INICIAR SESIÓN
ณ หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนกลางเมือง ประตูเลื่อนเปิดออกอย่างรวดเร็ว เปลหามถูกเข็นเข้ามาพร้อมเสียงสั่งการที่เร่งรีบ
“คนไข้หมดสติ ชีพจรอ่อน ความดันตก!”
หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวยืนมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าแน่นิ่ง ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ภาวนาให้พ่อของเธอนั้นรอดจากอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็จะไม่เหลือใครที่เป็นที่พึ่งได้ในชีวิต
เนตรชนก สกุลโศภาพร หญิงสาวตัวเล็กหุ่นนาฬิกาทรายวัยยี่สอบสองเจ้าของดวงตากลมโตที่ใครได้จ้องตากับเธอก็เป็นอันตกอยู่ในห้วงภวังค์ เธอเป็นลูกคุณหนู ถูกเลี้ยงเหมือนไข่ในหิน แม่เสียไปตั้งแต่ยังเด็ก ความรักความอบอุ่นที่ได้ก็ได้จากคนเป็นพ่อเพียงคนเดียว แม้นจะมีญาติพี่น้องแต่คนพวกนั้นก็มักจะแสวงหาประโยชน์จากเธอและพ่อเป็นเสียส่วนใหญ่ หากพ่อของเธอไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร ด้วยเพิ่งจะเรียนจบ และยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะบริหารกิจการต่อจากพ่อตนได้
มือเรียวกุมกันแน่น เมื่อเห็นหมอหนุ่มออกมาจากห้องฉุกเฉินเธอก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
“อุบัติเหตุครั้งนี้รุนแรงมากครับ กระดูกของคนเจ็บแตกหักหลายที่ ตอนนี้ยังไม่พ้นขีดอันตราย ยังไงทางเราจะทำให้ดีที่สุดครับ”
“คุณพ่อ!” เสียงนั้นเปล่งออกมาแผ่วเบา แค่คำว่ายังไม่พ้นขีดอันตราย โลกทั้งใบของเธอก็เหมือนจะหยุดหมุน ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็มืดสนิทลง
“ตะวัน ได้ยินอาไหม”
เสียงที่แสนสุขุมของใครบางคนทำให้เนตรชนกค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่กำลังหนักอึ้ง เธอค่อยๆ ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ
ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานโรงพยาบาลอย่างที่คิด แต่เป็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าหล่อเหลานั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังฝันไป จนกระทั่งเขาคนนั้นเริ่มก้มใบหน้าเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น
“รู้สึกตัวแล้วใช่ไหม”
เนตรชนกลืมตาได้เต็มที่ก็เริ่มขมมวดคิ้วมุ่น พยายามนึกว่าผู้ชายในชุดสูทมาดเนี้ยบตรงหน้าเป็นใคร เชื่อได้เลยว่าเธอไม่เคยเห็นหน้าของเขามาก่อนแน่นอน
เขาหล่อแบบชายไทยแท้ โครงหน้าคมเข้ม และเริ่มมีรอยยิ้มผ่อนคลายบางๆ เมื่อเห็นว่าเธอฟื้นแล้ว
“สงสัยใช่ไหมว่าอาเป็นใคร”
เมื่อสติเริ่มไหลเข้ามาเนตรชนกก็รีบผุดลุก “พ่อฉัน!” ทว่าก็ต้องล้มตัวลงไปนอนเช่นเดิมเพราะรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาดื้อๆ
“อย่าเพิ่งรีบลุก ตอนนี้หมอกำลังดูแลพ่อของตะวันเต็มที่”
“แล้วคุณเป็นใครคะ ทำไมถึงรู้จักฉัน”
หมอหนุ่มส่งรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นให้กับหญิงสาวที่มองมายังตนด้วยแววตาฉงนหนัก ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องแนะนำตัวเองให้เนตรชนกได้รู้จักอย่างเป็นทางการ
“อาชื่อ กันต์นที สินวัฒนเศรษ”
ได้ยินเช่นนั้นเนตรชนกก็เนิ่มมุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม นามสกุลที่เอ่ยมามันคือนามสกุลของคุณย่าเธอ ตกลงเขาเป็นญาติฝ่ายไหนของพ่อเธอกันแน่
“คุณอาเป็นญาติกับคุณย่าฉันเหรอคะ?”
“ไม่ใช่ อาไม่ใช่สายเลือดของคนในครอบครัวตะวัน...” เอ่ยจบกันต์นทีก็เริ่มเล่าที่มาที่ไปของเขาให้หญิงสาวตรงหน้าได้หายฉงนในทันที
เขาเคยเป็นเด็กที่ต้องขอข้าววัดกิน เคยไม่มีแม้แต่คนให้เรียกว่าครอบครัว
จนวันที่เธียรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้เด็กวัดอย่างเขาได้มีการศึกษาที่ดีและการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาได้เรียนหมอ จนวันนี้อายุสามสิบห้า เขาได้ใช้วิชาชีพเลี้ยงตัวเองและช่วยเหลือคนอื่นมาแล้วนับไม่ถ้วน
ที่เขาทำไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เพราะเข้าใจในความไม่มีของคนอื่นอย่างที่ตนนั้นเคยเป็น และตอนนี้เขาก็จะเข้ามาดูแลหลานสาวนอกไส้เต็มตัว เพราะเมื่อครู่หมอได้บอกกับเขาว่า เธียร พ่อของหญิงสาว ได้จากไปแล้ว
“คุณอาเป็นน้องบุญธรรมของคุณพ่อ”
“ใช่ ที่เราไม่เคยเจอกันเพราะอาขออยู่เงียบๆ และตอนนี้อาก็จะเข้ามาดูแลตะวันตามที่พ่อของตะวันได้สั่งเอาไว้”
“มาดูแลตะวัน ดูแลทำไมคะ เมื่อกี้ที่คุณอาบอกว่าหมอกำลังช่วยเหลือคุณพ่อเต็มที่...” ขอล่ะ อย่าให้เธอเข้าใจถูกเลย
“พักผ่อนก่อนเถอะนะ เดี๋ยวอาจะไปคุยกับหมออีกรอบ” กันต์นทีลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่อึดอัดใจ หลานสาวของเขาคนนี้ดูท่าจะฉลาดกว่าที่เขาคิด
“ตกลงคุณพ่อเป็นยังไงคะ ห้ามโกหกตะวันนะคะ เพราะถ้าคุณอาโกหก ตะวันจะไม่เชื่ออะไรคุณอาอีกเลย”
กันต์นทีจำต้องหันมามองจ้องหน้าคนตัวเล็กเต็มตา หากเธออยากให้เขาพูดความจริงเขาก็จะพูด
“อาขอโทษ” เขาเว้นจังหวะสั้นๆ ก่อนพูดต่อ “ทีมแพทย์ทำเต็มที่แล้ว”
ประโยคนั้นไม่ต้องมีคำว่า เสียชีวิต แต่เนตรชนกกลับเข้าใจมันทั้งหมด โลกทั้งใบเงียบลงทันที เหมือนเสียงทุกอย่างถูกดึงออกไปพร้อมลมหายใจ “คุณพ่อ ฮือ ฮือ ฮือ...” สาวเจ้าสะอื้นให้ปล่อยโฮออกมาจนตัวโยน
“อาจะอยู่ตรงนี้ เป็นที่พึ่งให้กับตะวันตามที่สัญญากับพ่อของตะวันเอาไว้” เขาเอื้อมมือแตะบ่าของหญิงสาวเบาๆ ยืนหยัดว่าต่อจากนี้เขาจะเป็นที่พึ่งให้กับเธอ ให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้ว่าเธอจะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม
ณ ร้านคาเฟ่ใจกลางเมืองนครสวรรค์ เขมิกาและมินตรานั่งจิบกาแฟพลางรอคอยเพื่อนรักที่หายหน้าหายตาไปใช้ชีวิตสวีทหวานที่บ้านสวนริมน้ำอยู่นานสองนาน“นั่นไง! มาแล้ว” มินตราชี้ไปที่ประตูร้านมาริสาเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ผิวพรรณของเธอมีออร่าบางอย่างที่ทำให้เพื่อนทั้งสองต้องหรี่ตามองอย่างจับผิด“แหม... ตั้งแต่เป็นคุณนายคุโรกิเนี่ย สวยวันสวยคืนเลยนะจ๊ะแม่คุณ” เขมิกาเอ่ยแซวทันทีที่มาริสานั่งลง “แล้วนี่คุณสามีหน้ายักษ์ยอมปล่อยตัวมาหาพวกเราได้ยังไงเนี่ย”“ก็... วันนี้ฉันมีเรื่องสำคัญจะมาบอกพวกแกนี่นา” มาริสาทำท่าเอียงอายพลางเปิดกระเป๋าหยิบซองสีขาวเล็กๆ ออกมาวางบนโต๊ะมินตรากับเขมิกามองหน้ากันก่อนจะรีบคว้าซองนั้นไปเปิดดู... มันคือรูปภาพอัลตราซาวด์ที่มีจุดเล็กๆ ปรากฏอยู่ตรงกลาง“อ๊าย... มะลิ! นี่แก...” มินตราเอามือปิดปาก ตาค้างด้วยความดีใจ“ท้องแล้วจ้า... สองเดือนแล้ว” มาริสาตอบเสียงใส“โอ๊ย! ฉันจะเป็นลม ยัยมะลิคนซื่อบื้อของพวกเรา วันนี้กำลังจะมีตัวน้อยให้ท่านประธานเซจิแล้วเหรอเนี่ย แล้วพ่อเขาเห่อมากเปล่าอะ”“ก็เห่อพอสมควร ขนาดจะมาหาพวกแกเขายังจะตามมาด้วยเลย ฉันเลยบอกว่าอยาก
เมื่อคนตัวโตเห็นว่าภรรยาตนพร้อมจนร่างสั่นเทิ้ม เซจิในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความต้องการที่พุ่งพล่าน เขาจัดการงัดแท่งร้อนขนาดมหึมาที่ตื่นตัวจนหัวเห็ดปูดเป่งออกมาจ่อที่ปากทางรักเซจิกดสะโพกแกร่งสวนลึกเข้าไปรวดเดียวจนสุดทาง แก่นกายร้อนระอุมุดหายเข้าไปในร่องสวาทที่คับแน่นจนถึงส่วนลึกที่สุด “อ๊าย...” มาริสาแหงนหน้าขึ้นกรีดร้องเสียงหลงเซจิไม่รอให้เธอพักหายใจ เขารัวสะโพกเข้าใส่ด้วยจังหวะที่ดุดันและหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทุกครั้งที่เขากระทั้นกายเข้าหา ยอดอกของคนตัวเล็กก็สั่นไหวระริกไปตามแรงส่งจนเป็นที่น่าพอใจต่อสายตาคนตัวโต“อ๊ะ... อ๊าาา...คุณเซจิ อ๊า...”เสียงหวานที่เรียกชื่อเขาแทบขาดใจทำให้เซจิแทบคลั่ง เขาจับขาเมียรักพาดบ่าแล้วโหมกระแทกเข้าไปเน้นๆ จนสุดลำพักใหญ่ไม่นานนัก แรงตอดรัดจากภายในที่ทวีความรุนแรงทำให้เซจิรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ เขาต้องเร่งจังหวะให้ทันแตะขชอบสวรรค์พร้อมกับมาริสา“อ๊ะ อ๊ะ อ๊าย...”“อะ อ้าส...” ทั้งสองกระตุกเกร็งเสร็จสมไปพร้อมกัน ในขณะที่เซจิก็ไม่ลืมจะอัดธารรักเพื่อสร้างทายาทให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นเขาก็กอดร่างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเธอไว้แน่น ท่ามกลางเสียงหอบหา
มาริสาน้ำตาคลอเบ้า “ยายจ๋า... มะลิว่ามะลิโชคดีที่สุดเลยที่ได้เจอคุณเซจิ”ทองมาได้ยินหลานสาวเอ่ยคำพวกนั้นออกมาอย่างสุขใจเธอก็ทำได้แค่ยิ้มปลื้มใจ เมื่อหลานสาวของเธอมีคู่ชีวิตที่ดี วันข้างหน้าหากเธอไม่อยู่แล้วเธอก็จะได้ไม่ต้องห่วงคนข้างหลังในขณะที่ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก เซจิเหลือบไปเห็น มาโมรุ ที่ยืนทำสัญญาณมืออยู่ที่หน้าประตูห้องพัก เขาจึงขอตัวออกมาข้างนอก“มีอะไร”“ข่าวจากสายสืบครับนายน้อย ที่ดินที่โทโมยะได้ไป... ตอนนี้เขากำลังร้อนเงินหนัก เพราะเอาไปวางค้ำประกันไว้กับบ่อนพนันใต้ดินของพวกยากูซ่า และดูเหมือนว่าเขาจะโดนโกงสัญญาที่ดินผืนนั้นด้วย”“หึ่...มันเป็นไปตามที่คุณปู่บอกจริงๆ... คนที่ได้อะไรมาด้วยความคดโกง สุดท้ายมันก็จะสูญสิ้นไปด้วยความโลภของตัวเอง”“เราจะเข้าไปยุ่งไหมครับ”“ไม่จำเป็น... ปล่อยให้พวกยากูซ่าจัดการกันเอง” เซจิหันไปมองมาริสาผ่านกระจกประตูห้องที่กำลังหัวเราะอยู่กับยาย “หน้าที่ของฉันคือปกป้องรอยยิ้มของเมียฉัน ส่วนไอ้คนพรรค์นั้น... ให้ผลกรรมมันทำงานของมันเอง”หลังจากการเยี่ยมไข้ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เซจิก็ทำตามความต้องการของมาริสาด้วยการพาเธอมายังบ้านเรือน
เซจิเริ่มเลื่อนละเลงลิ้นต่ำลงมายังยอดอกอิ่มสีหวานที่ชูชันท้าทายสายตา เขาใช้ริมฝีปากครอบครองมันไว้แล้วดูดดึงเต็มแรงจนมาริสาต้องแอ่นหน้าอกรับด้วยความเสียวซ่าน“อ๊ะ... คุณเซจิ...” มือเล็กจิกขยำลงบนแผ่นหลังกว้างระบายอารมณ์เซจิไม่ปล่อยให้เธอพักหายใจ เขาเลื่อนมือลงต่ำไปยังใจกลางความสาวที่ฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำหวาน ก่อนจะส่งนิ้วเรียวยาวสอดแทรกเข้าไปสำรวจภายในจนมาริสาบิดเร่า“พร้อมแล้วสินะ... ยัยเด็กดื้อ”เซจิจัดการแยกเรียวขาสวยออกกว้าง จากนั้นก็จ่อส่วนหัวที่หยาดเยิ้มลงบนร่องสวาทก่อนจะค่อยๆ กดแทรกกายเข้าไปให้ร่องนั้นกลืนกินตัวตนของเขาไปจนมิด“อือ อื้อ...” มาริสาเบิกตาโพลง ความใหญ่โตของตัวตนของเขาทำให้เธอรู้สึกจุกแน่นจนแทบหยุดหายใจเซจิกัดฟันกรอด พยายามข่มอารมณ์ดิบเถื่อนทั้งที่อยากจะกระแทกกระทั้นโถมบนตัวของเธอเป็นบ้า ทว่าก็ต้องแช่ค้างไว้จนคนตัวเล็กเริ่มปรับตัวได้“พร้อมไหม”“ค่ะ” มาริสาตอบเสียงแหบพร่า หลังจากเธอพยักหน้า ตัวของเธอก็สั่นคลอนไปตามแรงกระแทกแสนเสียวซ่านของเขานานสองนานที่เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังระงมไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงัด ยิ่งตคนตัวโตเห็นยอดอกอิ่มของเธอสั่นไหวตามจังหวะที่เขาถาโถมเท่าไร
“เปล่า ฉันเห็นว่าหนี้ที่ดินของเธอมาตั้งหลายล้านเยน ถ้ากอดอย่างเดียวคงต้องกอดกันไปถึงชาติหน้า ฉันเลยมีงานพิเศษอีกอย่างมาเสนอ... ถ้าเธอยอมให้ฉันจูบก่อนไปทำงานทุกวัน ฉันจะเพิ่มให้ครั้งละห้าพันเยน”มาริสาอ้าปากค้าง “ห้าพันเยน! แค่จูบเนี่ยนะคะ คุณเซจิคะ คุณเริ่มจะเสพติดการจ่ายเงินแปลกๆ แล้วนะ”“ไม่เอาก็ตามใจ” เอ่ยจบก็มองไปที่กองเอกสารด้วยท่าทางทำเป็นไม่สนใจมาริสากัดริมฝีปากนิ่งคำนวณ ห้าพันเยนก็เกือบพันกว่าบาท แค่จุ๊บเดียวเอง คุ้มจะตาย! “ก็ได้ค่ะ! รับค่ะ เริ่มเลยไหมคะ”เซจิอมยิ้มก่อนจะดึงให้เธอโน้มตัวลงมาหา ใบหน้าคมเข้มเลื่อนเข้าไปประทับริมฝีปากนุ่มอย่างแผ่วเบาแต่เนิ่นนานกว่าที่มาริสาคิดไว้ หัวใจของคนตัวเล็กเต้นรัวจนผิดจังหวะ จนลืมเรื่องเงินไปชั่วขณะเซจิผละออกพลางจ้องตามาริสาที่กำลังเคลิ้มไม่หยุด “โอเคแล้ว”“คะ?”“ทำไม ไม่พอใจเหรอ”“ม... ไม่ค่ะ! ฉันไปทำงานแล้วนะคะ” มาริสารีบวิ่งหน้าแดงออกไปจากห้อง ทิ้งให้เซจินั่งยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี ถ้าเขาทำแบบนี้ทุกวันแล้วเธอยังอยากจะให้เขาเป็นอิสระอีกก็ถือว่าเธอใจแข็งเกินไปแล้วความสุขเมื่อครู่อยู่ได้ไม่นาน เมื่อมาโมรุเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “
บรรยากาศที่เคยหวานละมุนจากการล้อเลียนเรื่องลูกชุบสลายตัวไปในทันที เมื่อเซจิเริ่มที่จะเข้าเรื่องเคร่งเครียด“ฉันคุยกับคุณปู่แล้ว... เพื่อให้เรื่องทุกอย่างมันจบ และเพื่อให้พ่อของเธอเลิกเอาเรื่องยายมาขู่เธอ ฉันจะเซ็นยกที่ดินผืนนั้นให้เขาไปซะ”มาริสาเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เธอรู้ดีว่าที่ดินผืนนั้นมีความสำคัญต่อตระกูลคุโรกิมากแค่ไหน “ไม่ได้นะคะคุณเซจิ! ที่ดินผืนนั้นมูลค่ามันมหาศาลมาก คุณจะยอมเสียมันไปเพราะเรื่องของฉันไม่ได้นะคะ”“มันคุ้มที่จะแลก มะลิ... ถ้ามันทำให้เธอหลุดพ้นจากคนพรรค์นั้นได้”คำพูดของเขาทำให้มาริสารู้สึกผิดพอสมควร เธอไม่อยากเป็นภาระที่ทำให้เขาต้องเสียสมบัติของตระกูล “ถ้าอย่างนั้น... คุณบอกฉันได้ไหมคะว่าที่ดินผืนนั้นราคาเท่าไร ฉันจะทำงานชดใช้ให้ค่ะ ฉันจะทำงานที่บริษัทให้หนักขึ้น แล้วก็จะหางานเสริมทำเยอะๆ เท่าที่จะไหว ฉันจะผ่อนใช้หนี้ให้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์เลยค่ะ!”เซจิขมวดคิ้ว “เธอจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”“ก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณคุณไปตลอดชีวิตไงคะ...” มาริสาตอบตามที่ใจคิด “ถ้าฉันใช้หนี้หมดเร็ว ฉันจะได้ไม่ต้องอยู่ในสถานะภรรยาของคุณนานเกินไป... เผื่อวันข้างหน้าคุ







