เจ้านายสายฟ้าแลบ

เจ้านายสายฟ้าแลบ

By:  เจ้าเหมียวแวววาวUpdated just now
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
30Chapters
9views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

[รักเก่าเขาขอคืน+หวานละมุน+ง้อเมียจนเลือดตาแทบกระเด็น] หลายปีหลังจากเลิกรากันไป สวี่เพียวเพียวได้พบกับฮั่วจี้เซิน อดีตแฟนหนุ่มและพ่อของลูกเธออีกครั้งในที่ประชุมบริษัท เธออยากจะหนีไปจากเขา เพราะกลัวว่าลูกของเธอจะถูกพรากไป และกลัวว่าจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เธอหวนนึกถึงคำพูดของเขาในวันนั้นที่ว่า ระหว่างเราเป็นแค่เกม และพยายามรักษาความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับลูกน้องอย่างเคร่งครัด แต่กลับต้องมาเห็นผู้หญิงมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาในชีวิตเขา ทว่าเขากลับไม่เคยมองใครเลยสักคน - เมื่อแรกพบ ฮั่วจี้เซินเข้าใจผิดว่าเธอทอดทิ้งเขาไป แถมยังแต่งงานมีลูกในทันที เขาจึงคิดจะแก้แค้น อยากเห็นเธอเจ็บปวดและนึกเสียใจภายหลัง แต่เมื่อเห็นเธอตกอับ เขากลับฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปในชีวิตเธอ เพราะอดใจไม่ไหวที่อยากจะให้เธอพาลูกมาใช้ชีวิตอยู่กับเขา จนกระทั่งวันที่ความจริงปรากฏ เขาถึงได้รู้ว่า ที่แท้คนที่เขาแก้แค้นมาตลอดก็คือตัวเขาเอง สวี่เพียวเพียว: “คุณเป็นคนพูดเองนะ ว่าให้ฉันรักษาระยะห่างจากคุณ” “ระยะห่างเหรอ” ฮั่วจี้เซินเชยคางเธอขึ้นมา “ก็ได้ แต่จะเป็น ‘ติดลบ’ นะ”

View More

Chapter 1

บทที่ 1

สวี่เพียวเพียวไม่เคยคิดเลยว่า เจ้านายคนใหม่ที่ถูกส่งตัวมาแบบสายฟ้าแลบคนนั้น จะเป็นพ่อแท้ ๆ ของลูกสาวเธอ

หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเจอฮั่วจี้เซินที่นี่ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร เธอก็จะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในบริษัทนี้เด็ดขาด

เมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งแผนกวุ่นวายกันยกใหญ่เรื่องเจ้านายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลจะถูกส่งลงมา

ได้ยินมาว่าเขาเป็นคุณชายจากตระกูลประธานกลุ่มบริษัทที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด

ชีวประวัติแต่ละบรรทัดยาวเหยียดเกินกว่าที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างพวกเขาจะไล่ตามทัน

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องประชุมล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ชุดสูทสั่งตัดอย่างประณีตช่วยเสริมบุคลิกที่สง่างามและภูมิฐาน ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างสูงโปร่งของเขาอย่างชัดเจน ความอ่อนวัยในอดีตถูกขัดเกลาจนกลายเป็นความเฉียบคม แม้อายุยังน้อยแต่กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม

มือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนถือรีโมตคอนโทรลขณะอธิบายข้อมูลบน PPT อย่างคล่องแคล่ว

เสียงทุ้มกังวานสะท้อนไปทั่วห้องประชุม

ทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เจ้านายคนใหม่เสียความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรก

สวี่เพียวเพียวแทบอยากจะก้มหัวให้จมดิน

แต่น่าเสียดายที่พื้นห้องประชุมถูกขัดจนเงาวับ นอกจากจะไม่มีซอกหลืบให้เธอซ่อนตัวแล้ว มันยังสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอวนของเธอออกมาอย่างชัดเจน

เธอรู้ว่าเครือบริษัทนี้แซ่ฮั่ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็น “ฮั่ว” เดียวกับฮั่วจี้เซิน

สวี่เพียวเพียวเกร็งจนปลายเท้าจิกพื้น เหงื่อเย็น ๆ ซึมเต็มแผ่นหลัง

ความรู้สึกอึดอัดโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก

สามปีแล้ว

สามปีที่ไม่ได้เจอกัน และสามปีแล้วที่เลิกรากันไป

“ใครเป็นคนดูแลโปรเจกต์นี้?”

เสียงทุ้มที่เย็นชาและห่างเหินดังมาจากบนเวที สายตาของชายหนุ่มจ้องมองลงมายังพนักงานทุกคน ทันใดนั้นบรรยากาศพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าส่งเสียง

ฮั่วจี้เซินขมวดคิ้วมุ่นแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้น

“แม้แต่โปรเจกต์ที่ตัวเองรับผิดชอบก็จำไม่ได้งั้นเหรอ?”

เพื่อนร่วมงานที่นั่งข้าง ๆ สวี่เพียวเพียวลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นเทา แล้วเอ่ยอย่างหวาดกลัวสุดขีด “ผะ...ผมเองครับ คุณฮั่ว”

ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดไปเองไหม แต่วินาทีที่สวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้น ดูเหมือนสายตาของเธอจะประสานเข้ากับสายตาของฮั่วจี้เซิน

ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งจนเธอลืมหายใจไปชั่วขณะ

ฮั่วจี้เซินละสายตาไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “เนื้อหาพวกนี้ต้องไปปรับปรุงใหม่ ทำออกมาแบบนี้ กล้าส่งมาได้ยังไง?”

จากนั้นสวี่เพียวเพียวจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่

เขาคงไม่ได้สังเกตเห็นเธอหรอก

สวี่เพียวเพียวในตอนนี้แตกต่างกันกับเมื่อสามปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

เธอก้มหน้าลงและพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เขาสังเกตเห็น

แต่แล้วจู่ ๆ สายตาที่จดจ้องอยู่ที่พื้น กลับเห็นรองเท้าหนังแบรนด์เนมขัดเงาวับคู่หนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ

สวี่เพียวเพียวพลันรู้สึกเหมือนถูกโยนลงกลางทะเลลึก น้ำเค็มซัดสาดกลืนกินลมหายใจจนมือเท้าชาหนึบ

ฮั่วจี้เซินมายืนอยู่ข้างเธอแล้ว

เพื่อนร่วมงานพยายามอธิบาย “คุณฮั่วครับ โปรเจกต์นี้ผ่านการตอบรับจากลูกค้าแล้ว...”

ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้นพร้อมกับโยนรีโมตในมือลงบนโต๊ะ นัยน์ตาดำขลับจ้องมองไปที่เพื่อนร่วมงานคนนั้นด้วยแววตาเย็นยะเยือกและกล่าวเน้นทีละคำว่า “แผนงานที่ไม่สมบูรณ์ก็คือไม่สมบูรณ์ การเอาลูกค้ามาเป็นข้ออ้างคือมาตรฐานของคุณเหรอ?”

“หรือคุณคิดว่าการทำงานคือการเล่นขายของ?”

สายตาคู่นั้นในเวลานี้เต็มไปด้วยความดูถูกและกดดันอย่างยิ่ง

ทว่ามันไม่ได้จ้องมองไปที่เพื่อนร่วมงานที่กำลังรายงานอยู่ของสวี่เพียวเพียว แต่มัน... กำลังจ้องมองมาที่เธอ

ทุกคนต่างก้มหน้ามองหลังเท้าตัวเองด้วยความกลัวว่าความโกรธของคุณฮั่วจะลามมาถึงพวกกระจอก ๆ อย่างพวกเขา

สวี่เพียวเพียวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

พยายามสงบสติอารมณ์ให้ได้มากที่สุด

จนกระทั่งฮั่วจี้เซินพูดทิ้งท้ายว่า “ไปแก้มาใหม่แล้วค่อยส่งมา”

“ครับ/ค่ะ คุณฮั่ว”

ในขณะที่ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก สายตาของฮั่วจี้เซินก็เลื่อนมาหยุดที่สวี่เพียวเพียว

ใบหน้านั้นยังคงสวยงามเหมือนเดิม เพียงแต่ซูบผอมลงไปมาก

ตอนนี้เธออยู่ในชุดทำงานรัดกุม ผมทัดหูอย่างเรียบร้อย ผิวพรรณยังคงขาวผ่องเหมือนแต่ก่อน แต่รอยหมองคล้ำใต้ตาและความเหนื่อยล้านั้นไม่อาจซ่อนเร้นได้

เธอยังคงไม่มองเขา

ฮั่วจี้เซินยกยิ้มอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ถ้าคราวหน้ายังเอาแผนงานชุ่ย ๆ แบบนี้มาส่งอีก ก็เตรียมรับผลที่ตามมาด้วย”

นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะตรงหน้าสวี่เพียวเพียวอย่างไม่เป็นจังหวะ

ซึ่งเธอรู้ดีว่ามันหมายถึงเขากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก

นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นซ่อนเร้นอารมณ์บางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เพียงแค่ปรายตามองมาแวบเดียว ก็ทำเอาสวี่เพียวเพียวถึงกับมือไม้สั่นและมีเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ

โชคดีที่เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ และเปลี่ยนไปซักถามความคืบหน้าของโครงการอื่นแทน

สวี่เพียวเพียวรู้สึกได้ว่าขาสั่นพั่บ ๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่

หลังจบการประชุม

สวี่เพียวเพียวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานพร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เธอต้องดื่มน้ำไปครึ่งแก้วถึงสงบสติอารมณ์ลงได้

เพราะโปรเจกต์ของทีมสวี่เพียวเพียวก็โดนฮั่วจี้เซินจับผิดเช่นกัน

คราวนี้ดูเหมือนพนักงานแทบทั้งแผนกจะต้องอยู่ทำโอทีกันถ้วนหน้า

เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ โอดครวญขึ้นมาว่า “เจ้านายใหม่ไฟแรงจริง ๆ สงสัยพวกเราจะโดนเชือดไก่ให้ลิงดูซะแล้ว เพียวเพียว เธอรู้ไหมว่าทำไมคุณฮั่วถึงมายืนกดดันอยู่ข้างพวกเราตลอดเลย? ฉันนี่แทบหัวใจวายตาย!”

สวี่เพียวเพียวชะงักงันไปครู่หนึ่ง

ตอนแรกเธอคิดว่าเขามายืนตรงนั้นเพื่อจะได้ยินคำตอบของเพื่อนร่วมงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่พอถึงคิวทีมอื่นรายงาน เขาก็ยังไม่ไปไหน

ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างกายสวี่เพียวเพียวตลอดเวลา

สวี่เพียวเพียวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า พอเลิกประชุมก็รีบหนีออกมาทันที ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตาไปมองเขา

แต่ดูจากท่าทีของฮั่วจี้เซินแล้ว เขาคงจะลืมอดีตที่แสนสั้นและบ้าบอระหว่างพวกเขาไปแล้วล่ะมั้ง

เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะมายืนอยู่ข้างเธอเฉย ๆ แบบนั้นทำไม

มีแต่คนที่ไม่แคร์แล้วเท่านั้นที่จะทำตัวเป็นปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ขนาดนี้

ในอดีต ฮั่วจี้เซินเป็นดั่งดอกไม้บนยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าของคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอ เขาได้ครองตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยติดต่อกันถึงสี่ปี

และเรื่องราวความรักของเขากับสวี่เพียวเพียว ซึ่งเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลสวี่ก็สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

ในตอนนั้น ใคร ๆ ต่างก็ลือกันว่าเธอเลี้ยงฮั่วจี้เซิน โดยใช้เงินฟาดหัวเพื่อให้เขามาขายตัวขายใจให้เธอ

แม้แต่สวี่เพียวเพียวเองก็คิดแบบนั้น

เพราะในตอนนั้นฮั่วจี้เซินดูเหมือนนักศึกษาที่ยากจนข้นแค้น แต่เขาก็ไม่เคยรับเงินที่เธอให้เลยสักครั้ง

จนกระทั่งวันเกิดของเขา สวี่เพียวเพียวแอบล็อกอินเข้าบัญชีแอปฯ ชอปปิ้งของเขา เพราะอยากรู้ว่าเขากดสินค้าชิ้นไหนใส่ตะกร้าทิ้งไว้บ้าง ถ้าเป็นของที่หรูหรา แต่เขาไม่กล้าซื้อ เธอก็จะเป็นคนเปย์ให้เขาเอง

แต่ผลปรากฏว่า เธอเห็นแชทส่วนตัวระหว่างเขากับคนอื่น

ซึ่งอีกฝ่ายเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่าพี่เซิน

แถมยังบอกว่าเขาดูไม่เหมือนคนที่จะไปชอบคนอย่างสวี่เพียวเพียวได้เลย

วินาทีนั้นสวี่เพียวเพียวรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งเย็นจัดจนชาไปทั้งตัว

แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อฮั่วจี้เซินไม่ได้ตอบแชทนั้น เธอจึงยังคงซื้อของขวัญให้เขาต่อไป

เมื่อฮั่วจี้เซินได้รับของขวัญในงานวันเกิด เขากลับไม่รู้สึกประหลาดใจหรือดีใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่พูดคำว่าขอบคุณด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ คำเดียว

ในระหว่างที่เธอขอตัวไปเข้าห้องน้ำ สวี่เพียวเพียวก็ถือโอกาสไปเช็คบิลทั้งหมด

แต่เมื่อเดินกลับมา เธอก็ได้ยินเสียงเหน็บแนมถากถางดังออกมาจากในห้องวีไอพี

“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนูสวี่หน้าด้าน คอยวิ่งตามตื้อพี่เซิน พี่เซินจะยอมทนอยู่กับผู้หญิงที่รสนิยมต่ำแบบนั้นได้ยังไง”

“นั่นสิ นึกว่ามีเงินไม่กี่บาทแล้วจะทำตัวกร่างยังไงก็ได้เหรอ”

แล้วเธอก็ได้ยินประโยคหนึ่งจากปากฮั่วจี้เซินดังเข้าหูอย่างชัดเจน “ฉันก็ไม่ได้เห็นสวี่เพียวเพียวสำคัญอะไรขนาดนั้น”

ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะโห่ฮารอบข้างดังกลบปลายเสียงของเขาไปจนหมด

“นั่นไง! ฉันบอกแล้วว่าพี่เซินไม่มีทางชายตามองพวกเศรษฐีใหม่แบบนั้นหรอก!”

สวี่เพียวเพียวไม่มีวันลืมความรู้สึกในตอนนั้นได้เลย เธอเจ็บปวดจนหายใจไม่ออก มือเท้าชาหนึบเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตอย่างไงอย่างงั้น

ประจวบเหมาะกับที่บ้านเกิดเรื่องพอดี พ่อของเธอจึงส่งเธอไปต่างประเทศ

และไปนานถึงสามปี

แต่ใครจะไปคิดว่าสามปีให้หลัง เจ้านายที่ถูกส่งตัวมาแบบสายฟ้าแลบจะเป็นฮั่วจี้เซิน?

ต่อให้ตายเธอก็คิดไม่ถึงว่า ฮั่วจี้เซินที่เคยต้องทำงานพาร์ทไทม์และอาศัยเงินทุนการศึกษาเพื่อประทังชีวิต จะกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮั่วซื่อกรุ๊ป

แต่ดูจากท่าทางของเขาเมื่อครู่แล้ว บางที เขาคงตั้งใจจะทำตัวเป็นคนแปลกหน้ากับเธอ

แบบนี้ก็ดี ดีแล้วจริง ๆ

ฮั่วจี้เซินนั่งบนโซฟาหนังนุ่มราคาแพง นิ้วเรียวยาวคลิกเมาส์ไล่ดูข้อมูลพนักงานทุกคน

ซึ่งมีชื่อของสวี่เพียวเพียวอยู่ในนั้น

เธอมาทำงานที่นี่ได้หนึ่งปีแล้ว ด้วยประวัติที่โดดเด่นและความสามารถในการทำงานทำให้เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำและเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์ในเวลาเพียงปีเดียว

ฮั่วจี้เซินเคาะนิ้วมือที่เห็นข้อชัดลงบนหน้าโต๊ะครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เซ่ามู่ ผู้เป็นเลขาฯ ยืนอยู่ข้าง ๆ คอยสังเกตสีหน้าของเจ้านายท่านนี้ “คุณฮั่วมีอะไรจะสั่งไหมครับ?”

ฮั่วจี้เซินยกถ้วยกาแฟข้างมือขึ้นแล้วจิบอย่างสง่างาม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฉันเพิ่งมาใหม่ ยังไม่คุ้นกับโปรเจกต์เท่าไหร่ ช่วยแนะนำหัวหน้าทีมเหล่านี้หน่อย”

เซ่ามู่เข้าใจและแนะนำไปทีละคน

จนถึงคนสุดท้ายคือสวี่เพียวเพียว

“เสี่ยวสวี่ อายุยังน้อย เพิ่งย้ายมาสำนักงานใหญ่ได้ปีเดียว ก่อนหน้านี้ทำที่สาขาต่างประเทศ ผลงานยอดเยี่ยมมากครับ”

ยอดเยี่ยมงั้นเหรอ?

ฮั่วจี้เซินเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่ในความทรงจำของเขาจะยอมลดตัวลงมาทำงานอย่างนั้นหรือ?

ยากจะเชื่อว่าผลงานที่เรียกกันว่ายอดเยี่ยมเหล่านั้นจะไม่ได้ใช้เงินของตระกูลสวี่ซื้อมา

เพราะเธอชอบใช้เงินดูหมิ่นคนอื่นอยู่แล้ว

และยิ่งชอบที่สุดคือ เมื่อความรู้สึกถึงจุดสูงสุดก็จากไปโดยไม่กล่าวคำอำลา

เมื่อเห็นฮั่วจี้เซินไม่พูดอะไร เซ่ามู่จึงอ่านสีหน้าต่อและพูดต่อว่า “โปรเจกต์นี้เสี่ยวสวี่เป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด คณะกรรมการก็ให้ความสำคัญมากครับ”

เซ่ามู่ลอบถอนหายใจเบา ๆ

ก่อนหน้านี้ตอนที่สวี่เพียวเพียวมาฝึกงาน เธออยู่ภายใต้การดูแลของเซ่ามู่มาตลอด และเขาก็นับว่าเป็นคนปั้นเธอขึ้นมาด้วยตัวเอง

เขาชื่นชมคนหนุ่มสาวแบบสวี่เพียวเพียวที่ไม่พูดมาก ไม่สร้างปัญหา ทำงานเป็นระบบและมีความสามารถ

ก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดแทนเธอสองสามประโยค

“ถ้าเธอทำได้ไม่ดี คุณฮั่วก็ดุเธอได้เต็มที่เลยนะครับ แต่แค่ให้โอกาสเธอสักครั้งก็พอครับ”

ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้นอย่างเย็นชาพร้อมยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกที่ใครเห็นก็รู้สึกหนาวสะท้าน

เพิ่งมาได้แค่ปีเดียว ก็มีคนออกหน้าพูดแทนเธอแล้วหรือ?

ดูเหมือนว่าเธอยังคงเก่งเรื่องการกุมใจคนเหมือนเดิมไม่มีผิด

เซ่ามู่ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของฮั่วจี้เซิน

ถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “ฐานะทางบ้านของเสี่ยวสวี่ไม่ดี พ่อเสียแล้ว แม่ยังมาป่วยหนัก แถมยังมีลูกสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู และเด็กก็สุขภาพไม่ค่อยดี แถมสามีของเธอยัง…”

ฮั่วจี้เซินขัดขึ้นอย่างเย็นชา ปรายตามองด้วยสายตาคมกริบหนึ่งที

“เซ่ามู่ ฉันจ่ายเงินเดือนให้นายมาเพื่อให้นายนินทาคนอื่นเหรอ?”

เซ่ามู่สะดุ้งเฮือกใหญ่และรีบขอโทษซ้ำ ๆ เมื่อเห็นว่าฮั่วจี้เซินไม่ได้คิดจะเอาเรื่อง จึงโค้งตัวแล้วออกจากห้องทำงานไป

ตอนนี้เขายังจับอารมณ์ของคุณฮั่วคนนี้ไม่ถูก ดูท่าหลังจากนี้ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้

ห้องทำงานกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

ฮั่วจี้เซินเช็ดคราบกาแฟที่เผลอหกออกไปเมื่อครู่ จากนั้นเลื่อนเมาส์ลากหน้าจอลงมา

แล้วคลิกเข้าไปที่แฟ้มข้อมูลพนักงานของสวี่เพียวเพียว

รูปถ่ายติดบัตรยังเป็นตอนสมัยมหาวิทยาลัย ตอนที่เธอคะยั้นคะยอลากเขาไปถ่ายด้วยกัน

เขาเลื่อนลงไปเรื่อย ๆ จนถึงช่องสถานภาพการสมรส...

สถานภาพ: สมรส
Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
30 Chapters
บทที่ 1
สวี่เพียวเพียวไม่เคยคิดเลยว่า เจ้านายคนใหม่ที่ถูกส่งตัวมาแบบสายฟ้าแลบคนนั้น จะเป็นพ่อแท้ ๆ ของลูกสาวเธอ หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเจอฮั่วจี้เซินที่นี่ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร เธอก็จะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในบริษัทนี้เด็ดขาดเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งแผนกวุ่นวายกันยกใหญ่เรื่องเจ้านายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลจะถูกส่งลงมา ได้ยินมาว่าเขาเป็นคุณชายจากตระกูลประธานกลุ่มบริษัทที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ชีวประวัติแต่ละบรรทัดยาวเหยียดเกินกว่าที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างพวกเขาจะไล่ตามทันชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องประชุมล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ชุดสูทสั่งตัดอย่างประณีตช่วยเสริมบุคลิกที่สง่างามและภูมิฐาน ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างสูงโปร่งของเขาอย่างชัดเจน ความอ่อนวัยในอดีตถูกขัดเกลาจนกลายเป็นความเฉียบคม แม้อายุยังน้อยแต่กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม มือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนถือรีโมตคอนโทรลขณะอธิบายข้อมูลบน PPT อย่างคล่องแคล่ว เสียงทุ้มกังวานสะท้อนไปทั่วห้องประชุมทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เจ้านายคนใหม่เสียความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรก สวี่เพียวเพียวแทบอยากจะก้มหัวให้จมดิน
Read more
บทที่ 2
ทั้งแผนกตกอยู่ภายใต้ความกดดันของหัวหน้าคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแบบสายฟ้าแลบทุกคนจำต้องอยู่ทำโอทีจนกระทั่งสามทุ่มถึงจะเคลียร์งานในมือเสร็จ โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าทีมที่โดนฮั่วจี้เซินตำหนิกลางที่ประชุม ต่างก็นั่งหน้าสลดพลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอเลิกงานเลยสักคนจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของสวี่เพียวเพียวก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นสายจากเหลียนฮว่า ลูกสาวตัวน้อยที่โทรมาถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับบ้านสวี่เพียวเพียวรีบกดรับและลดเสียงให้เบาที่สุด “ฮว่าฮว่า หนูกับคุณย่าไปนอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กลับดึกหน่อย” เหลียนฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา “ตกลงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยเกินไปนะ ฮว่าฮว่ากับคุณย่ากินข้าวให้น้อยลงก็ได้ค่ะ”ประโยคนั้นทำให้สวี่เพียวเพียวถึงกับรู้สึกแสบที่จมูก เธอรีบวางสายเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียอาการ แต่ในใจกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย ในหัวมีแต่คำพูดแสนซื่อของลูกสาววนเวียนอยู่ สวี่เพียวเพียวใช้นามสกุลตามแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ส่วนพ่อของเธอแซ่เหลียน หลังจากพ่อเสียชีวิต ด้วยความระลึกถึง สวี่เพียวเพียวและแม่จึงให้ลูกสาวใช้นามสกุลเหลียนตามคุณตาและก็ไม่มีใครรู
Read more
บทที่ 3
หลังจากนั่งแท็กซี่กลับถึงบ้าน สวี่เพียวเพียวก็ย่องเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอจัดการล้างหน้าล้างตาก่อนจะแอบเข้าไปดูในห้องนอนเล็ก แล้วก็เห็นแม่สวี่กับเหลียนฮว่ากำลังหลับสนิทแม่สวี่ขมวดคิ้วพลางกระซิบถาม “ทำไมกลับดึกนักลูก? หิวไหม? เดี๋ยวแม่ไปต้มบะหมี่ให้กิน” แม่สวี่พูดพลางพะยุงตัวจะลุกขึ้น สวี่เพียวเพียวรีบกดไหล่แม่ไว้ทันที “หนูกินมาแล้วค่ะ แม่นอนเถอะ” ครั้นแล้วก็แม่สวี่ถึงยอมเอนตัวลงนอนต่อ เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานของลูกสาว ปกติแม่สวี่จะพาเหลียนฮว่านอนอีกห้องหนึ่ง ซึ่งแยกกับสวี่เพียวเพียวหลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวก็พาแม่และลูกสาวมาเช่าห้องพักในตึกเก่า ๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากบริษัทพอสมควร เธอเดินเข้าไปห้องครัวแล้วต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยหนึ่งโดยไม่ได้เปิดไฟ อาศัยเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ไล่อ่านข้อมูล ซึ่งในเว็บบอร์ดภายในของบริษัทตอนนี้มีแต่เรื่องของฮั่วจี้เซินเต็มไปหมด แม้แต่พื้นที่ในมือถือของเธอก็ถูกเขายึดครองไปโดยปริยาย ในฐานะเจ้านายสายฟ้าแลบคนใหม่ที่โปรไฟล์เริ่ดและหน้าตาหล่อเหลาขนาดนั้น เพื่อนร่วมงานจึงต่างพากันแอบถ่ายรูปเขามาลงเว็บบอร์ดจนล้
Read more
บทที่ 4
สวี่เพียวเพียวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ฮั่วจี้เซินมีสีหน้าที่ย่ำแย่เพียงใด รู้เพียงแค่ว่าการถูกเขาจ้องมองแบบนี้ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างของเธอหดเกร็งไปหมดจนอยากจะหนีไปจากที่นี่เสียให้พ้น เมื่อพูดจบเธอจึงรีบหันหลังเดินออกจากห้องพักเบรกไปทันทีฮั่วจี้เซินบีบแก้วกาแฟในมือแน่นพลางมองตามแผ่นหลังของสวี่เพียวเพียวที่ดูเหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อก่อนเธอไม่เคยดื่มอเมริกาโน่เย็นเลยสักครั้ง และมักจะบ่นว่ามันทั้งขมทั้งเปรี้ยวแต่ตอนนี้เธอกลับดื่มมันเสียแล้วฮั่วจี้เซินมองตามแผ่นหลังที่หายลับไปจากสายตาของสวี่เพียวเพียว ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝาดฉายอารมณ์ที่ซับซ้อน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะสบถคำหยาบคายออกมาเบา ๆเมื่อกลับถึงห้องทำงาน ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเจียงซ่งทันที“พี่เซิน มีอะไรหรือเปล่าครับ?”“สวี่เพียวเพียวแต่งงานกับใคร?”ปลายสายสะดุดเฮือก เจียงซ่งงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าฮั่วจี้เซินมาไม้ไหน แต่ก็ยังตอบไปตามตรงว่า “ผมไม่ทราบครับ”“เธอไปจดทะเบียนสมรสที่ต่างประเทศ เห็นว่า... พอรู้ตัวว่าท้อง ก็เลยตัดสินใจแต่งงานเลย ผมเองก็ยังไม
Read more
บทที่ 5
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เจียงหรั่นมักจะไปหาฮั่วจี้เซินที่มหาวิทยาลัยเอบ่อย ๆโดยทุกครั้งจะใช้ชื่อของพี่ชายอย่างเจียงซ่งเป็นข้ออ้างเสมอและช่วงเวลานั้นเองที่เธอมักจะได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยตามติดฮั่วจี้เซินราวกับเงา ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างสูง มีทรวดทรงเด่นชัด สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสสะดุดตา เธอเหมือนกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่เจิดจรัสเพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมเจียงหรั่นรู้จากปากของเจียงซ่งว่า ผู้หญิงคนนั้นชื่อสวี่เพียวเพียว เป็นแฟนของฮั่วจี้เซิน เรียนอยู่คณะศิลปะไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่มีบุคลิกเย็นชาสูงส่งและดูสะอาดสะอ้านราวกับแสงจันทร์อย่างฮั่วจี้เซิน จะมาคบกับคุณหนูผู้เอาแต่ใจและดูจะไร้รสนิยมในสายตาคนอื่นเช่นนี้เจียงซ่งเคยบอกว่า ฮั่วจี้เซินค่อนข้างยากจน ที่คบกันก็คงเพราะสวี่เพียวเพียวใช้เงินฟาดหัว ซึ่งเจียงหรั่นเองก็เชื่อแบบนั้นจนกระทั่งมีการร่วมงานทางธุรกิจครั้งหนึ่ง เธอถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วฮั่วจี้เซินคือบุตรชายคนโตของตระกูลฮั่ว และเป็นผู้สืบทอดกลุ่มบริษัทในอนาคตเจียงหรั่นจึงมั่นใจว่า ระหว่างฮั่วจี้เซินกับสวี่เพียวเพียวก็คงแค่เล่น ๆ
Read more
บทที่ 6
ฮั่วจี้เซินดึงลิ้นชักออกมา จากนั้นแกะแผงยากระดาษฟอยล์แล้วกินยาลอราทาดีนลงไป “แพ้น่ะครับ”คุณนายฮั่วยอมรับว่า ตอนแรกที่เห็นรอยบนคอของเขา เธอแอบคิดว่าในที่สุดลูกชายก็มีแฟนเสียที แต่อาจจะยังไม่สะดวกพามาเปิดตัว ใครจะไปรู้ว่าที่แท้... คืออาการแพ้.....คุณนายฮั่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย“อาเซิน หนูหรันหรั่นบอกว่าอยากจะไปฝึกงานที่บริษัท แกช่วยจัดการให้หน่อยนะ”“ให้เธอทำตามขั้นตอนครับ ถ้าสัมภาษณ์ผ่านก็เข้าได้”คุณนายฮั่วเริ่มไม่พอใจและอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “หรันหรั่นเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเชียวนะ แค่ไปฝึกงานที่บริษัททำไมต้องเดินเรื่องทำตามขั้นตอนให้ยุ่งยากด้วย? อาเซิน แกจะช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่อยไม่ได้เชียวเหรอ?”ฮั่วจี้เซินปรายตาขึ้นมอง “ไม่ได้ครับ”เจียงหรั่นออกจะหน้าตาสะสวย ฐานะทางบ้านก็คู่ควรเหมาสมกัน แถมยังแอบชอบฮั่วจี้เซินมาตั้งหลายปีมันมีไม่ดีตรงไหนกัน?คุณนายฮั่วมองลูกชาย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ จนต้องถามเสียงสูงออกไปว่า “อาเซิน แกไม่ได้... ชอบผู้ชายใช่ไหม?”“...” ฮั่วจี้เซินนวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างถึงที่สุด “ผมเคยมีแฟนครับ”
Read more
บทที่ 7
ที่ฉินอวี่โยวแกล้งเล่นกับเหลียนฮว่า ทั้งหมดก็เพราะเธอหน้าตาน่ารักฉินอวี่โยวกล่าวว่า “ขอแค่เธอให้อภัยฉัน ต่อไปในโรงเรียนอนุบาล ฉันจะปกป้องเธอเอง ฉันรับรองว่าจะไม่มีใครกล้าแกล้งเธออีก”เขาหวาดกลัว... กลัวว่าแม่ของเหลียนฮว่าจะให้เธอย้ายโรงเรียนเพราะเรื่องนี้ สวี่เพียวเพียวคิดเช่นนั้นจริง ๆ แต่การย้ายโรงเรียนอาจจะทำให้ต้องไปเจอกับเรื่องแบบเดิมอีกเธอถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฮว่าฮว่า หนูอยากย้ายโรงเรียน หรืออยากอยู่ที่นี่ต่อจ๊ะ?”เหลียนฮว่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “คุณครูและเพื่อนคนอื่น ๆ ดีมากค่ะ”สวี่เพียวเพียวเองก็มีความคิดส่วนตัวหลังเกิดเรื่องนี้ ด้วยความรู้สึกผิด ฮั่วจี้เซินคงจะใช้อิทธิพลกดดันและควบคุมไม่มากก็น้อย อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกสาวจะเจอจอมวายร้ายตัวน้อยอย่างฉินอวี่โยวอีกและในเมื่อรู้จักขอโทษ ฉินอวี่โยวก็คงไม่ใช่เด็กที่เยียวยาไม่ได้สวี่เพียวเพียวบอกให้ฮั่วจี้เซินจอดรถตรงทางแยกใกล้บ้าน เธอพาเหลียนฮว่าลงรถไปโดยไม่ได้พูดอะไรกับเขามากนัก เพราะเธอไม่มีอารมณ์จะเสวนาด้วยเพียงแค่มองจากแผ่นหลัง ฮั่วจี้เซินก็ดูออกว่าตอนนี้สวี่เพียวเพียวกำลังโกรธ
Read more
บทที่ 8
สวี่เพียวเพียวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกระชากม่านเปิดออกทันทีเธอจ้องมองหญิงชราที่ยังคงด่าทอด้วยความโกรธแค้นจนขาดสติด้วยใบหน้าที่เย็นชา“ปากไม่สร้างกุศล ระวังผลกรรมจะตกที่ลูกหลานนะคะ”สวี่เพียวเพียวสวมหน้ากากอนามัย ใบหน้าของเธอเล็กมากจนหน้ากากปิดไปเกือบครึ่ง เหลือเพียงดวงตาคู่สวยที่สั่นระริกด้วยความโกรธจัดหญิงชราขึ้นเสียงสูง “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหล่อนยะ?”ในจังหวะนั้น คุณหมอถือยาเดินเข้ามาพอดี “เอะอะอะไรกัน? ถ้าไม่ตรวจก็ออกไป”“ที่นี่โรงพยาบาล ไม่ใช่ตลาดสด”เพราะหลานชายสุดที่รักล้มป่วย หญิงชราจึงโยนความผิดทั้งหมดให้แม่ลูกคู่หนึ่ง เมื่อถูกผู้หญิงแปลกหน้าขัดจังหวะโทสะจึงยิ่งเดือดดาลหญิงชราเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าสวี่เพียวเพียว เธอกำลังอุ้มเหลียนฮว่าอยู่จึงหลบไม่ถนัด ทำได้เพียงกัดฟันหลับตาแน่นและเบือนหน้าไปอีกทางทว่าฝ่ามือนั้นกลับค้างกลางอากาศข้อมือของหญิงชราถูกฮั่วจี้เซินคว้าไว้แน่น เขาขมวดคิ้วเข้มก่อนจะสะบัดมือของหญิงชราออกไปอย่างไม่ใยดีสวี่เพียวเพียวลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจฮั่วจี้เซินมาที่นี่ได้ยังไง?ทันใดนั้น เธอนึกถึงสายที่โทรเข้ามาเมื่อครู่ หรือว่าเขาได้ยินว่าภร
Read more
บทที่ 9
“ถ้าเธอมีปัญญา ก็ไปหาคุณฮั่วให้เขาเปลี่ยนตำแหน่งให้เองสิ ในเมื่อมาฝึกงานที่แผนกเลขาก็ต้องทำตามกฎระเบียบ”เจียงหรั่นเดินสะบัดหน้าออกไป ถ้าจะขายหน้าก็คงขายหน้ากันทั้งแผนกนั่นแหละฮั่วจี้เซินมีเลขาอยู่เจ็ดแปดคน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้เจอเขา และเด็กฝึกงานที่เพิ่งจบใหม่อย่างเจียงหรั่นยิ่งไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอยู่ชั้นเดียวกับห้องทำงานของฮั่วจี้เซินด้วยซ้ำเมื่อถูกตำหนิ เจียงหรั่นก็รู้สึกโกรธแค้นในใจ เนื่องด้วยเล็บที่ต่อมาอย่างยาวทำให้เคาะคีย์บอร์ดไม่ถนัด เธอจึงโยนงานทิ้งไว้ข้าง ๆแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เจียงซ่งฟังทุกอย่างเจียงซ่งที่กำลังยุ่งจนหัวหมุนก็ไม่มีกะจิตกะใจจะปลอบน้องสาว “พี่สั่งอาหารญี่ปุ่นร้านที่เธอชอบไปให้แล้วนะ สั่งเผื่อเพื่อนร่วมงานเธอด้วย ทำตัวดี ๆ ล่ะ อย่าทำให้พี่เซินลำบากใจ”เจียงหรั่นยังเด็กเกินไป เธอไม่เข้าใจศิลปะการเอาตัวรอดในโลกการทำงานเลยสักนิดเมื่อถึงเวลาเหมาะสม สวี่เพียวเพียวจึงลงลิฟต์ไปยังที่จอดรถเพื่อไปหารถของฮั่วจี้เซิน“คุณฮั่วคะ ฉันมาถึงแล้วค่ะ”“อีกสองนาที”ครู่ต่อมา ฮั่วจี้เซินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัว แล้วใช้กุญแจรีโมตเปิดล
Read more
บทที่ 10
อาหารญี่ปุ่นที่เจียงซ่งสั่งมามีปริมาณมากเจียงหรั่นเดินแจกไปทั่ว แต่คนในแผนกเลขานุการกลับไม่มีใครรับเลยสักคน ในสายตาของพวกเขามีแต่งาน และเงินเดือนอันสูงลิ่วที่ฮั่วซื่อกรุ๊ปจ่ายให้นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาไปนั่งทานอาหารหรู ๆ เองได้สบายหลังจากเจียงหรั่นมาถึงในตอนเช้า เธอก็จัดการเอกสารรายงานไปเพียงฉบับเดียวแถมยังผิดพลาดเต็มไปหมด เซ่ามู่ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงคอยสอนเธออยู่นาน แต่กลับพบว่าสายตาของเธอมักจะเหลือบมองไปที่ลิฟต์ส่วนตัวของผู้บริหารอยู่ตลอดเวลาเซ่ามู่เริ่มหงุดหงิด เขาจึงทำหน้าขรึมแล้วบอกว่า “ไม่ต้องหรอกครับ ผมจะไปกินที่โรงอาหาร”เมื่อไม่มีใครรับ เจียงหรั่นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ตรงกันข้ามเธอกลับดูคึกคักขึ้นมา “พี่เซิน... เอ้อ คุณฮั่วทานมื้อเที่ยงหรือยังคะ? ฉันเอาไปส่งให้เขาดีกว่า”ตอนแรกเซ่ามู่ตั้งท่าจะปฏิเสธแต่พอคิดดูอีกที ผู้หญิงคนนี้เอาแต่เรียกคุณฮั่วว่าพี่เซินไม่ขาดปาก เผื่อว่าเธอจะมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับคุณฮั่วจริง ๆ?เขาจึงไม่ได้ห้าม และปล่อยให้เจียงหรั่นหอบอาหารญี่ปุ่นขึ้นไปยังห้องทำงานประธานเมื่อเธอเดินจากไปอย่างร่าเริง สมาชิกในทีมเลขาที่นั่งต
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status