Mag-log in[รักเก่าเขาขอคืน+หวานละมุน+ง้อเมียจนเลือดตาแทบกระเด็น] หลายปีหลังจากเลิกรากันไป สวี่เพียวเพียวได้พบกับฮั่วจี้เซิน อดีตแฟนหนุ่มและพ่อของลูกเธออีกครั้งในที่ประชุมบริษัท เธออยากจะหนีไปจากเขา เพราะกลัวว่าลูกของเธอจะถูกพรากไป และกลัวว่าจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เธอหวนนึกถึงคำพูดของเขาในวันนั้นที่ว่า ระหว่างเราเป็นแค่เกม และพยายามรักษาความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับลูกน้องอย่างเคร่งครัด แต่กลับต้องมาเห็นผู้หญิงมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาในชีวิตเขา ทว่าเขากลับไม่เคยมองใครเลยสักคน - เมื่อแรกพบ ฮั่วจี้เซินเข้าใจผิดว่าเธอทอดทิ้งเขาไป แถมยังแต่งงานมีลูกในทันที เขาจึงคิดจะแก้แค้น อยากเห็นเธอเจ็บปวดและนึกเสียใจภายหลัง แต่เมื่อเห็นเธอตกอับ เขากลับฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปในชีวิตเธอ เพราะอดใจไม่ไหวที่อยากจะให้เธอพาลูกมาใช้ชีวิตอยู่กับเขา จนกระทั่งวันที่ความจริงปรากฏ เขาถึงได้รู้ว่า ที่แท้คนที่เขาแก้แค้นมาตลอดก็คือตัวเขาเอง สวี่เพียวเพียว: “คุณเป็นคนพูดเองนะ ว่าให้ฉันรักษาระยะห่างจากคุณ” “ระยะห่างเหรอ” ฮั่วจี้เซินเชยคางเธอขึ้นมา “ก็ได้ แต่จะเป็น ‘ติดลบ’ นะ”
view moreเหลียนเส้าจิ่นรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาจนแสบจมูกอีกระลอก เขาทำได้เพียงขานรับ อืม ในลำคอเสียงตอบรับสั้น ๆ นั้นอู้อี้หนักหน่วงลอดผ่านมาทางจมูกทุกครั้งที่ดวงตาของเขาปะทะกับใบหน้าของเหลียนฮว่า หัวใจของเขากลับยิ่งถูกบีบคั้นด้วยความร้าวรานมันเป็นความเจ็บปวดที่บาดลึกจนเขารู้สึกเหมือนอากาศรอบกายค่อย ๆ จางหายไปจนแทบจะหายใจไม่ออกเด็กน้อยที่แสนดีถึงเพียงนี้ เหอซิงทำไมถึงกล้าลักพาตัวได้ลงคอบนแขนเล็กบางของเหลียนฮว่ายังคงหลงเหลือรอยแดงจาง ๆ ทิ้งไว้เป็นหลักฐานต่างหน้าจากวันที่ถูกพ่อแม่ของเหอซิงใช้กำลังฉุดกระชากตัวไปอย่างทารุณแม้คุณหมอจะยืนยันว่าไม่มีอาการบาดเจ็บภายในที่น่ากังวล ทว่าด้วยความที่ร่างกายของเด็กหญิงอ่อนแอเป็นทุนเดิม ประกอบกับภาวะผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้รอยช้ำแดงเหล่านั้นจึงยังคงเด่นชัดและเลือนหายไปได้ช้ากว่าปกติเหลียนเส้าจิ่นจ้องมองรอยช้ำจาง ๆ เหล่านั้น ความขมขื่นและละอายใจพวยพุ่งขึ้นมาจนล้นอกความรู้สึกผิดที่มีต่อเหลียนฮว่าเอ่อล้นออกมาอย่างหยุดยั้งไม่ได้เขาออกแรงขยี้หยาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างรุนแรงในวินาทีนั้น ทั้งฝุ่นดินที่เกรอะกรัง คราบเลือดที
“ผมได้ยินพ่อพูดว่า... ว่าเด็กในท้องของเหอซิงคือลูกของเขา”สิ้นคำกล่าวที่แสนอัปยศนั้น เหลียนเส้าจิ่นก็ราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรงร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกระแทกเก้าอี้อย่างหนักหน่วงเสียงสะอื้นไห้ที่เพียรพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ในตอนแรกบัดนี้ระเบิดออกมาเป็นความร้าวราน จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและบาดลึกอยู่ในใจของเขาสวี่เจินหลี่และสวี่เพียวเพียวหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมายในดวงตาของทั้งคู่ต่างสะท้อนภาพความตกตะลึงที่เปลี่ยนเป็นความสมเพชและทอดถอนใจอย่างไม่อาจหาคำพูดใดมาบรรยายได้ความรู้สึกสะอิดสะเอียนต่อพฤติกรรมนั้นผุดซ่านขึ้นมาในอกปฏิกิริยาแรกของสวี่เจินหลี่คือการรีบก้าวเท้าไปปิดประตูห้องอย่างมิดชิดอย่างไรเสีย เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นเรื่องโลกีย์ภายในครอบครัวของเหลียนเส้าจิ่น จะปล่อยให้รั่วไหลไปถึงหูคนนอกไม่ได้เมื่อล็อกประตูเรียบร้อยแล้ว สวี่เจินหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมาด้วยความหนักใจเธอครุ่นคิดหาทางรับมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปขอก้านสำลีและแอลกอฮอล์จากนางพยาบาลที่อยู่ด้านนอก แล้วนำกลับมายื่นให้เหลียนเส้าจิ่นอย่างเงียบเชียบ“จัดการแผลพวกนี้หน่อยเถอ
เจี่ยนหลินเองก็ไม่ได้รู้รายละเอียดถึงขั้นนั้น“มีคนได้รับบาดเจ็บด้วยเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง รูปคดีก็อาจจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ เอาแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปถามรายละเอียดจากสามีให้ชัดเจนอีกที แล้วนี่ทางตำรวจยังไม่ได้เข้ามาสอบปากคำเธอเลยเหรอ?”สวี่เพียวเพียวพยักหน้าช้า ๆ “มาแล้ว แต่ข้อมูลที่ฉันรู้มันก็น้อยนิดจนไม่น่าจะเป็นประโยชน์เท่าไหร่”ในมุมมองของสวี่เพียวเพียวข้อมูลที่เธอมีอยู่นั้นจำกัดเหลือเกิน เธอรับรู้เพียงว่าเหลียนฮว่าและอันย่างถูกลักพาตัวไป เหอซิงพยายามข่มขู่เรียกค่าไถ่ และในตอนนี้ครอบครัวชนวนเหตุทั้งสามคนก็ถูกควบคุมตัวเพื่อรอการสอบสวนทว่าหากท้ายที่สุดเรื่องนี้ถูกตีความว่าเป็นเพียงคดีแพ่ง เหอซิงก็คงยังลอยนวลและปลอดภัยดียิ่งเมื่อพิจารณาว่าตอนนี้เธอเป็นหญิงตั้งครรภ์ต่อให้ต้องรับโทษจำคุก กฎหมายก็อาจเปิดช่องให้เธอได้รับการประกันตัวออกมาเพื่อพักรักษาตัวข้างนอกอยู่ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจแวะเวียนมาพบเธออยู่หลายครั้ง จากคำให้การของเธอเองและฮั่วจี้เซิน เมื่อนำมาประกอบเข้ากับหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ข้อมูลเหล่านั้นก็เพียงพอที่จะปะติดปะต่อภาพเหตุการ
ฮั่วจี้เซินส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้ฮว่าฮว่าพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ แล้วช่วยจัดหาจิตแพทย์เด็กเก่ง ๆ มาดูแลสักคน เพราะตอนที่ฉันถูกแทง ดูเหมือนว่าฮว่าฮว่าจะเป็นคนเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี”แม้ว่าเหลียนฮว่าและอันย่างจะถูกมอมยานอนหลับ ทว่าดูเหมือนว่าพ่อแม่ของเหอซิงจะตระหนี่ถี่เหนียวเกินกว่าจะยอมให้ยาที่มีราคาแพงขนาดนี้กับเด็กทั้งสองในปริมาณมากผลคือในระหว่างที่เกิดเรื่องระทึกขวัญนั้น เหลียนฮว่ากลับปรือตาตื่นขึ้นมาเสียก่อนวินาทีที่ปลายมีดที่อยู่ในมือพ่อของเหอซิงพุ่งเข้าใส่ฮั่วจี้เซิน เหลียนฮว่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพลางตะโกนเรียกเขาออกมาสุดเสียงทว่าคำที่หลุดออกมานั้นไม่ใช่คำว่า คุณลุงฮั่ว แต่กลับเป็นคำว่า คุณพ่อฮั่วจี้เซินเองก็ไม่แน่ใจนักว่าตนเองตาฝาดไป หรือเป็นเพราะหูแว่วไปเองกันแน่หรือบางที มันอาจจะเป็นเพียงภาพหลอนที่จิตปรุงแต่งขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เฉียดใกล้ความตายทว่าในขณะนั้น เขากลับมีความคิดเพียงหนึ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวอยู่ในหัวนั่นคือ เขาต้องปกป้องเหลียนฮว่าไว้ให้ได้หากเหลียนฮว่าเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายเล็บ ทั้งสวี่เพียวเพียวและคุณนายฮั่วคงต้องใจสลายเป็นแน่เขา
รสชาติมันไม่ได้แย่นักมือของฮั่วจี้เซินยังคงวางค้างอยู่ที่เอวของสวี่เพียวเพียว เขาหักห้ามใจไม่ไหวจนเผลอใช้นิ้วลูบไล้ไปมาสองสามครั้งสวี่เพียวเพียวได้สติและพยายามจะลุกขึ้นจากตักเขา แต่ดิ้นรนอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงได้แต่ประท้วงเสียงเบา “คุณฮั่วคะ...”เสียงของเธอในตอนนี้เบาหวิวราวกับเสียงแมวคราง ไม่ม
จากเดิมที่บางคนเห็นเจียงหรั่นเดินเคียงข้างฮั่วจี้เซินในวันงานเลี้ยงสังสรรค์จนเริ่มคิดวางแผนประจบประแจง ตอนนี้ทุกคนต่างพากันสงบปากสงบคำและพับเก็บความคิดเหล่านั้นไปทันทีสวี่เพียวเพียวนั่งอยู่บนเก้าอี้ สายตาจับจ้องอยู่ที่ตารางบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ผ่านไปหลายนาทีแล้วเธอก็ยังไม่ได้เลื่อนหน้าจอลงเลย
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก สวี่เพียวเพียวก็ก้าวหนีไปทันที เธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ราวกับว่าข้างหลังนั้นมีอสุรกายหรือสัตว์ป่าดุร้ายกำลังไล่ล่าเธออยู่ฮั่วจี้เซินยืนอยู่ที่เดิม เขาพูดคุยกับทีมกู้ภัยและผู้จัดการอาคารที่รีบกุลีกุจอขึ้นมาไปพลาง ขณะที่สายตามองตามจนเห็นสวี่เพียวเพียวขึ้นรถที่จอดอย
สวี่เพียวเพียวไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็สัมผัสได้ถึงหยาดฝนที่สาดซัดลงบนใบหน้า เสื้อผ้าเปียกโชกแนบไปกับลำตัว เธอตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บอย่างน่าเวทนารถจี๊ป แรงเลอร์จอดสนิทอยู่ที่หน้าทางออกสถานีรถไฟใต้ดิน ทันทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของสวี่เพียวเพียว เจ้าของรถก็บีบแตรเร่งซ้ำ ๆ สองสามครั้งส
RebyuMore