LOGINเช้าวันแรกของการเริ่มงานที่บริษัทวิสต้า คอร์เปอร์เรชั่น สาขาเมืองต้นแบบ ขนมเดินเข้าสำนักงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว และความตื่นเต้นเล็ก ๆ ในหัวใจ
ออฟฟิศแห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบหรู ผสานความล้ำสมัยเข้ากับความอบอุ่น ทุกคนดูเป็นกันเอง ไม่มีความเคร่งเครียดแบบที่เธอเคยจินตนาการถึง
เพียงไม่กี่นาทีหลังเธอเซ็นชื่อเข้าทำงาน ร่างสูงในสูทสีน้ำตาลอ่อนก็ก้าวเข้ามาทักทาย
“ขนม?”
หญิงสาวหันขวับตามเสียง และเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
“พี่วิน!?”
“ใช่แล้ว จำพี่ได้ด้วย ดีใจจัง” ราวินหัวเราะอย่างเป็นมิตร ดวงตาคมกริบยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม
“แหม~ พี่วิน เพื่อนสนิทของพี่กันต์ ใครจะลืมได้ลงล่ะคะ” ขนมหัวเราะอย่างสบายใจขึ้นมาทันทีที่เจอคนคุ้นหน้า
“เราทำงานที่นี่เหรอ?”
“ค่ะ ขนมมาเป็นเลขาฯ ท่านประธานค่ะ”
เธอพูดด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า หลายสายตาในออฟฟิศแอบมองพวกเขาอยู่เงียบ ๆ
“อย่างนี้ก็แสดงว่า...เราได้ทำงานด้วยกันน่ะสิ” ราวินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย
“หืม?” ขนมเลิกคิ้วงง ๆ
“ยังไงคะ?”
“มาเถอะ เดี๋ยวก็รู้”
ราวินยักคิ้วให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำไปทางลิฟต์ฝั่งผู้บริหาร ซึ่งขนมลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตามไปอย่างว่าง่าย
ลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบนสุด ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้และดอกไม้แห้งผสมกัน เสียงเท้ากระทบพื้นไม้ขัดเงาเบา ๆ ดังขึ้น ขนมมองไปรอบ ๆ อย่างประหลาดใจ
“ที่นี่...”
เธอพึมพำกับตัวเอง เมื่อเห็นบรรยากาศของชั้นนี้แตกต่างจากด้านล่างโดยสิ้นเชิง เงียบขรึม เป็นส่วนตัว และดูหรูหราในระดับผู้บริหารระดับสูง
“พี่วิน...” ขนมหันไปมองเขาอย่างสงสัย
“พี่พาหนูมาที่นี่ทำไมคะ?”
ราวินไม่ตอบ แต่เปิดประตูห้องหนึ่งที่ป้ายหน้าห้องเขียนว่า ‘ประธานบริหาร’
“ยินดีต้อนรับสู่ห้องทำงานของพี่...เลขาคนใหม่” เขาหันมายิ้มพร้อมผายมือ
ขนมอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเองเบา ๆ
“เดี๋ยวนะคะ…พี่วินคือ—?”
“ประธานบริษัทวิสต้า คอร์เปอร์เรชั่นเองครับ” ราวินพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ
“โอ๊ย!! ขนมจะเป็นลม!” หญิงสาวทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องทันทีอย่างตกใจ
“ใจเย็นสิครับ เดี๋ยวกระโปรงเปิดหมดแล้ว~” เขาแกล้งแซวเรียบ ๆ ก่อนเดินไปวางเอกสารบนโต๊ะ
เสียงหัวเราะของทั้งสองคลอไปทั่วห้องท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านม่านหน้าต่าง
“แบบนี้ ขนมก็แอบอู้งาน แอบกินขนมได้สิคะ~” หญิงสาวส่งยิ้มทะเล้นแบบที่เธอถนัดให้ประธานหนุ่ม
“เชิญเลย แต่ขอแค่เรื่องงานต้องเป๊ะนะครับ” ราวินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องใบหน้าเธออย่างอารมณ์ดี
“แหม~ พี่วินก็รู้อยู่แล้วว่า ขนมตั้งใจทำงานสุด ๆ” เธอแกล้งเบะปากใส่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“รู้สิ... รู้ด้วยว่าเมื่อก่อนตั้งใจจีบไอ้กันต์แค่ไหน” ราวินหัวเราะในลำคอ ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“พี่วิน!!!” ขนมถึงกับเขินจนหน้าแดงระเรื่อ เธอยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเองทันที
“นั่นมันเรื่องเก่านานแล้วนะคะ” เธอพยายามตอบเรียบ ๆ แม้หัวใจจะเต้นโครมคราม
“งั้นแปลว่าตอนนี้ไม่ได้ชอบไอ้กันต์แล้ว?”
ขนมยิ้มยั่วนิด ๆ ดวงตาเปล่งประกายเหมือนจงใจท้าทาย
“...จะว่าแบบนั้นก็ได้ค่ะ”
“โอ้โห งั้นพี่ก็มีสิทธิ์ลุ้นล่ะสิ” ราวินยิ้มกริ่ม ขยับตัวเข้าใกล้จนขนมต้องก้าวถอยห่างอัตโนมัติ
“พี่วินอย่ามาล้อเล่นกับหนูนะ” ขนมหรี่ตามอง สีหน้าจริงจัง
“ถ้าพี่คิดไม่ซื่อ หนูจะฟ้องมิวจริง ๆ ด้วย!” เธอเชิดหน้าใส่ จมูกรั้น ๆ ทำเอาราวินถึงกับหัวเราะลั่น
“โอเค ๆ พี่ไม่แกล้งแล้ว” เขายกมือยอมแพ้ ยิ้มอย่างนึกเอ็นดู
“เอาล่ะ โต๊ะเราน่าจะจัดเสร็จแล้ว อยู่หน้าห้องพอดี ไปเริ่มงานได้แล้ว”
เขาขยับเนกไทให้เข้าที่ ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทำงานที่มีมุมโปร่งมองเห็นวิวเมืองได้ชัดเจน
“รับแซ่บค่ะ ท่านประธาน~” ขนมยิ้มกว้าง แกล้งทำท่าตะเบ๊ะล้อเลียน ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีคล่องแคล่ว
ราวินมองตามร่างบางที่หายออกไปจากห้อง เขาส่ายหน้า แล้วพึมพำกับตัวเอง
“ไอ้กันต์... คราวนี้มึงจะรอดจากน้องขนมมั้ยวะ?”
...
ขนมทำงานได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เช้าวันแรก ด้วยความที่เธอเคยผ่านประสบการณ์เป็นเลขาบริษัทชั้นนำในเมืองหลวงมาก่อน ทำให้การปรับตัวกับที่นี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย
เธอจัดระเบียบเอกสาร เข้าประชุมกับทีม และดูแลงานของประธานบริษัทอย่างไม่ติดขัด แม้จะเป็นเพียงวันแรก แต่ทุกคนในแผนกต่างก็เริ่มคุ้นชินกับความสดใสและมืออาชีพของเธออย่างรวดเร็ว
ราวินเองก็สังเกตเห็นความสามารถของเธอเช่นกัน เขาไม่ได้สอนงานมากนัก เพียงแค่แนะนำภาพรวมของระบบงานที่บริษัทใช้ แต่ขนมกลับสามารถเรียนรู้และจัดการทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ไม่ธรรมดาเลยนะเรา” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ระหว่างเดินผ่านโต๊ะทำงานของเธอ
“ขอบคุณค่ะ ขนมชอบงานแบบนี้อยู่แล้ว” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม
ช่วงบ่ายของวัน ราวินชวนเธอออกไปประชุมกับลูกค้ารายสำคัญนอกสถานที่ ขนมรับหน้าที่จัดการเอกสารและช่วยสรุปประเด็นต่าง ๆ ระหว่างการพูดคุย และด้วยความกระตือรือร้น บวกกับไหวพริบในการตอบคำถามและเข้ากับลูกค้าได้ดี ทำให้เธอได้รับคำชมจากผู้บริหารฝั่งลูกค้าโดยตรง
“เลขาคนใหม่ของคุณ ดูมีเสน่ห์และเก่งใช้ได้เลยนะครับ” ลูกค้าคนหนึ่งหันมากระซิบกับราวินตอนท้าย
“ครับ ผมก็คิดแบบนั้น” ราวินตอบยิ้ม ๆ สายตาเหลือบมองขนมที่กำลังเก็บเอกสารอย่างตั้งใจอยู่ข้างโต๊ะ
เมื่อเสร็จภารกิจในวันนั้น ราวินอาสาพาขนมกลับมาส่งที่หน้าบ้าน รถยนต์คันหรูแล่นชะลอเข้าจอดที่หน้ารั้วบ้านสีขาวครีมของเธอ ขนมปลดเข็มขัดนิรภัย พลางหันมายิ้มหวานให้
“ขอบคุณที่ไปส่งนะคะ ท่านประธาน” เธอแกล้งเรียกอย่างประชดเบา ๆ
“วันนี้เราเก่งมากเลยนะ พี่ไม่คิดว่าเด็กที่เคยวิ่งตามกันต์จะโตมาเป็นมืออาชีพได้ขนาดนี้” ราวินพูดติดตลกปนชื่นชม
“อ้าว~ พี่วินยังเอาเรื่องนั้นมาพูดอีก” ขนมหัวเราะเขิน ๆ
“พี่พูดเพราะภูมิใจต่างหาก” เขายิ้ม
“ว่าแต่กลับมาคราวนี้ ตั้งใจจะอยู่ยาวเลยเหรอ?”
“ค่ะ ขนมอยากตั้งหลักให้ได้ แล้วที่นี่ก็น่ารักกว่าที่คิด”
“แล้ว...”
“ยัยขนม!!”
เสียงตะโกนพร้อมใบหน้าใส ๆ ที่แนบติดกับกระจกหน้าต่างฝั่งที่ขนมนั่ง ทำเอาทั้งราวินและขนมหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ยัยมิว! ตกใจหมดเลย!” ขนมเปิดประตูรถลงมา พลางแกล้งเอ็ดเพื่อนเสียงแหลม
“ก็เห็นนั่งรถมากับหนุ่มหล่อระดับพี่วิน จะไม่มาแซวได้ไงเล่า” มิวเดินเข้ามาแกล้งดึงแขนเพื่อน แล้วหันไปยกมือไหว้ราวินด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะพี่วิน ไม่เจอกันตั้งนาน”
“สวัสดีครับน้องมิว ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ยังสดใสเหมือนเดิม” ราวินยิ้มให้ แววตาอ่อนโยนเป็นพิเศษแบบที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเผยความรู้สึกบางอย่างออกมา
“โอ๊ย~ ปากหวานเหมือนเดิมเลยนะคะ พี่วิน” มิวหัวเราะ
ขนมยืนมองเพื่อนกับชายหนุ่มตรงหน้า พลางแอบอมยิ้ม
‘เขามองแกขนาดนี้...แกยังไม่รู้ตัวอี๊ก! ยัยมิว!’
“ว่าแต่ขนมทำงานเหนื่อยมั้ย วันนี้?” มิวหันมาถาม
“ก็สนุกดีนะ งานที่บริษัทน่ารักกว่าที่คิด มีพี่วินช่วยอีกแรง เลยไม่มีอะไรต้องห่วง” ขนมตอบ
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว~”
ทันใดนั้น ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านก็เปิดออกพร้อมเสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามา รถยนต์คันหรูจอดชิดริมทาง ก่อนที่กันต์ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงสแลคสีเข้มจะก้าวลงมา พร้อมกระเป๋าโน้ตบุ๊กในมือ
แววตาคมกริบของเขาสะดุดทันทีที่เห็นขนมยืนอยู่หน้าบ้าน...พร้อมกับราวิน
สายตาคมกวาดมองตั้งแต่เพื่อนรักไปจนถึงหญิงสาวข้างกาย ก่อนจะแอบหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างไม่ปิดบังความรู้สึก
“กลับมาแล้วเหรอ พี่กันต์~” มิวทักเสียงใส
“อืม” เขาพยักหน้าตอบ พลางเดินเข้ามาหาทั้งกลุ่ม แววตามองไปที่ราวินนานกว่าปกติเล็กน้อย
“ทำไมมาด้วยกันได้วะ? วิน”
“แวะมาส่งน้องขนมน่ะ” ราวินตอบพลางยิ้มมุมปาก แต่เหมือนคำว่า ‘น้องขนม’ จะทำให้กันต์ยิ่งรู้สึกขัดหูเข้าไปใหญ่
“ประธานต้องบริการดีขนาดนี้เลยเหรอวะ” กันต์พูดเรียบ ๆ แต่ดวงตาที่มองเพื่อนรักไม่ค่อยพอใจนัก
มิวรีบเดินมากอดแขนพี่ชายแล้วพูดแทรกขึ้นทันทีราวกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่อาจจะเริ่มตึง
“เอ้า พี่กันต์ พี่วิน ขนม เข้าไปในบ้านก่อนเลยค่ะ! วันนี้มิวทำอาหารไว้รออยู่แล้วนะ เลี้ยงต้อนรับขนมแบบจัดเต็ม!”
“หือ? จริงเหรอมิว” ขนมหันไปถามอย่างตื่นเต้น
“จริงสิ~” มิวพยักหน้าแรง
“วันนี้จัดเมนูเด็ดเลยนะ มีต้มยำปลาทูบ้าน ยำแซลมอนใส่มะม่วงเบา หมูสามชั้นทอดน้ำปลา แล้วก็ของโปรดพี่วินด้วย~”
“ของโปรดพี่?” ราวินเลิกคิ้ว
“ไข่เจียวปู! ใช่มั้ยล่ะคะ~ มิวจำได้หมดนะว่าพี่ชอบอะไร”
มิวกะพริบตาปริบ ๆ พร้อมรอยยิ้มใสซื่อ แต่ไม่รู้เลยว่าการพูดแบบนั้นทำให้ราวินถึงกับยิ้มออกอย่างจริงใจ
“โอ้โห แบบนี้ประธานก็มีแรงทำงานพรุ่งนี้แล้วสิครับ” ราวินหันไปแซวขนมเบา ๆ
“ดีเลยค่ะ หนูจะได้ยื่นแฟ้มงานเพิ่มอีกสามเล่ม” ขนมหัวเราะคิก ๆ
“เดี๋ยวเถอะ” ราวินหัวเราะบ้าง ก่อนทั้งหมดจะเดินเข้าบ้านกันไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
มีเพียงกันต์คนเดียวที่ยังไม่พูดอะไร...แต่จังหวะก้าวของเขาที่เร็วขึ้นนั้น ก็บอกได้มากพอว่า เขาไม่ได้ชอบ ‘ไข่เจียวปู’ สักเท่าไหร่เลยในวันนี้
กันต์ยังไม่พูดอะไร แค่ยืนนิ่ง มองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเบา ๆ สีหน้าเหมือนกำลังลำบากใจ ก่อนเอ่ยช้า ๆ“พี่...ขอบใจนะ ที่รู้สึกกับพี่แบบนั้น”“แต่ขอโทษที...พี่ไม่กินเด็กน่ะ”เขาตอบปฏิเสธเสียงเรียบ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้ขนมถึงกับหน้าชา เธอยืนนิ่งไปชั่วครู่ แววตาที่เคยสว่างไสวเริ่มหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดกันต์ยกมือขึ้นลูบผมเธอเบา ๆ แบบที่เคยทำเสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว“พี่ดีใจที่ขนมรู้สึกแบบนั้น...”“แต่เรายังเด็ก ลองใช้เวลารักตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย?”ขนมฝืนยิ้ม พยายามกลั้นน้ำตาให้ไม่ไหลต่อหน้าเขา ก่อนจะรับคำเบา ๆ“ค่ะ...ขอบคุณที่ฟังหนูนะคะ”จากนั้นเธอก็หันหลังเดินกลับไป โดยไม่หันมามองอีกเลยกันต์ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ จนลับสายตา ในใจมีบางอย่างที่บีบรัดแน่นขึ้นมา แต่เขาไม่สามารถอธิบายมันได้เสียงร้องไห้แทบไม่เล็ดลอดออกจากห้องนอนเล็ก ๆ ของขนม เด็กสาวที่เคยหัวเราะเสียงดัง วิ่งเอาขนมมาให้ทุกเย็นคืนนี้กลับนอนกอดหมอนแน่น ดวงตาแดงช้ำ จมูกแดง และเสียงสะอื้นที่สะกดไว้ไม่อยู่“ขอโทษทีนะ...แต่พี่ไม่กินเด็ก”ประโยคนั้นวนซ้ำในหัวเธอไม่หยุดทั้งที่ก็รู้อยู่แล้ว ว่าเ
เย็นวันหนึ่ง ภายในห้องนอนของขนมเธอยืนอยู่หน้ากระจกบานยาวในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ผมยาวถูกรวบครึ่งหัวแบบลวก ๆ แต่แววตา...กลับมีความจริงจังถึงที่สุดขนมสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ก่อนจะยกมือแนบอก ลองพูดกับตัวเองในกระจกอีกครั้ง“พี่กันต์คะ...”“…คือหนู...”เธอย่นจมูก ถอนหายใจแรง เบะปาก สีหน้าเริ่มหงุดหงิด“ไม่เวิร์ก มันดูประหม่าเกินไปอะ”เด็กสาวยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่พักใหญ่ ก่อนลองใหม่อีกครั้ง“พี่กันต์ หนูชอบพี่มาตั้งแต่ ป.6 แล้วค่ะ”“…โอ๊ยย ไม่ ๆ แบบนี้ดูบ้าระห่ำไปมั้ยวะ”เธอทึ้งผมตัวเองเบา ๆ แล้วหลับตา ลองใหม่เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ คราวนี้...พูดช้า ๆ จากหัวใจ“หนูชอบพี่กันต์ค่ะ… ถ้าโตขึ้นกว่านี้อีกนิด… ขอหนูอยู่ข้าง ๆ พี่ได้มั้ยคะ?”เสียงสะอื้นเล็ก ๆ ตามมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะแม้เธอจะยังไม่ได้พูดกับเขา แต่หัวใจเธอรู้ดีว่า มันไม่ง่ายเลยโอกาสมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโตแค่ไหนแต่มันอยู่ที่ว่า ‘เขารู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่า’เธอถอนหายใจแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง หันไปมองกล่องของขวัญเล็ก ๆ ที่ห่อไว้เรียบร้อยตรงโต๊ะข้างเตียงด้านในคือ ‘บราวนี่สูตรล่าสุด’ ที่เธอตั้งใจอบเองตั้งแต่เช้าอีกไม่นาน.
ย้อนกลับไปเมื่อ...เก้าปีก่อนวันนั้นเป็นวันที่พระอาทิตย์ตก แสงยามเย็นสีส้มอ่อนนุ่มนวลทาบทับสนามหญ้าหน้าบ้านสองหลังที่สร้างข้างกันมานานเกือบทั้งชีวิต รั้วไม้สีขาวต่ำ ๆ แทบไม่เป็นรั้ว เพราะเด็กสองคนข้ามไปมาราวกับไม่มีมันอยู่จริงเสียงหัวเราะใสกังวานของเด็กสาววัยสิบหกดังลอดออกมาจากรั้วไม้สีขาว เธอวิ่งพลางกระโดดข้ามรั้วด้วยความเคยชิน ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนสะบัดไปมาตามแรงเหวี่ยง กล่องพลาสติกใสในมือถูกกอดแน่นราวกับสมบัติล้ำค่า ตาหยีเป็นเส้นเพราะรอยยิ้มที่กว้างจนแก้มป่อง“พี่กันต์! ขนมทำบราวนี่มาให้~!”เธอตะโกนลั่นสนาม ก่อนวิ่งข้ามสนามหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ ฝุ่นเล็ก ๆ ฟุ้งตามรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เปื้อนดินนิดหน่อยประตูหน้าบ้านที่คุ้นเคยเปิดออกและเขา...ก็ยังรออยู่ที่เดิม ยืนพิงเสาระเบียงไม้สีน้ำตาลเข้ม ในเสื้อยืดสีเทาอ่อนตัวโปรดกับกางเกงวอร์มสีเทาเข้ม ผมสั้นยุ่งเล็กน้อยเพราะเพิ่งตัดใหม่ใบหน้าเรียบเฉยแบบที่เพื่อน ๆ มักแซวว่า ‘ดูเย็นชาเหมือนเจ้าชายน้ำแข็ง’ แต่กับเธอ...เขาไม่เคยเย็นชาเลยสักครั้งเดียวกันต์เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กสาววิ่งตรงมาหา มือใหญ่ยื่นออกมารับกล่องขนมอย่างเคยชิน แต่ยังไม่วายเอ่
“เออ ฉันยอมรับละกัน ฉันคือคิวปิดตัวจริง”แต่ระหว่างที่ทุกคนหัวเราะกันสนุก สายตาของมิวกลับสะดุดเข้ากับดวงตาคมคู่หนึ่งที่จ้องเธอไม่วางตาเสียทีราวินยืนพิงบาร์ในชุดสูทสีกรมท่าที่ปลดกระดุมสองเม็ดบน ผมเซ็ตเป๊ะแต่ดูเซอร์นิด ๆ แก้ววิสกี้ในมือหมุนช้า ๆ แต่สายตากลับล็อกเป้าไว้ที่มิวเพียงคนเดียวมิวกลืนน้ำลาย หันหน้าหนีทำเป็นคุยกับเพื่อนต่อ แต่หางตายังรู้สึกถึงสายตาร้อนนั้นที่ตามมาไม่หยุด“แก โดนจ้องอีกแล้วนะ” เพื่อนข้าง ๆ กระซิบพร้อมแซว“ชิ! ใครแคร์ล่ะ” มิวตอบปากแข็ง แต่แก้มเริ่มแดงราวินยกแก้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนส่งสัญญาณ ก่อนเดินตรงมาหาเธอช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวและเสียงเพลงที่เปลี่ยนเป็นจังหวะช้าลงพอดี“น้องมิว...เต้นรำกับพี่สักเพลงมั้ยครับ?”มิวชะงัก มองหน้าเขา ตาโต“เอ่อ...หนูเต้นไม่ค่อยเก่งนะ”“ไม่เป็นไร พี่ก็ไม่เก่งเหมือนกัน” เขายื่นมือออกมา ยิ้มมุมปากแบบที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะมิวลังเลครู่หนึ่ง ก่อนวางแก้วลง แล้วยื่นมือไปจับมือเขา“เพลงเดียวเท่านั้นนะ”ราวินหัวเราะเบา ๆ ดึงเธอเข้าไปในวงเต้นรำเล็ก ๆ ที่เพื่อน ๆ เริ่มเปิดพื้นที่ให้ กันต์ที่ยืนกอดขนมอยู่ มองตามเพื่อนรักกับน้องสาว แล้วกร
เสียงคลื่นจากทะเลสีครามซัดกระทบแนวหาดทรายขาวละเอียดนุ่มราวแป้ง ลมทะเลเย็นพัดโชยแผ่ว ๆ พัดพากลิ่นเค็มจาง ๆ ของน้ำทะเลมาปะปนกับกลิ่นหอมหวานละมุนของดอกลิลลี่และดอกพีชสดที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณงาน ราวกับธรรมชาติเองก็ร่วมฉลองวันสำคัญนี้ด้วยกันณ โซนพิธีแต่งงานบนเกาะเอเลเมนต์เกาะที่เพิ่งกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งวงการเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ ด้วยโครงการบ้านอัจฉริยะ KANA VERVE ที่ตั้งตระหง่านอย่างงดงามวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีวิวาห์สุดอบอุ่นสไตล์มินิมอลริมทะเล ทุกดีเทลถูกออกแบบโดยเจ้าสาวตัวแสบ...ขนมนั่นเองตั้งแต่ซุ้มดอกไม้โค้งสีขาวที่ลอยเด่นเหนือพื้นทราย ไปจนถึงโต๊ะเก้าอี้ไม้สีอ่อนที่เรียงรายอย่างเรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกของคำว่า ‘บ้าน’ ที่ทั้งคู่ใฝ่ฝันมานานแสนนาน“เฮ้ย ขนม แกเอาการ์ดงานแต่งไปซ่อนในตู้เย็นจริงดิ?”“เอ้า! คนกินเก่งก็ต้องเจอการ์ดในที่กินเก่งสิคะ”เสียงหัวเราะดังลั่นรอบบริเวณนั้น เมื่อแขกบางคนเดินเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำเย็น ๆ ดื่ม แล้วเจอการ์ดเชิญงานแต่งงานสีครีมแปะอยู่ข้างขวดชาเขียว ข้อความเขียนด้วยลายมือหวาน ๆ ว่า‘ถ้าคุณเจอการ์ดนี้ แปลว่าคุณคือคนสำคัญของขนมม
กันต์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบลุกโชนด้วยเปลวปรารถนา ปากยังฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำหวานจากเธอ เขาจูบเบา ๆ ที่ต้นขาเนียน ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“ถ้าอย่างนั้น...พี่จะพาเราขึ้นสวรรค์จริง ๆ แล้วนะ”ปลายลิ้นร้อนยังคงลากไล้ไม่หยุด ราวกับไม่มีความอิ่มเอมในรสชาติหอมหวานของเธอ กันต์ใช้ปลายนิ้วคลึงจุดอ่อนไหวตรงกลางกลีบเนื้อนุ่มพร้อมกับลิ้นที่ไล้วนไม่หยุด สลับระหว่างตวัดเร็วและดูดดึงเบา ๆ จนขนมแทบสิ้นสติร่างบางบิดกายเกร็ง พยายามยกสะโพกยกหนี แต่ก็ถูกมือใหญ่จับตรึงแน่นให้รับสัมผัสนั้นเต็มที่“อ๊า…พี่กันต์ หนู…มันเสียวเกินไปแล้วค่ะ…”เสียงหวานสั่นเครือผสมลมหายใจหอบถี่รัว ๆ กันต์ยิ่งได้ยิน ยิ่งขยับลิ้นรัวถี่ขึ้น ปลายลิ้นของเขาสะบัดเข้าตรงจุดไวสัมผัสอย่างแม่นยำ ขณะที่อีกนิ้วยังค่อย ๆ แหวกกลีบเนื้อนุ่มสอดแทรกเข้าไปเพิ่มความเสียวมากยิ่งขึ้น“แบบนี้เหรอคะที่เสียว…หรือแบบนี้?”เขากระซิบพลางตวัดลิ้นเร็วขึ้นอีกครั้ง ดูดกลืนความหวานล้ำจากเธอราวกับไม่รู้จักพอ ขนมแทบขาดใจ เธอกดศีรษะเขาลงโดยไม่รู้ตัว สะโพกบิดเร่าแอ่นขึ้นรับลิ้นร้อนอย่างเต็มที่ปลายเท้าเล็กจิกผ้าปูที่นอนจนยับย่น“พี่…หนูจะ…ไม่ไหวแล้ว…อ๊าาาา







