวันนี้มีเหตุผลมากกว่านั้นที่เขาต้องการมาเยือนองค์ชายเจ็ดในวันนี้มาในชุดบัณฑิตธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอันหรูหราหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ของตนเอง นัยน์ตาที่เคยเฉียบคมในวังหลวง ตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใคร่รู้ เมื่อเขาก้าวเข้ามาในโรงน้ำชา ผู้คนที่อยู่ภายในแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขา เหมือนเขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเมื่อเดินเข้ามาในห้องด้านในสุด องค์ชายเจ็ดมองเห็นเหวินหลิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา นางกำลังอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งด้วยความตั้งใจ ดูเคร่งเครียดและจริงจังในการศึกษา เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเห็นจากระยะไกล หัวใจขององค์ชายเจ็ดรู้สึกกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าที่มีความมุ่งมั่นขอ
เสวี่ยเฟยหลงนำทัพในยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นอย่างช้าๆ เหนือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ของสนามรบที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ควันไฟและกลิ่นเหล็กกล้าปะปนอยู่ในอากาศ สัญญาณการปะทะระหว่างสองกองทัพที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดกองทัพบูรพานำโดยรองแม่ทัพเสวี่ยเฟยหลงได้เด
ตอนพิเศษ 3 ข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาเมื่อองค์ชายเจ็ดเติบโตขึ้น เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักอย่างเห็นได้ชัด แต่ละวันเขามักจะออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง ดูเหมือนว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือการปกครองเลย ผู้คนต่างก็มองว่าเขาเพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบที่ควรจะมี และด้วยเห
ตอนพิเศษ 2 องค์ชายเจ็ดผู้ไร้ค่านับตั้งแต่วันที่องค์หญิงจิ่นซีเข้ามาช่วยเหลือองค์ชายเจ็ดจากหวงกุ้ยเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น องค์ชายเจ็ดคอยตามติดองค์หญิงจิ่นซีไปทุกที่ ทั้งยังมาเดินหมากอยู่ที่ตำหนักท้ายวังของนางทุกเย็นทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสิ่งใดที่องค์ชายเจ็ดพบว่าเป็นข
บทส่งท้าย จักรพรรดินีจิ่นซีองค์หญิงจิ่นซีได้รับข่าวการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทอย่างไม่คาดคิด และรู้สึกว่าการต้องรับตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนางแม้ว่าการเป็นวีรสตรีผู้ช่วยกอบกู้แคว้นเยียน และได้รับการยกย่องจากราษฎรจะเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่องค์หญิงจิ่นซีก็ไม่ได้มีความปรารถนาในการปกค











