เข้าสู่ระบบสิบแปดปีต่อมา
ยามนี้หิมะแรกตกโปรยปรายราวกับละอองฝนไปทั่วทั้งแคว้นฉิน ทำให้ผู้คนที่ออกมาเที่ยวเดินชมงานรื่นเริงประจำปีต่างรู้สึกเบิกบานใจ บ้างอธิษฐานขอให้พบแต่ความสงบสุข บ้างขอให้ได้เจอคนรักในเร็ววัน มีไม่น้อยที่มัวแต่เล่นสนุกสนานอยู่บนลานน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
“ศิษย์พี่รอข้าด้วย!” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กอายุเจ็ดขวบดังขึ้นเพราะไสลากเลื่อนตามศิษย์พี่ของเขาไม่ทัน
“ซิ่นเฉิง ข้าจะไปรอเจ้าที่เส้นชัย รีบ ๆ ตามมาเล่า” หญิงสาวผู้หนึ่งตอบกลับ
“ศิษย์พี่หลวนเล่อ แบบนั้นไม่เรียกว่ารอแล้วขอรับ คราวนี้ท่านยอมข้าหน่อยไม่ได้หรือ” ซิ่นเฉิงรีบไสลากเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นว่านางใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว สีหน้าของเขาดูจริงจังเสียจนศิษย์อีกสองคนที่ยืนดูรู้สึกเอ็นดู
“หลวนเล่อ เจ้าโตจนป่านนี้แล้วยังชอบแกล้งเขาอยู่เรื่อย เพลา ๆ บ้างเถิด” น้ำเสียงหวานละมุนเอ่ยปากห้ามปราม
“ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ฟังที่ศิษย์พี่พูดเลยนะขอรับ” ศิษย์น้องของนางชี้ให้ดูคนทั้งสองที่ตั้งหน้าตั้งตาไสลากเลื่อนอย่างสุดกำลัง
“เฮ้อ! ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงฝากฝังงานทุกอย่างไว้กับเจ้า เหลียนเฟิน” นางตบบ่าเขาแล้วส่ายหน้าปลงกับนิสัยไม่รู้จักโตของหลวนเล่อ
เหลียนเฟิน ศิษย์วังธาราเหมันต์อายุสิบแปดปี กำลังยืนมองศิษย์พี่ศิษย์น้องของตนเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข พลางคิดถึงอาจารย์ของเขาที่ปิดด่านกักตนเมื่อปีที่แล้ว
“คิดถึงอาจารย์หรือ” ศิษย์พี่หญิงซีหลิวถามเขา “กว่าอาจารย์จะออกด่าน เจ้าคงจะฝึกวิชาขั้นสูงผ่านแล้วกระมัง”
“ใช่ ๆ อาจารย์ต้องภูมิใจในตัวเขามากแน่ ๆ” ศิษย์พี่หญิงหลวนเล่อพูดสมทบ แม้นางจะมีอายุมากกว่าเหลียนเฟินสองปี แต่นางไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องเก่งกาจกว่าเขา ในเมื่อมีคนเก่งทุกอย่างแทนนางแล้ว นางขอใช้ชีวิตสบาย ๆ จะดีกว่า
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังพูดคุยกัน เสียงระฆังบอกเวลาย่ำค่ำก็ดังเหง่งหง่างก้องกังวาน
“ใครแพ้ต้องสละถ้วยของหวาน” ซิ่นเฉิงหันมาท้าหลวนเล่ออย่างเคยก่อนจะออกตัววิ่งนำหน้านางไปหลายก้าว
“เจ้าซิ่นเฉิง อย่ายุ่งกับถ้วยของหวานข้านะ” หลวนเล่อตะโกนตามหลัง เพราะรู้ว่าของหวานวันนี้เป็นของโปรดนาง ทำให้อีกสองคนที่เหลือได้แต่หัวเราะกับความสดใสของคนทั้งคู่
“สองคนนั้นเล่นได้ทุกเวลาจริง ๆ เลย เหลียนเฟิน” ซีหลิวเอ่ยปาก
“ศิษย์พี่หลวนเล่อเล่นกับซิ่นเฉิงคนเดียวนี่ขอรับ กับผู้อื่นนางไม่ยอมให้ถึงเพียงนี้หรอก” เหลียนเฟินยิ้มให้เพราะรู้ว่าศิษย์พี่หญิงผู้นี้เอ็นดูซิ่นเฉิงมาก
“ซิ่นเฉิง เจ้าระวังสะดุดล้ม” ทว่านางห้ามไม่ทันแล้ว เด็กน้อยหัวทิ่มพื้นน้ำแข็งจนหน้าผากปูดแดง ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้
“อย่าเพิ่งร้อง!” หลวนเล่อตะโกนก้องพร้อมร่ายอาคมหนึ่งส่งมาทางซิ่นเฉิง พลันบาดแผลเยียวยาในพริบตา “ไม่เป็นไรแล้ว”
“ไม่เจ็บแล้ว เดี๋ยวข้ายกของหวานมื้อนี้ให้ ดีหรือไม่” หลวนเล่อลูบศีรษะปลอบใจ
“ศิษย์พี่...” เขามองหน้าศิษย์พี่ทั้งสามคน รู้สึกอบอุ่นใจเมื่ออยู่กับพวกเขา
“วันนี้ข้ายอมให้เจ้าขี่หลัง มานี่สิ” เหลียนเฟินพูดแล้วนั่งลงข้าง ๆ เขา
ด้านหน้าประตูสำนัก รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของอาจารย์อาผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาส่ายหัวปนเอ็นดูเหล่าลูกศิษย์ของตนเอง สายตามองไปยังอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบที่อยู่ไกลโพ้น “หมิงฮวา ข้าอยากให้เจ้าได้เห็นลูกศิษย์ของเจ้าในเวลานี้จริง ๆ รีบออกด่านมาหาพวกเขาเถิด”
นับตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายครั้งนั้น วังธาราเหมันต์ก็ปิดสำนักไม่ให้ผู้ใดได้เข้าใกล้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ หมิงฮวายังคงเศร้าเสียใจกับการจากไปของหนิงเกอ แต่นางไม่ปล่อยให้ตัวเองอาลัยอาวรณ์นานนักเพราะรู้ว่าโลหิตมารของหวังเยี่ยนหลงร้ายกาจเพียงใด วันหนึ่งคนผู้นั้นอาจหวนกลับมาที่แห่งนี้อีกก็เป็นได้
หมิงฮวาขออาจารย์แยกตัวไปฝึกวิชาและหาวิธีแก้ทางโลหิตมารของหวังเยี่ยนหลงในถ้ำน้ำแข็งตามลำพัง สุดท้ายแล้วจึงแน่ใจว่าดอกกล้วยไม้น้ำแข็งจะทำให้ร่างกายสามารถต้านทานความเจ็บปวดจากโลหิตมารได้
ทว่า หมิงฮวายังคงมีเรื่องหนึ่งที่ค้างในใจตลอดมา นางฝึกวิชาวันแล้ววันเล่าให้ตัวเองแข็งแกร่งจนเป็นมือหนึ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ หากวันข้างหน้ามีคนอย่างหวังเยี่ยนหลงบุกมาที่สำนักอีกครั้ง นางจะได้ปกป้องทุกคนไว้ได้
เวลาผ่านไปหลายปี ศิษย์ของนางเติบโตขึ้นมากจนนางไว้วางใจ ฝากภาระหน้าที่หลายอย่างได้ จึงขอกักตนปิดด่านเพียงลำพังอีกครั้งเพื่อหวนคำนึงคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ
หลายวันต่อมา
เหลียนเฟินและศิษย์รุ่นเดียวกันเข้าสนามประลองวิชาขั้นกลางเป็นวันสุดท้ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาไม่เคยกังวลแม้แต่น้อยเพราะรู้ว่าฝีมือของตนเองไม่เป็นรองใคร ทั้งยังได้อาจารย์ที่เก่งกาจที่สุดอย่างหมิงฮวาพร่ำสอนเช้าจนค่ำ อดหลับอดนอนหลายวัน ไม่มีทางที่เขาจะสอบตกอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่หญิงหลวนเล่อ ท่านว่าศิษย์พี่เหลียนเฟินจะผ่านด่านหรือไม่” ซิ่นเฉิงหันหน้าไปหานางพร้อมพนันว่าเขาจะผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
“เขาเป็นศิษย์อันดับสามของสำนักเรา เรื่องแค่นี้หลับตายังทำได้ ข้าพนันว่าผ่านแน่นอน” หลวนเล่อยิ้มอย่างมั่นใจ
“ข้าพนันว่าผ่าน ท่านต้องบอกว่าไม่ผ่านสิ มิเช่นนั้นแล้วจะเอาของรางวัลจากผู้ใดกันเล่า” ซิ่นเฉิงทำหน้าครุ่นคิดพลางหันไปทางศิษย์พี่หญิงซีหลิวและศิษย์สำนักคนอื่น ๆ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันส่งสายตาตอบเขาว่า “ผ่าน!”
เหลียนเฟินเรียกกระบี่เงินสลักลายออกมา ตั้งท่ารอรับการโจมตีจากคู่ต่อสู้ สายตาเฉียบแหลมทำให้เขาหลบหลีกคมกระบี่ของอีกฝ่ายได้ทุกกระบวนท่า พลันร่ายอาคมไปที่กระบี่เงินของเขา ไอเย็นแผ่ออกมาตามด้วยลำแสงสีฟ้าพาดผ่านฉับไวเฉียดหน้าของคนตรงข้ามจนเจ้าตัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เหลียนเฟิน เจ้าเกือบทำหน้าอันหล่อเหลาของข้าเสียโฉมแล้วนะ” เสียงของศิษย์ร่วมสำนักตะโกนบอกเขา “อาจารย์ ทำไมไม่มาประลองกับเขาเองเล่า ส่งข้ามาทำไมกัน” สวีเลี่ยงหรงหันไปพูดกับอาจารย์ของเขาที่ยังคงหัวเราะไม่หยุด เจ้าศิษย์ผู้นี้ไม่ได้ห่วงว่าตนเองจะสอบตกแต่กลับห่วงหน้าตายิ่งกว่าอะไร
“ข้าผิดเองที่คำนวณฝีมือเจ้าพลาดไป เช่นนั้นลดหนึ่งขั้นให้เจ้าฝึกกับศิษย์น้องอีกหนึ่งปีก็แล้วกัน” อาจารย์อาโบกมือพร้อมเรียกเหลียนเฟิน
“มาประลองกับข้าอีกสักหนึ่งตา หากเจ้ายืนหยัดได้หนึ่งก้านธูป ข้าจะให้เจ้าสอบผ่าน”
เหลียนเฟินโค้งคำนับกำกระบี่ไว้แน่นไม่หวาดหวั่น ด้านข้างมีศิษย์พี่ศิษย์น้องเริ่มวางเดิมพันกันอีกครั้ง เพราะเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นถึงอาจารย์อา
“ศิษย์พี่หลวนเล่อ ครั้งนี้ข้าพนันว่าชนะ” ซิ่นเฉิงเอ่ยท้านางอีกรอบ แต่ศิษย์สำนักทุกคนกลับหันมาหาเขาพร้อมบอกอย่างพร้อมเพรียง “ข้าก็ด้วย ชนะแน่นอน”
แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งตะโกนก้อง “เช่นนั้น ข้าพนันว่าเขาแพ้” ทุกคนจึงหันมามองยังต้นเสียง ผู้ใดกันมั่นใจนัก ไม่รู้หรือว่าเหลียนเฟินเก่งกาจเพียงใด ต่อให้หนึ่งชั่วยามก็สามารถยันพลังของอาจารย์อาได้
ครั้นพอได้เห็นต้นเสียง ซิ่นเฉิงก็โวยวายขึ้นมาในทันที “อาจารย์อา ท่านพนันเข้าข้างตนเองมากเกินไปแล้ว อยากต่อเวลาอีกสักนิดหรือไม่ขอรับ”
“อาจารย์อา อย่าได้ฟังเสียงพวกนั้นนักเลยขอรับ ข้าพร้อมแล้ว” ฉับพลันสายตาของเหลียนเฟินก็เปลี่ยนไป
หมิงฮวา ลูกศิษย์เจ้าช่างเหมือนเจ้าจริง ๆ เขาคิดในใจรู้ดีว่าเหลียนเฟินต้องทำได้อย่างแน่นอน
“ข้าพร้อมก็ได้ เจ้าอย่าร้องไห้นะ” เหลียนเฟินผุดลุกขึ้นโอบกอดรอบคอคนตรงหน้ากระซิบแผ่วเบา “ข้าอยากให้เจ้าหลั่งในกายข้าอีก เมื่อครู่มันไหลออกมาหมดแล้ว”รอยยิ้มมุมปากปรากฏบนใบหน้าที่มีน้ำตา พลันกระซิบเรียกอย่างอ่อนโยน “ฟูเหรินของข้า เหลียนเฟินของข้า”เช้าอีกเจ็ดวันต่อมาเสี่ยวหยุนพาเหลียนเฟินเข้าไปเดินเที่ยวเล่นที่ข้างในตลาดเหมือนอย่างเคย ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ฟูเหริน ท่านจำได้หรือไม่ว่าวันนี้สำคัญอย่างไร”“…” เหลียนเฟินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแต่จำไม่ได้จึงส่ายหน้า“วันที่ท่านเจอข้ากำลังถูกเด็กที่โตกว่าทำร้ายอย่างไรเล่า ท่านซื้ออาหารให้ข้ากินด้วยนะ” แม้วันวานช่วงเยาว์วัยที่ผ่านมาจะเจ็บปวดแต่กลับนึกถึงได้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพราะเวลานี้มีคนรักอยู่ข้างกาย“อืม…” เหลียนเฟินจำได้เป็นอย่างดี “เจ้าเอาแต่อ้อนวอนให้ข้าพาเจ้ากลับมาที่บ้านด้วย ไม่กลัวหรืออย่างไรว่าข้าจะจับเจ้าไปกิน”เสี่ยวหยุนหัวเราะร่า “เวลานั้น ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าอยากอยู่กับท่าน ข้าเหมือนได้เจอแสงสว่างในชีวิต”“อย่างนั้นหรือ” เขาเพิ่งรู้ว่าเด็กน้อยในวันวานคิดอย่างไรตอนที่เจอเขาครั้งแรก“เวลานี้ ท่านยังเป็นแสงสว่างที่ให้ความอบอุ่นแก่ข้า
สามเดือนต่อมาเช้าวันหนึ่งเสี่ยวหยุนมองเหลียนเฟินที่กำลังนอนหลับใหลในอ้อมกอดของเขา สายตาเต็มไปด้วยความรักท่วมท้นในใจก่อนจะพึมพำร่ายอาคมอย่างหนึ่งขึ้นมาพลันกรีดปลายนิ้วจนได้เลือดหยดหนึ่งหลอมรวมกับลูกกลมสีฟ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้เป็นวิชาที่เขาเพิ่งคิดค้นขึ้นมาได้แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกเสี่ยวหยุนตั้งชื่ออาคมนั้นว่า “พันธะวิญญาณ” อาคมที่สามารถผูกวิญญาณของพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกันในทุก ๆ ชาติ ไม่ว่าเหลียนเฟินจะเกิดเป็นผู้ใด อยู่ที่ไหน เขาจะรู้ได้ในทันที นับต่อจากนี้ไม่มีพรากจากลมหายใจของร่างบางในอ้อมกอดสัมผัสแผ่นอกกว้างของเขาเตือนสติให้รู้ตัว ล้มเลิกความคิดเช่นนั้น เสี่ยวหยุนยิ้มมุมปากพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วบีบอาคมนั้นให้แตกสลายไปริมฝีปากจุมพิตหน้าผากเรียกเหลียนเฟินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฟูเหรินของข้า”“อืม…” เหลียนเฟินยังคงงัวเงียพลันได้รับจุมพิตที่แก้ม โลมเลียลงลำคอ สัมผัสเรียวลิ้นร้อนชื้นดูดเม้มก่อนจะถูกใครบางคนคร่อมร่างกายท่อนบนเอาไว้“ฟูเหริน ท่านยังไม่ตื่นอีกหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเหมือนอย่างเคยเสี่ยวหยุนยิ้มกว้างแล้วมุดเข้าไปข้างในผ้าห่ม เริ่มเกลี่ยล
“ฟูเหริน หากท่านหลับไป ข้าก็จะไม่ได้ยินเสียงท่านน่ะสิ” เสี่ยวหยุนเพิ่งคิดได้จึงถอนตัวออกมาชั่วขณะแล้วหมุนตัวเหลียนเฟินให้หันหน้ามาหาพลางอุ้มยืนขึ้นก่อนจะสอดใส่ส่วนขึงขังของตัวเองเข้าไปใหม่ “ฟูเหริน อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก”ครั้นถูกอุ้มลอยพื้น ขาสองข้างอ้ากว้างพาดบนท่อนแขนแกร่งของเสี่ยวหยุน จากที่จะหลับเมื่อครู่ก็ตื่นเต็มตารู้ตัวแล้วว่าคืนนี้คงไม่อาจหนีพ้นคนดื้อจนกว่าเขาจะพอใจ“เจ้าอย่าเดิน…” เหลียนเฟินโอบกอดคออีกฝ่ายเอาไว้เพราะกลัวตกแต่เสี่ยวหยุนกลับไม่ยอมหยุด “มันโดนตรงนั้น อือ… เจ้าจะออกไปไหนเสี่ยวหยุน” เขาถามทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูออกกว้าง“อากาศยามค่ำคืนดียิ่งนัก ข้าจะพาท่านเดินเล่น” ทุกย่างก้าวทำให้ส่วนชูชันผลุบเข้าผลุบออกจนเหลียนเฟินครางกระเส่าไปด้วย “ข้าง… ข้างนอกไม่ได้นะ” ใบหน้าของเขาแดงขึ้นกว่าเดิมไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงเล่นอะไรเช่นนี้ คิดในใจว่าผู้ใดเขาเดินเล่นกันอย่างนี้ ร่างกายเปลือยเปล่าทั้งคู่ ข้างล่างแนบแน่นติดกันไม่มีช่องว่าง อีกทั้งกลิ่นกามารมณ์ยังโอบฟุ้งรอบตัวเสี่ยวหยุนกระซิบบอก “ข้าร่ายอาคมปิดเรือน ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าเราสองคนกำลังร่วมรักกัน”“ถึงอย่างน
เหลียนเฟินนอนนิ่งบนแผ่นอกของเขา ส่วนล่างกระตุกบีบแก่นกายที่ค้างอยู่ราวกับเชิญชวนจึงถูกพลิกตัวเป็นฝ่ายนอนใต้ร่างพลางโดนเสี่ยวหยุนจับขาสองข้างยกขึ้นแล้วขย่มสะโพกเป็นจังหวะ“ข้าเพิ่งจะ…อ๊ะ...” เหลียนเฟินไม่ทันได้พูดอะไรก็ต้องเม้มปากตัวเองอีกครั้ง มือสองข้างจับหมอนที่วางอยู่ ขยำจนผ้ายับยู่ยี่ ลมหายใจร้อนหอบถี่ ฟังแล้วยิ่งกระตุ้นให้อีกฝ่ายเกิดความต้องการอย่างยิ่งยวดแก่นกายที่ครูดเข้าออกเร่งขึ้นอย่างเร่าร้อนจนน้ำที่ปล่อยเอาไว้เมื่อครู่กระเซ็นเปรอะเปื้อน คนกระทำยิ้มมุมปากชอบใจยิ่งนักที่ได้เห็นร่องรอยของเขาบนตัวคนรัก เมื่อโพรงเนื้อโอบรอบจนมิดแน่นขนัดยิ่งเสียวซ่านจนตาเหลือกลอย “อือ… เหลียนเฟิน” ในใจวนเวียนแต่คำว่า อีกนิด ข้าขออีกนิดในขณะที่คนใต้ร่างแทบคุมสติตัวเองไม่อยู่ พึมพำแผ่วเบา “ข้าไม่ไหวแล้ว… อย่าเพิ่งขยับ”“จะให้ข้าหยุดจริงหรือ” เขาเอ่ยถามแต่ส่วนลับยังคงกระทุ้งเข้า ๆ ออก ๆ บดเบียดภายใน หยอกล้อเหลียนเฟินเพราะอยากเห็นสีหน้าแดงระเรื่อ สุขสม พลันวางขาทั้งสองข้างลงแล้วพลิกตัวเหลียนเฟินให้นอนคว่ำในพริบตาก่อนจะยกสะโพกเขาขึ้นเสี่ยวหยุนสอดใส่ส่วนล่างเข้าไปช่องทางหลังอีกครั้งจนท้องน้อยสัมผัส
“ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าเสียเวลามามาก จากนี้ไปข้าจะชดใช้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างจนกว่าฟูเหรินจะพึงพอใจ” มือไม้สองข้างของเขาง่วนอยู่กับการถอดเสื้อผ้าให้คนตรงหน้าพลางกวาดสายตามองเรือนร่างไร้อาภรณ์ปิดบัง“ชดใช้… แบบใดหรือ” เหลียนเฟินยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องเปลื้องผ้าเขาแล้วบอกว่าจะชดใช้ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง“เริ่มจากคืนนี้ ข้าจะทำหน้าที่สามีของท่าน” เสี่ยวหยุนถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกบ้าง “แล้ววันพรุ่งนี้ ข้าจะหุงหาอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู ดูแลปกป้องท่าน”“เจ้าก็ทำเช่นนั้นทุกวันไม่ใช่หรือ ข้าพึงพอใจแล้ว” เหลียนเฟินยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ข้าอยากรู้ว่าเจ้าอยู่กับข้าแล้วมีความสุขหรือไม่”“สิ่งที่ข้าชอบที่สุดคือการได้อยู่กับท่าน ฟูเหริน” เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนหน้าท้องเรียบของเหลียนเฟินแผ่วเบา “ข้าดีใจยิ่งนักที่ครานี้ได้เป็นสามีของท่าน ได้เป็นคนที่ท่านรักเสียที”“ฟูจวิน อย่าบอกนะว่าจะร้องไห้อีกแล้ว” เขารีบพุ่งตัวขึ้นมาจับแก้มสองข้างของเสี่ยวหยุนเพราะไม่อยากเห็นน้ำตา “ทำอย่างไรดีจึงจะปลอบใจเจ้าได้”เหลียนเฟินครุ่นคิดอย่างนักพลางดันตัวให้อีกฝ่ายนอนราบกับเตียงแล้วขึ้นคร่อมด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อยเพราะไม่เคยทำ
เหลียนเฟินโอบแขนรอบคอของเสี่ยวหยุนกดแรงโน้มตัวเขาลงมาหา จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาพลันยิ้มอ่อนโยน เอ่ยกระซิบยืนยันความรู้สึกของตัวเอง “ข้ารักเจ้า”คนได้ฟังคำรักน้ำตาไหลเอ่อไม่อาจกั้นด้วยความรู้สึกผิดระคนกับความรู้สึกอื่น ๆ ในใจ แม้รู้ตัวว่าไม่สมควรมายืนอยู่ข้างเขาแต่เวลานี้ก็ไม่อาจขยับกายหรือเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายได้เลยเขารักเหลียนเฟิน ผู้เป็นฟูเหรินของเขาและไม่อยากถูกพรากจากอีกแล้ว ทั้งยังดีใจเพราะใบหน้าที่มองเขาในเวลานี้ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่เกลียดชังเขาจนต้องจ่อปลายกระบี่เข้าหาราวกับแค้นเคืองกันมาเนิ่นนาน“เสี่ยวหยุน” เสียงเรียกหาอ่อนหวานจับใจ “ยังคงจำได้อยู่ใช่หรือไม่ว่าเวลานี้เจ้าคือฟูจวินของข้า”“…” เขาพยักหน้าเล็กน้อย เม้มปากแน่นแล้วกอดเหลียนเฟินเอาไว้ ครั้นสะสางความหลัง ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างพลันคลี่คลาย ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีกต่อไปหวังซีซวนและพรรคพวกแวะมาหาพวกเขาเหมือนอย่างเคย สังเกตได้ว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองคนดูอึมครึมเล็กน้อย ดวงตาเสี่ยวหยุนบวมช้ำปรากฏเด่นชัดจนอดถามไม่ได้“ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าชอบทำให้เขาร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง” เหลียนเฟินพูดออกมาเหมือนรู
เช้าวันต่อมา เมื่อคลี่คลายเรื่องราวทุกอย่างได้แล้ว เหล่าศิษย์จากสำนักต่าง ๆ จึงออกเดินทางกลับสำนักของตนเอง หลิ่งอินหันมายิ้มและบอกลาเหลียนเฟินด้วยท่าทีสดใส “อาเฟิน เจอกันใหม่ ขอบคุณที่ช่วยข้า” หลิ่งอินพูดจบแล้วก็รีบวิ่งตามศิษย์พี่ของเขากลับไป “อาเฟินหรือ อาเฟิน” หลวนเล่
เพียงแค่นึกภาพว่ามีผู้อื่นมาแตะต้องใบหน้านี้ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก เสียงพิณเริ่มบรรเลงขับกล่อมราตรีอีกครั้ง โจวอิ่งฉินยิ้มหวานมีเลศนัยเมื่อเห็นคนตรงหน้าโอบกอดรัดรึง เริ่มจู่โจมเขาแบบไม่ทันตั้งตัว “ใต้เท้า ท่านเบามือหน่อย” เสียงพึมพำดังข้างหูของหวังเยี่ยนหลงที่เวลานี้ห้ามใจของ
สิบปีต่อมา หวังเยี่ยนหลงอายุยี่สิบแปด พลังปราณและวิชาแกร่งกล้าพัฒนาไปมาก หากแต่ความเป็นคนของเขาราวกับหยุดอยู่ที่เดิม ความรู้สึกบางอย่างถูกเก็บซ่อนไว้ในใจ เวลานี้มีเพียงความเย็นชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อผู้ใด เขากลายเป็นประมุขสำนักตระกูลหวังและเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังพร
ย้อนกลับไปเมื่อสิบแปดปีที่แล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น หวังเยี่ยนหลงก็คลุ้มคลั่งเพราะควบคุมปราณมารไม่ได้ เขาถูกมันควบคุมความคิดจิตใจพยายามยึดร่างของเขา ยามที่สงบสติลงหวังเยี่ยนหลงก็เอาแต่นิ่งเงียบสับสน ครั้นปราณมารปะทุ อารมณ์รุนแรงอ่อนไหวยิ่งทวีมากขึ้น เขาเผลอร่ายอาคมโลหิตมารโดยไม่ร







