ログインปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นขั้นตอนการปิดท้ายของโปรเจกต์ที่เหลียงเจียเหยียนเคยเข้าร่วมประชุมเมื่อครั้งก่อนสิ่งที่เขาต้องทำมีไม่มากนัก ก็แค่ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานการกระทำความผิดของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าหลังจากนั้นก็สามารถปิดจ๊อบและถอนตัวได้อย่างงดงามเพียงแต่เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะบังเอิญมาเจอเข้ากับฮั่วสวินเจินที่นี่จึงได้แต่เล่นตามน้ำและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามสถานการณ์เหลียงเจียเหยียนคาบบุหรี่ไว้ในปาก พ่นควันสีเทาจาง ๆ ออกมา ขณะที่สายตาเย็นชาทอดมองไปยังฮั่วสวินเจิน “คงพาเข้าบ้านไม่ได้หรอก พอดีแม่ผมมีคนที่หมายปองให้เป็นลูกสะใภ้ไว้แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงสะเปะสะปะที่ไหนก็พาเข้าบ้านได้หรอกนะ”คนรอบข้างต่างพากันส่งเสียงร้องอ๋อในใจ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีก “คุณหนูตระกูลไหนกันนะ ถึงจะเข้าตาพี่เหลียงได้?”“คุณหนูห้าตระกูลฮั่ว”คนกลุ่มนั้นต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง หันมามองเหลียงเจียเหยียนเป็นตาเดียว และยิ่งปักใจเชื่อว่าเบื้องหลังของเหลียงเจียเหยียนนั้นทรงอิทธิพลยิ่งกว่าที่พวกตนเคยคาดคิดเอาไว้เสียอีกทั่วทั้งเมืองเอไม่มีใครที่ไม่รู้จักตระกูลฮั่วการที่เหลียงเจียเหยี
“...เป็นเพื่อนกันค่ะ”พนักงานเสิร์ฟกล่าวเสริมขึ้นว่า “สุภาพบุรุษท่านนั้นบอกว่า ได้ยินคำพูดของคุณผู้หญิงแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก”ฮั่วสวินเจินเกือบจะกัดลิ้นตัวเองเข้าให้แล้วช่วงนี้เธอยุ่งมากเสียจนไม่ได้เจอหน้ากับเหลียงเจียเหยียนมาหลายวันแล้วคนทั้งสองต่างก็เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยติดสอยห้อยตามกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจอหน้ากันทุกวันจริง ๆยิ่งไปกว่านั้น ฮั่วสวินเจินยังได้รับของที่เหลียงเจียเหยียนซื้อให้ส่งมาทุกวันอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นของขวัญ หรืออาหารที่สั่งมาให้ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ของที่ซื้อให้ไม่เคยขาดหายไปเลยสักวันทุกครั้งที่ฮั่วสวินเจินได้รับ เธอก็จะส่งข้อความบอกว่าได้รับแล้วทุกครั้งเธอยังพบอีกว่า อาหารเดลิเวอรีที่เหลียงเจียเหยียนสั่งมาให้ ล้วนแต่เป็นรสชาติที่เธอโปรดปรานทั้งสิ้นแม้ว่าการเลือกซื้อของขวัญในหมวดกระเป๋าและเครื่องประดับเขาจะมีความเป็นผู้ชายแมน ๆ ที่เลือกไม่ค่อยเป็นอยู่บ้าง แต่เวลาซื้อของใช้จำเป็นต่าง ๆ กลับมีความใส่ใจเกินกว่าที่ฮั่วสวินเจินคาดคิดเสียอีกเครื่องนวดคอและไหล่รวมถึงปืนนวดกล้ามเนื้อที่เขาซื้อให้ ฮั่วสวินเจินใช้งานมันมาโดยตลอดย
ภายในบาร์ แสงไฟนีออนกะพริบไหวระยิบระยับชายหญิงสวมกอดกัน โยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงฮั่วสวินเจินเดินหาโต๊ะโซฟาที่เจินหลิ่นอยู่ เอ่ยทักทายแล้วทรุดตัวลงนั่ง“เจินเจินทำไมเพิ่งมาล่ะเนี่ย?”“เพิ่งเลิกงานค่ะ ที่บริษัทมีเรื่องกองพะเนินรอให้ฉันสะสางอยู่เพียบเลย”คนที่มีชาติตระกูลอย่างฮั่วสวินเจิน น้อยคนนักที่จะตั้งอกตั้งใจทำงานจริง ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าฮั่วสวินเจินไม่ได้ดำรงตำแหน่งอะไรในฮั่วซื่อกรุ๊ปจึงยิ่งพบเห็นได้ยากยิ่งขึ้นไปอีกเจินหลิ่นจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบมวนหนึ่งในช่วงแรก เธอก็รู้สึกสนใจในตัวของฮั่วสวินเจินอยู่บ้างเหมือนกัน เจินหยวนหลางบอกให้เธอลองคบค้าสมาคมไว้ ไม่มีทางเสียหายอะไร เจินหลิ่นจึงคิดว่า อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นญาติกัน มาพบหน้ากันหน่อยก็ไม่เสียหายพอได้คบค้าสมาคมกันนานเข้า เจินหลิ่นถึงได้ค้นพบว่าฮั่วสวินเจินนั้นแตกต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ในแบบที่เธอเคยคิดไว้อย่างสิ้นเชิงมีอารมณ์ฉุนเฉียว มีความเย่อหยิ่งทระนงตน แต่สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่า กลับเป็นความสามารถที่แท้จริงการนัดพบในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเจินหลิ่นต้องการโน้มน้าวใจให้ฮั่วสวินเจินมาร่วมลงทุนทำธุรก
เขาแทบไม่จำเป็นต้องลงมือเองเลยด้วยซ้ำเรื่องทั้งหมดนี้ เป็นเพราะฮั่วจี้เจ๋อทำตัวเองทั้งสิ้นฮั่วจี้รุ่ยจ้องมองฮั่วจี้เซินด้วยสายตาเย็นชาผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหมดความสนใจที่จะเสวนากับเขาต่อแล้ว จึงโบกมือปัดไล่“ไสหัวออกไป”ฮั่วจี้รุ่ยยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วขณะนั้น เขาไม่รู้ว่าตนเองควรจะดีใจที่ฮั่วหมิ่นยังคงเป็นห่วงเป็นใยเขา หรือควรจะโกรธแค้นที่ฮั่วจี้เซินไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยฮั่วจี้รุ่ยขบกรามแน่น“พี่ใหญ่ ไม่ช้าก็เร็วพี่ต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่เหลือใครอยู่เคียงข้างเลยสักคน”ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้น ปรายตามองกลับมาอย่างเย็นชา “พูดจาเอาสะใจแต่ไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ทำให้นายมีความสุขนักหรือไง?”“ตอนเด็ก ๆ เป็นยังไง มาตอนนี้ ก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเลยสักนิด”เพียงคำพูดลอย ๆ ไม่กี่คำของฮั่วจี้เซินก็ดึงโทสะของฮั่วจี้รุ่ยให้ดิ่งลงเหวในทันทีน้ำเสียงที่แฝงความเหยียดหยามอย่างเข้มข้นนั้น ทำเอาฮั่วจี้รุ่ยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอุดอยู่ที่ลำคอ อัดอั้นอยู่นานครึ่งค่อนวันก็พูดไม่ออกสักคำฮั่วจี้เซินไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาจริง ๆ ด้วยเขาหมุนตัวเดินจากไปทว
หลายวันต่อมา ณ ฮั่วซื่อกรุ๊ปเซ่ามู่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานประธาน “คุณฮั่วครับ คุณชายรุ่ยขึ้นมาแล้วครับ บอกว่าอยากพบคุณ”“ให้เขาขึ้นมา”“ครับ”ผ่านไปครู่เดียว ฮั่วจี้รุ่ยก็ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องทำงานของฮั่วจี้เซิน พร้อมกับเอ่ยเรียกขึ้นว่า“พี่ใหญ่”“มีเรื่องอะไรถึงมาหาฉัน?”ฮั่วจี้รุ่ยนั่งลงบนโซฟา ยื่นมือปัดผมหน้าม้าของตนไปไว้ด้านข้าง เผยให้เห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าร่องรอยจากแผลไฟไหม้ บนหน้าผากของเขายังคงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนฮั่วจี้รุ่ยหันไปมองฮั่วจี้เซินที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานสองพี่น้องสบตากันเข้าพอดีฮั่วจี้เซินลุกขึ้นยืน เอนกายพิงขอบโต๊ะทำงาน มองลงมาที่ฮั่วจี้รุ่ยด้วยสายตาที่เหนือกว่าฮั่วจี้รุ่ยเอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ต้องให้ต้อนจนมุมถึงที่สุด ถึงจะพอใจอย่างนั้นเหรอครับ?”“ฉันได้ต้อนจนนายสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วหรือเปล่า ในใจนายรู้ดีที่สุด”ฮั่วจี้รุ่ยแค่นหัวเราะเยาะออกมาคราหนึ่ง“ใช่สิครับ พี่ใหญ่ส่งผมไปต่างประเทศ ธุรกิจที่ให้ผมรับช่วงต่อก็เป็นกิจการของคุณพ่อผมเอง แน่นอนว่าคงไม่นับว่าเป็นการต้อนจนมุมหรอกครับ แต่พี่ใหญ่ครับ พี่คิดจริง ๆ เหรอว่าทำแบบนี้แล้วจะแก้ปัญหาได้ครั้ง
การเติบโตของ à l'aube เป็นไปอย่างราบรื่น แบรนด์เต็มไปด้วยพลังชีวิตทำเลที่ตั้งของบริษัทค่อนข้างเร้นกายอยู่ในพื้นที่ลึกลับ บางครั้งเวลาที่พาร์ทเนอร์มาติดต่อขอร่วมมือ ก็มักจะหาทางมาไม่ค่อยเจอการย้ายสำนักงานเข้าสู่เขตตัวเมือง จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอาคารสำนักงานเช่าเรียบร้อยแล้ว การย้ายไปที่นั่นจึงเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ซูหว่านเงยหน้าขึ้นมองเห็นฮั่วจี้เซินที่ก้าวลงมาจากรถพอดี เธอส่งสายตาขยิบขยับล้อเลียนให้สวี่เพียวเพียว “ฉันไปก่อนดีกว่านะ คุณฮั่วติดไม่ปล่อยเลยนะคะ”สวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้น สบสายตากับฮั่วจี้เซินที่กำลังเดินตรงเข้ามาเขาก้าวขึ้นบันไดทีละก้าว ฝ่าแสงแดดในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ยังคงแผดเผาร้อนแรง เดินตรงมาหาเธอเมื่อเดินมาถึงข้างกายสวี่เพียวเพียว เขาก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เธอสวี่เพียวเพียวเพ่งมองดูให้ชัดเจนทันทีเธอเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “ใบรับรองการทดลองความเจ็บปวดจากการคลอดบุตร? ทำไมนายถึงไปทดลองอะไรแบบนี้ล่ะ?”“ฉันอยากรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอเคยผ่านมา และกำลังจะต้องเผชิญกับมันอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้”สวี่เพียวเพียวมองใบประกาศนียบัตรใบนั้น พลันเห







