Masukผ่านด่านติดต่อกันไปหลายด่านทุกครั้งที่ฉินอวี่โยวเกิดปัญหา จนส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของเหลียนฮว่าฉินอวี่โยวจะรู้สึกท้อแท้ เกรงใจ และหงุดหงิดอยู่บ้างบนใบหน้าเล็ก ๆ ของเหลียนฮว่าฉายแววเรียบนิ่ง เธอยกมือป้อม ๆ ขึ้นตบหลังฉินอวี่โยวเบา ๆ “ฉันไม่ได้โทษนายนะ นายแค่ค่อนข้างโง่ก็เท่านั้นเอง”สู้ไม่พูดออกมาเสียยังจะดีกว่าทันทีที่พูดประโยคนี้หลุดออกจากปาก ฉินอวี่โยวก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับปลาปักเป้าที่กำลังโมโห ทั้งตัวพองลมจ้องมองเหลียนฮว่าเขม็ง“คราวหน้าฉันจะไม่เป็นแบบนี้อีก!”“เมื่อครั้งก่อนนายก็พูดแบบนี้”ฉินอวี่โยวฮึดฮัดไม่ยอมแพ้“ครั้งก่อนไม่ใช่คำศัพท์ภาษาอังกฤษสักหน่อย ฉันจะไปรู้ภาษาต่างประเทศเยอะขนาดนั้นได้ยังไง!”“งั้นก็ไปเรียนสิ ถ้าเรียนแล้วยังไม่รู้เรื่อง แบบนั้นไม่เรียกว่าโง่หรือไง?”ตรรกะนี้ช่างลื่นไหลไร้ที่ติพอฉินอวี่โยวลองคิดตาม ฟังดูมีเหตุผลจริง ๆ แต่ตัวเขาก็ไม่ชอบการเรียนเอาเสียเลยทั้งยังไม่อยากถูกเหลียนฮว่าดูถูก ชั่วขณะหนึ่งจึงถึงกับอึ้งไป บนใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความสับสนทำอะไรไม่ถูก“ฉันจะตั้งใจเรียน! ฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อย!”เหลียนฮว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเรีย
เจินเจิ้นเพ่ยร่วมปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสเหลียงจนได้วันที่เหมาะสมคือเดือนกันยายนของปีหน้าช่วงเวลาที่ดอกหอมหมื่นลี้ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วสวนและบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงที่แสนรื่นรมย์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการที่ครอบครัวได้มารวมตัวกัน เฉลิมฉลองการแต่งงาน และผูกไมตรีอันดีดั่งเช่นตระกูลฉินและจิ้นของตระกูลเหลียงการเตรียมงานแต่งงานในปีนี้คงจะไม่ทัน ทั้งทางตระกูลเจินและตระกูลเหลียงต่างก็เห็นตรงกันว่าเวลาค่อนข้างกระชันชิด เพราะอยากจะจัดเตรียมทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดส่วนเรื่องจะไปจดทะเบียนสมรสกันเมื่อไหร่ ให้ทั้งสองคนตัดสินใจตกลงกันเองผู้อาวุโสเหลียงที่สามารถสะสางเรื่องสำคัญในใจให้ลุล่วงไปได้ จึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่าพอกลับมาถึงบ้านตระกูลเหลียง ท่านก็ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด แถมยังลากตัวเหลียงเจียเหยียนมาช่วยกันเลือกสถานที่จัดงานแต่งงานเสียอีกถึงขั้นกระตือรือร้นออกนอกหน้า อยากจะลงมือเขียนการ์ดเชิญงานแต่งงานด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำจนกระทั่งโดนคุณหญิงย่าบ่นเข้าให้สองสามคำ ถึงยอมรามือเดินเข้าห้องไปพักผ่อนแต่โดยดีภายในห้องรับแขก หลินจิงเจ๋อที่เปลี่ยนมาสวมชุดลำลองเดินออกม
สามีภรรยาตระกูลเจินต่างก็ซาบซึ้งใจในความจริงใจของตระกูลเหลียงเป็นอย่างมากงานมงคลสมรสเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต ก็ควรจะต้องจัดเตรียมให้เหมาะสมเช่นนี้เก่อชุนเสี่ยวเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตา “ถ้าเสี่ยวอวิ๋นยังอยู่ ต้องดีใจมากแน่ ๆ ความกังวลใจในใจคงหมดแล้ว”เจินเจิ้นเพ่ยทำหน้าดุ พลางเอ่ยตำหนิเธอ “วันดี ๆ แบบนี้จะร้องไห้ทำไม เดี๋ยวไว้อีกสักพักค่อยไปบอกเสี่ยวอวิ๋นที่หน้าสุสานก็ยังไม่สาย เธอต้องรับรู้แน่นอน”เก่อชุนเสี่ยวกุมมือฮั่วสวินเจินไว้แน่นเธอเป็นช่างปักผ้า เป็นผู้สืบทอดงานฝีมือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่มีชื่อเสียงของเมืองจิง ผลงานปักที่เธอรังสรรค์ขึ้นด้วยมือแต่ละชิ้นล้วนมีค่าดั่งทองคำฝ่ามือของเธอจึงเต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานแม้จะไม่นุ่มนวล แต่กลับทำให้ฮั่วสวินเจินรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก“เจินเจิน ตลอดชีวิตที่ผ่านมา แม่ของหลานไม่เคยได้รับความสุขจากชีวิตแต่งงานเลย แถมยังถูกพันธนาการจนชีวิตพังทลายลงด้วยมือของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งตาและยายก็ยังหวังว่าหลานจะพบเจอแต่ความสุขนะ”เก่อชุนเสี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปี่ยมด้วยความห่วงใย“ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กั
ความรู้สึกที่เหลียงเจียเหยียนมีต่อฮั่วสวินเจิน คนทางฝั่งตระกูลฮั่วต่างก็มองเห็นและรับรู้ได้ทั้งหมดสวี่เพียวเพียวขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอนตัวซบลงบนไหล่ของฮั่วจี้เซิน เธอมองผ่านหน้าจอแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ยินดีด้วยนะ”เมื่อได้รับการพยักหน้าอนุมัติจากฮั่วจี้เซินแล้ว ฮั่วสวินเจินถึงได้รู้สึกโล่งใจเธอเก็บโทรศัพท์มือถือลง แล้วหันไปมองผู้อาวุโสเหลียง“คุณปู่คะ ขอโทษที่ทำให้รอนานนะคะ เราไปกันเถอะค่ะ!”ผู้นำตระกูลฮั่วในปัจจุบันคือฮั่วจี้เซิน ซึ่งผู้อาวุโสเหลียงเองก็ทราบเรื่องนี้ดีเพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้าหรือติดต่อพูดคุยกับชายหนุ่มคนนั้นอย่างเป็นทางการ ทว่าบทสนทนาสั้น ๆ เมื่อครู่ก็มากพอที่จะทำให้คุณปู่เหลียงได้รู้จักตัวตนของเขาแล้วอคติที่มีต่อตระกูลฮั่วจากข่าวประกาศก่อนหน้านี้ จึงพลอยลดเลือนลงไปไม่น้อยเช่นกันเมื่อเดินออกไปข้างนอก การแต่งกายเต็มยศของผู้อาวุโสเหลียงและหลินจิงเจ๋อก็ดึงดูดสายตาของผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนเฉิงอวิ๋นเฉียน ที่กำลังเดินเล่นอยู่กับผู้อาวุโสเฉิงถึงกับเบิกตากว้าง“คุณปู่เหลียงคะ กำลังจะไปไหนกันเหรอคะ?”“นั่นสิ ตาเหลียง แต่งตัวเต็มยศขนาดนี้จะไปเข้า
สู่ขอทั้งฮั่วสวินเจินและเหลียงเจียเหยียนต่างก็ชะงักงันไปพร้อม ๆ กันคู่กรณีทั้งสองคนยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำว่าเรื่องที่ผู้อาวุโสเหลียงแอบซุ่มจัดการเงียบ ๆ จะเป็นการมาสู่ขอแต่งงานกันแบบนี้ฮั่วสวินเจิน “...คะ?”ผู้อาวุโสเหลียงเอ่ยปลอบโยนเธอ“เจินเจิน หนูวางใจได้เลยนะ ถ้าทางฝั่งตระกูลฮั่วกล้ารังแกหนูล่ะก็ ตระกูลเหลียงไม่มีวันยอมอยู่เฉยแน่ ๆ ! หนูจะพักอยู่ที่บ้านเราสักพัก หรือจะอยู่ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้นะ!”คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นและจริงจังดังก้องกังวานฮั่วสวินเจินทั้งรู้สึกซาบซึ้งใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกทั้งขำทั้งอายจนทำตัวไม่ถูกดูท่าแล้ว ข่าวประกาศการหายตัวไปของเธอจากฝั่งตระกูลฮั่ว คงจะทำให้ผู้อาวุโสเหลียงคิดเป็นห่วงเธอมากจริง ๆ เธอนึกไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่หาข้ออ้างส่งเดชเพื่อกลบเกลื่อนไป แต่คุณปู่เหลียงกลับเก็บเอาไปใส่ใจ แถมยังคิดว่าท่าทีอึกอักตอนกลบเกลื่อนของเธอคือการเก็บกดความน้อยใจและถูกรังแกแต่ไม่กล้าพูดออกมาถึงขั้นโทรเรียกหลินจิงเจ๋อกลับมา แล้วยกโขยงกันไปบ้านตระกูลเจินเพื่อสู่ขอเธอฮั่วสวินเจินเอ่ย “คุณปู่เข้าใจผิดแล้วค่ะ เป็นเพราะทางบ้านหนูเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยค่ะ ห
ฮั่วจี้เซินอาจจะมีนิสัยเย็นชาและดื้อรั้นไปบ้าง ในกิริยาท่าทางยังมีกลิ่นอายความห่างเหินและน่าเกรงขามที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้แต่อุปนิสัยใจคอไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนอย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่เคยคิดจะมานั่งคำนวณหักหลังหรือแย่งชิงของในมือของน้องชายและน้องสาวตัวเองฮั่วสวินเจินยกยิ้มมุมปาก “ขนาดพ่อฉันที่นิสัยแย่ขนาดนั้น ยังเคยบอกเลยว่าพี่ใหญ่คือหน่อเนื้อเชื้อไขที่ซื่อตรงที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลฮั่วเรา แน่นอนว่ามันต้องต่างกันอยู่แล้วค่ะ”อันที่จริงแล้ว บรรดาลูกหลานทั้งหมดในบ้านตระกูลฮั่ว ล้วนมีร่องรอยการหลงเหลือจากผู้เป็นพ่อแม่ประทับไว้อยู่ในตัวกันทั้งนั้นในตัวของฮั่วสวินเจินและฮั่วจี้จั๋วมีความดื้อรั้นของเจินอวิ๋นและความขี้ขลาดตาขาวชอบหนีปัญหาของฮั่วเยวียนส่วนฮั่วจี้เจ๋อและฮั่วจี้รุ่ยก็สืบทอดความเจ้าชู้หลายใจและความหวาดระแวงสงสัยของฮั่วหมิ่น รวมถึงแผนการคดโกงเป็นขั้นเป็นตอนของจวีเยี่ยฝานจะมีก็แต่ฮั่วจี้เซินคนเดียว ที่ในตัวเขามีทั้งความเปิดเผยตรงไปตรงมาและความใจนักเลงของฮั่วหง ผสมผสานเข้ากับความเด็ดขาดและใจกล้าบิ่นของโสงเจี๋ยพอพาลนึกถึงเจินอวิ๋นขึ้นมา ความรู้สึกเจ็บแปลบในใจของฮั่วสว







