LOGINฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่ทอดถอนพระทัย ถึงแม้ว่าจะมีบึงเผิงหยวนก็จริง แต่น้ำในบึงเผิงหยวนก็คงจะไม่เพียงพอให้ผู้คนได้ใช้กันทั้งแคว้นหรอก อีกทั้งบึงเผิงหยวนนั้นอยู่ไกลมาก ไม่น่าจะลำเลียงน้ำจำนวนมากมายมหาศาลนั้นมาได้ดังที่เจ้ากรมโยธาบอก
“พวกท่านมีผู้ใดสามารถเสนอแนวทางในการแก้ไขอย่างอื่นได้บ้างหรือไม่ หากว่าสามารถแก้ปัญหาได้ล่ะก็ ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นมาเสียงดัง
พระองค์ทรงคาดหวังว่าหากมีรางวัลมาจูงใจ เหล่าขุนนางพวกนี้อาจจะพยายามเค้นความคิดที่มีอยู่หาหนทางแก้ปัญหาออกมาได้
เหล่าขุนนางมองหน้ากันไปมา บางคนถึงกับหันไปปรึกษากับขุนนางที่อยู่ข้าง ๆ กัน ถกถึงประเด็นของปัญหาภัยแล้งครั้งนี้ บ้างนึกย้อนไปถึงสมัยก่อนที่แคว้นเคยประสบปัญหา แต่ว่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยหนักถึงเพียงนี้เลยสักครา มีครั้งนี้แหละที่หนักหนาสาหัสเกินจะแก้ไขจริง ๆ
อยู่ ๆ ก็มีขุนนางขั้นสี่ผู้หนึ่งเสนอความคิดเห็นออกมา
“กระหม่อมเห็นควรให้ฝ่าบาททำพิธีบวงสรวงต่อเทวดาฟ้าดิน เผื่อว่าสวรรค์จะเมตตาประทานฝนลงมาให้พวกเราพ่ะย่ะค่ะ”
ข้อเสนอนี้ทำเอาเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงกับก้มหน้าส่ายศีรษะให้อย่างเหนื่อยหน่าย เป็นเพราะว่าวิธีเช่นนี้ไม่มีผู้ใดใช้กันมานานแล้ว ต่อให้จะบวงสรวงต่อเทวดาฟ้าดิน หากว่ายังไม่แก้กันที่ต้นเหตุ ก็ใช่ว่าจะจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวได้
“ใต้เท้าอู๋ ข้อเสนอของท่านนั้นหาใช่ทางออกที่ดีไม่ หากว่าให้ฝ่าบาทไปจัดพิธีบวงสรวงขอฝนแล้วฝนไม่ตกลงมา จะไม่เท่ากับทำให้ราษฎรคิดว่าฝ่าบาทไม่ใช่โอรสของสวรรค์ ไม่มีบุญญาธิการพอหรอกหรือ ทำเช่นนี้มีแต่จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี” เจ้ากรมพิธีการกล่าวคัดค้านขึ้นมาเป็นคนแรก
เมื่อมีผู้กล่าวคัดค้านแล้ว ขุนนางทั้งหลายในท้องพระโรงต่างก็ออกความเห็นคัดค้านใต้เท้าอู๋ผู้นี้เช่นกัน แต่เมื่อหันมาถามกันอีกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ก็ยังไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้อยู่ดี
ในที่สุดฮ่องเต้ก็ทรงเหน็ดเหนื่อยกับการประชุมในวันนี้แล้ว ถึงแม้ว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ทว่ายามนี้ยังหาทางออกไม่ได้จริง ๆ ฮ่องเต้จึงได้ตัดสินพระทัยยุติการประชุมว่าราชการเช้าแต่เพียงเท่านี้ก่อน
“เอาละพวกท่านอย่าได้ถกเถียงกัน ณ ที่นี้เลย อย่างน้อยก็ยังพอมีผลผลิตที่อยู่ในคลังที่สามารถเอามาเลี้ยงผู้คนให้อยู่รอดไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าได้ เอาเป็นว่าเราจะให้ทุกท่านได้นำปัญหานี้กลับไปขบคิด และปรึกษากันในภายหลัง เมื่อมีผู้ใดสามารถคิดหาหนทางแก้ปัญหาได้ ก็สามารถมาเข้ารายงานเราได้ทุกเมื่อ” ฮ่องเต้หยางหมิงอี้ตรัส จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเสด็จออกจากท้องพระโรงไป
“น้อมส่งฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขุนนางกล่าวขึ้นพร้อมกัน
เมื่อฮ่องเต้หยางหมิงอี้ออกจากท้องพระโรงไปแล้ว เหล่าขุนนางต่างทยอยออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกันเลย เรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศทิศนี้ไม่ได้เป็นเรื่องหนักใจแค่เฉพาะฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว แต่ทว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ทุกคนในแคว้นต่างก็รู้กันทั้งนั้น แม้กระทั่งไทเฮาที่อยู่ในวังหลังก็รับรู้เรื่องทุกข์ยากของราษฎรในเรื่องนี้ด้วย
พระนางรู้ว่าฮ่องเต้ทรงกังวลพระทัยมาก ก็เป็นห่วงไม่น้อย เมื่อองค์หญิงจิ่นซีมาร่ำเรียนที่ตำหนักอวิ๋นผิง พระนางก็มีบ่นเรื่องนี้ให้หลานสาวฟังบ้าง
“ภัยแล้งปีนี้เห็นจะเป็นปัญหาใหญ่ หากว่าบิดาของเจ้าไม่สามารถหาหนทางแก้ไขได้ ปีหน้าเมืองหลวงคงต้องขาดแคลนผลผลิต ราษฎรจะทุกข์ยากอย่างทั่วหน้าเป็นแน่” ไทเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เป็นกังวล จากนั้นจึงทอดถอนพระทัยออกมา
องค์หญิงจิ่นซีได้ฟังแล้วก็ไม่กล่าวตอบอะไร เพียงแต่เก็บรายละเอียดที่ไทเฮาเล่าให้ฟังเอาไว้ เพื่อที่จะไปขบคิดต่อที่ตำหนักของตนเอง
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างฮ่องเต้กับองค์หญิงจิ่นซีจะห่างเหิน แต่ทว่าความกตัญญูในใจขององค์หญิงนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง บิดาอย่างไรก็คือบิดา เพราะฉะนั้นยามที่เห็นบิดา
กลัดกลุ้มเป็นกังวล นางก็จะหาทางช่วยอย่างเต็มที่เมื่อกลับมาถึงตำหนักท้ายวัง องค์หญิงจิ่นซีก็เริ่มค้นหาแผนที่ยุทธศาสตร์ของแคว้นออกมาดู พร้อมทั้งขนหนังสือที่เกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ออกมาอ่านเช่นกัน
นางใช้เวลากว่าครึ่งวัน และอีกครึ่งคืนในการขบคิดเรียบเรียงหาทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งนี้ และสุดท้ายก็พบทางออก
“แม่น้ำฉางโจวทอดผ่านมาตั้งแต่ภาคเหนือบนสุดของแคว้นที่เมืองอู่เหลียน จากนั้นก็ผ่านเมืองที่ทำเกษตรกรรมหลักของแคว้นอีกสองเมือง แล้วจึงมาถึงยังเมืองหลวง ก่อนจะไหลผ่านเมืองต่าง ๆ ลงใต้ออกทะเลไป จุดที่อยู่เหนือสุดของเขตเมืองหลวงเช่นนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะสร้างเขื่อนกั้นน้ำไว้”
องค์หญิงจิ่นซีคิดได้ดังนั้นจึงลงมือวาดแผนที่ลงบนกระดาษ พร้อมทำเครื่องหมายในบริเวณที่ควรจะทำเขื่อนเอาไว้ให้เห็นได้ชัด
“พื้นที่ว่างทางฝั่งตะวันออกห่างจากกำแพงเมืองออกไปไม่ไกล เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์” นางเอ่ยกับตัวเองแล้วทำเครื่องหมายชี้จุดตรงนั้นลงบนกระดาษเพื่อที่จะเสนอให้เปลี่ยนแปลงพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นอ่างเก็บน้ำไว้สำรองใช้ยามฉุกเฉิน
“พื้นที่ตรงนี้ใหญ่พอสมควร หากว่าเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ แล้วเมืองหลวงขาดแคลนน้ำ น้ำที่เก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำนี้ยังคงสามารถเอามาใช้ให้ชาวเมืองอยู่รอดได้ อย่างนี้ก็น่าจะพอบรรเทาปัญหาได้”
เมื่อขบคิดแก้ปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว องค์หญิงจิ่นซีก็มองกระดาษที่อยู่ในมืออีกครั้ง ก่อนจะม้วนมัน แล้วใช้เชือกผูกเอาไว้เป็นอย่างดี
เวลาผ่านไปล่วงเข้ายามโฉ่ว องค์หญิงจิ่นซีก็ยังนอนไม่หลับ อาจจะเป็นเพราะว่าเลยเวลานอนมาแล้ว จึงไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ง่าย ๆ
สิ่งที่นางทำเป็นประจำเวลานอนไม่หลับก็คือการเดินหมากคนเดียว ในเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับแล้ว ดังนั้นนางจึงจะเดินหมากเล่น ๆ สักตาเพื่อฆ่าเวลาให้ง่วง แต่ยิ่งเล่นนางก็ยิ่งไม่ง่วง เพราะยังไม่มีผลแพ้ชนะในหมากตานี้
จนในที่สุดเฉิงเซียวนางกำนัลคนสนิทเห็นว่าดึกมากแล้วและเป็นห่วงสุขภาพของนาง จึงได้มาบอกให้องค์หญิงจิ่นซีเข้านอน
“องค์หญิงเพคะ นี่ปลายยามโฉ่วแล้ว เข้าบรรทมเถอะเพคะ โปรดรักษาพระวรกายด้วย” เสียงของเฉิงเซียวดังมาจากหน้าประตูเมื่อเห็นเสียงเทียนในห้องบรรทมขององค์หญิงส่งแสงออกมา
บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังไม่ได้เข้านอน“เฉิงเซียวหรือ เข้ามาสิ” องค์หญิงจิ่นซีกล่าว นางรู้อยู่แล้วคนที่มาจะต้องเป็นเฉิงเซียว เพราะว่าทุกครั้งที่นอนดึกนางกำนัลผู้นี้ก็จะมาเตือนเสมอ
“มีเรื่องอันใดกลัดกลุ้มหรือมีสิ่งใดรบกวนจิตใจหรือเพคะ พระองค์ถึงได้บรรทมดึกเช่นนี้” เฉิงเซียวกล่าวพลางมองสำรวจรอบห้องไปด้วย จมูกก็ทำฟุดฟิดเพื่อดมว่ามีกลิ่นอะไรผิดปกติที่ทำให้
องค์หญิงนอนไม่หลับหรือไม่องค์หญิงจิ่นซีเห็นท่าทางของนางกำนัลคนสนิทแล้วก็อดที่จะขบขันไม่ได้ ถึงกับเผลอหัวเราะออกมา
“เจ้าทำอะไร ไม่มีอันใดรบกวนข้าหรอก ข้าเพียงแต่เดินหมากติดพันอยู่ก็เท่านั้นเอง”
“เช่นนั้นก็แล้วไปเพคะ หม่อมฉันคิดว่าจะมีอะไรมารบกวนให้องค์หญิงบรรทมไม่หลับเสียอีก ถ้าอย่างนั้นเดินหมากตานี้จบแล้วก็รีบบรรทมนะเพคะ” เฉิงเซียวกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับองค์หญิงใหญ่ของนาง
“อืม เจ้าก็ไปนอนได้แล้ว ไม่ต้องรอข้าล่ะ” องค์หญิงจิ่นซีตอบกลับมา โดยสายตายังอยู่ที่กระดานหมากไม่ละไปไหน
“เพคะ”
จากนั้นเฉิงเซียวก็ปิดประตูห้องขององค์หญิงอย่างแผ่วเบาแล้วกลับไปนอนที่ห้องนอนของตนเองซึ่งอยู่ไม่ไกล
ทุกครั้งที่องค์หญิงจิ่นซีนอนดึก เฉิงเซียวก็จะมาสอดส่องดูแล นางดูแลองค์หญิงตามที่ได้รับมอบหมายจากไทเฮาเป็นอย่างดี
ช่วงแรกองค์หญิงจิ่นซีเองก็ยังไม่ชิน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับการปรนนิบัติอย่างดีเช่นนี้มาก่อน แต่พอเวลาผ่านไปหลายวันเข้าจึงเริ่มชิน และสนิทกับเฉิงเซียวมากขึ้น จนในที่สุดองค์หญิงก็รู้สึกเหมือนว่าการมีเฉิงเซียวนั้นเหมือนมีพี่สาวมาดูแลอย่างไรอย่างนั้น
ตอนพิเศษ 7 ฮ่องเต้หยางเจี้ยนกั๋วที่ชายแดนทิศบูรพา สถานการณ์ตึงเครียดอย่างยิ่ง ทหารทั้งหลายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการป้องกันเมือง ทุกคนรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่าย องค์ชายเจ็ดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย แม้เขาจะถูกฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลงสนามรบจริง ๆ การต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แท้จริง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัวเล็กน้อยทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถยอมให้ความกลัวนี้ครอบงำได้ เพราะในใจเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เขารู้ดีว่าการศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใดต่อแคว้นเยียน“ข้าจะออกรบในทัพหน้า” องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าแม่ทัพเสวี่ยแม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“องค์ชาย แม้ว่าท่านจะมีฝีมือที่ดี แต่การศึกนี้ไม่เหมือนการฝึกในลานฝึก มันอันตรายมาก” เสวี่ยเฟงหลงกล่าวขึ้นมาเพื่อเตือนสติ“ข้ารู้” องค์ชายเจ็ดตอบกลับทันที “ข้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับผู้อื่นที่นี่ ข้าอยากทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อแคว้น”แม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดอย่างพินิจพิจารณาอีกค
ตอนพิเศษ 6 ความรู้สึกที่อยู่ข้างในหลังจากที่ได้รับคำตอบอันเจ็บปวดจากเหวินหลิง องค์ชายเจ็ดรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างแรง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักที่เขามีต่อนางจะจบลงเช่นนี้ แต่เมื่อนางขอร้องให้เขาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เขาก็ต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตามในช่วงเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำลังหาทางจัดการกับความรู้สึกของตนเองนั้น ข่าวจากวังหลวงก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดข่าวนั้นคือฮ่องเต้ได้ทรงอนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ของเขาสามารถนำทัพออกรบเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์หญิงใหญ่ปรารถนามานานแล้ว องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าการที่พี่หญิงใหญ่จะต้องเผชิญกับอันตราย เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ความคิดนี้ทำให้เขาเห็นโอกาสในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ทั้งจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความตั้งใจที่จะช่วยพี่หญิงใหญ่ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงตัดสินใจที่จะอาสาติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซีออกไปรบด้วยเมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว องค์ชายเจ็ดจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อทูลขออนุญาตที่จะติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซี ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบถึงความรู้สึกของอ
ตอนพิเศษ 5 ทำทุกอย่างเพื่อขอโทษองค์ชายเริ่มต้นปฏิบัติการง้อเหวินหลิงด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจจะได้ผล เริ่มจากการส่งกลอนบทที่นางเคยชมว่าไพเราะในวันที่พวกเขาพบกันที่โรงน้ำชา เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่อ่อนหวานสื่อถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงที่จะขอโทษ หวังว่านางจะเปิดใจและเข้าใจความรู้สึกที่พระองค์มีให้นาง“เพียงหนึ่งวันจากล่วงไปไม่พบหน้าข้านี้คล้ายดั่งใจจะขาดหายขอโทษเถิดที่ข้าได้พลาดไปหวังเพียงเจ้ารับใจข้าอีกครั้ง”กลอนที่งดงามนี้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกดำบนกระดาษขาวสะอาด และถูกส่งผ่านไปยังจวนของตระกูลเหวิน เขาแน่ใจว่านางจะต้องเห็นและซาบซึ้งใจในความพยายามของเขาแต่ทว่าชะตากลับเล่นตลก กลอนบทนี้กลับไม่ถึงมือนางอย่างที่องค์ชายเจ็ดตั้งใจไว้ เนื่องจากกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและผูกด้วยริบบิ้นสีแดง กลับถูกหยิบขึ้นโดยมือของผู้อื่น ก่อนที่มันจะไปถึงมือเหวินหลิง คนผู้นั้นคือเหวินเจี่ยน พี่สาวของเหวินหลิง ซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง ซึ่งเห็นกระดาษนี้ในระหว่างที่คนรับใช้กำลังส่งของในจวน นางรู้สึกสงสัยว่าเนื้อหาในกระดาษนั้นจะเป็นสิ่งใด จึงเปิดดูและอ่านกลอนขององค์ชายเจ็ดที่ส่งมาเมื่อเหวินเจ
ตอนพิเศษ 4 เปิดเผยตัว ข้าคือองค์ชายเจ็ดที่โรงน้ำชาซีเฟิงในย่านตลาดเก่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เหมาะแก่การสนทนาเรื่องราวส่วนตัวและการพักผ่อนจิบชาของบัณฑิตและชนชั้นสูง ผู้คนเดินเข้าออกโรงน้ำชาอย่างไม่ขาดสาย บางคนมาสนทนากับสหาย บางคนมาเพื่ออ่านตำราในมุมสงบของตนเอง โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่องค์ชายเจ็ดเลือกที่จะมาพบปะกับเหล่าสหาย แต่ในวันนี้มีเหตุผลมากกว่านั้นที่เขาต้องการมาเยือนองค์ชายเจ็ดในวันนี้มาในชุดบัณฑิตธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอันหรูหราหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ของตนเอง นัยน์ตาที่เคยเฉียบคมในวังหลวง ตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใคร่รู้ เมื่อเขาก้าวเข้ามาในโรงน้ำชา ผู้คนที่อยู่ภายในแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขา เหมือนเขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเมื่อเดินเข้ามาในห้องด้านในสุด องค์ชายเจ็ดมองเห็นเหวินหลิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา นางกำลังอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งด้วยความตั้งใจ ดูเคร่งเครียดและจริงจังในการศึกษา เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเห็นจากระยะไกล หัวใจขององค์ชายเจ็ดรู้สึกกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าที่มีความมุ่งมั่นขอ
ตอนพิเศษ 3 ข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาเมื่อองค์ชายเจ็ดเติบโตขึ้น เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักอย่างเห็นได้ชัด แต่ละวันเขามักจะออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง ดูเหมือนว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือการปกครองเลย ผู้คนต่างก็มองว่าเขาเพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบที่ควรจะมี และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับฉายาเป็น “องค์ชายเจ้าสำราญ”แต่ความจริงแล้ว องค์ชายเจ็ดกลับไปนั่งอ่านตำรากับบรรดาสหายร่วมเรียนที่หอน้ำชาเสมอ การใช้เวลาที่หอน้ำชาในยามบ่ายนั้นเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเขาในสายตาของสหายร่วมเรียนทั้งหมดต่างสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงเลือกทำเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำรา ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยหากไม่คิดจะเข้าไปมีบทบาทในราชสำนัก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยหรือเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาในขณะที่โลกภายนอกเห็นว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายผู้ไร้ความทะเยอทะยาน ไม่สนใจในตำแหน่งหรืออำนาจ ความจริงแล้วเขากลับเตรียมตัวอย่างเงียบ ๆ ความรู้ที่สะสมมาจากการอ่านตำราและศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขามีความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การทหาร หรือปรัชญา และความรู้
ตอนพิเศษ 2 องค์ชายเจ็ดผู้ไร้ค่านับตั้งแต่วันที่องค์หญิงจิ่นซีเข้ามาช่วยเหลือองค์ชายเจ็ดจากหวงกุ้ยเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น องค์ชายเจ็ดคอยตามติดองค์หญิงจิ่นซีไปทุกที่ ทั้งยังมาเดินหมากอยู่ที่ตำหนักท้ายวังของนางทุกเย็นทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสิ่งใดที่องค์ชายเจ็ดพบว่าเป็นของดี เขาก็มักจะนำไปมอบให้กับองค์หญิงจิ่นซีโดยไม่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ผ้าไหมที่มีลวดลายละเอียด หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่เขาพบเห็นในวัง ทั้งหมดนี้เขามอบให้พี่หญิงใหญ่ของเขาด้วยความรักและความเคารพวันหนึ่งองค์ชายเจ็ดซึ่งเป็นเด็กที่ชอบความประณีตและมีฝีมือในการออกแบบสิ่งของ คิดที่จะมอบของขวัญพิเศษให้กับองค์หญิงจิ่นซีเนื่องในวันประสูติของนาง เขาใช้เวลาอยู่หลายวันในการวาดแบบมีดพก ที่เขาคิดว่ามีขนาดพอดีและเหมาะสมสำหรับสตรี จากนั้นก็ส่งให้ขันทีนำไปให้ร้านตีเหล็กที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวงสร้างมีดพกตามแบบที่เขาวาดมีดพกนั้นถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใบมีดถูกหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าที่คมและทนทาน ด้ามจับทำจากไม้ที่ถูกขัดเงาอย่างดี และประดับด้วยลวดลายที่สลักลงไปด้วยความประณีตเมื







