เข้าสู่ระบบคิมหันต์มัวแต่ยุ่งกับธรกิจ พิงค์เองก็ยุ่งกับการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเหมือนกัน ทั้งสองจึงได้คุยกันนับครั้งได้ กว่าที่คิมหันต์จะรู้ตัวอีกที พิงค์ ลูกสาวบุญธรรมของเขา ก็อายุครบ 20 กลายเป็นสาวสวยที่เพียบพร้อม ใครจะคาดคิดว่าในคืนวันเกิดอายุ 20 ปี เธอจะสารภาพรัก “พิงค์รักป๊านะคะ” “ป๊ารู้” “ไม่ได้รักแบบปาป๊าค่ะ” คิมหันต์ชะงักทันที เขาดุเสียงขุ่น “เหลวไหล เธอรักฉันแบบอื่นไม่ได้” “ทำไมหนูรักป๊าไม่ได้ล่ะคะ” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสบริสุทธิ์แต่ดื้อรั้น “เส้นกั้นระหว่างพ่อลูกไม่มีวันข้ามได้แม้แต่ก้าวเดียว หนูรู้ไหมว่าคำว่า ‘ป๊า’ หมายถึงอะไร” เด็กสาวตรงหน้าทั้งสวยและเย้ายวน…เสน่ห์รุนแรงจนผู้ชายคนไหนก็ยากจะต้านทาน แต่สำหรับเขา…เธอคือเด็กที่เขาเลี้ยงมากับมือ เป็นคนเดียวที่เขาไม่อาจครอบครอง เขาปฏิเสธ เธอรั้น พอเขายื่นคำขาด เธอก็เริ่มประชดด้วยการไปเดทกับพวกหนุ่มๆ จนเขาเริ่มจะเก็บอาการทั้งหึง ทั้งหวง เอาไว้ไม่อยู่
ดูเพิ่มเติมเสียงเครื่องยนต์ของรถเอสยูวีสีดำดังสม่ำเสมออยู่บนถนนสายคดเคี้ยวกลางหุบเขา สายหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสนและต้นไม้สูงใหญ่ที่พิงค์ไม่รู้จักชื่อรถทั้งขบวนกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่คิมหันต์จำได้ว่าระหว่างทาง พ่อพาเขากับแม่และน้องสาวแวะพักกินข้าวกล่องที่จุดชมวิวริมผาคิมหันต์นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง ข้างๆ คือพิงค์ ระหว่างคนทั้งคู่ยังคงมีระยะห่างอยู่เล็กน้อยไม่ใช่เพราะพื้นที่ไม่พอ แต่เป็นเพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้ ยังคลุมเครือ ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรด้านหน้ารถที่คิมหันต์และพิงค์โดยสาร ยังคงมีรถของทีมรักษาความปลอดภัยวิ่งนำทาง ด้านหลังมีรถอีกสองคันตามประกบ ทีมอารักขาลดน้อยลง แต่ทุกคนยังคงติดอาวุธครบมือภายในรถ ท่ามกลางความเงียบงัน พิงค์ทอดสายตามองวิวด้านนอกด้วยความประหลาดใจเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในประเทศไทย มีสถานที่ ที่มีทิวเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ สวยงามเหมือนภาพวาดแบบนี้อยู่“สวยไหม” คิมหันต์อดถามไม่ได้พิงค์ชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบสั้นๆ“สวย”คิมหันต์ยิ้มน้อยๆ ให้คำตอบนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะกลัวว่าถ้าพูดมากเกิน
หลังจากคิมหันต์ พิงค์ วีกิจ และเอมอรนั่งลงในห้องรับแขก บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นเอมอรมองคิมหันต์อยู่นาน ราวกับกำลังมองผ่านไปยังเด็กชายคนหนึ่งในอดีตไม่ใช่มหาเศรษฐี...ไม่ใช่นักธุรกิจ…ไม่ใช่คนที่ใครๆ ก็กลัว...แต่เป็นลูกชายคนสำคัญของเพื่อนรักในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นเดินไปยังตู้ไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง แล้วหยิบซองสีน้ำตาลออกมาซองนั้นดูเก่ามาก แต่สภาพกลับเนี้ยบกริบ เหมือนถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีเอมอรถือมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาหาคนทั้งคู่ ขอบตาแดงเรื่อ"อลิซฝากสิ่งนี้ไว้" เอมอรบอกเสียงเบาห้องทั้งห้องเงียบลง แม้แต่พิงค์ยังเผลอกลั้นหายใจเอมอรวางซองลงตรงหน้าคิมหันต์ แล้วค่อยๆ พูดอย่างใจเย็น "แม่ของเธอบอกฉันว่า...ถ้าวันหนึ่งลูกชายของเธอหลงทาง ถ้าวันหนึ่งเขากลายเป็นคนน่ากลัวที่ไม่มีใครหยุดได้ ให้เอาสิ่งนี้ให้เขา"ปลายนิ้วของคิมหันต์สั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เปิดซองออกภายในซองเก่าๆ ซองนี้ มีเพียงรูปถ่ายเก่าๆ แค่ใบเดียวเท่านั้นทันทีที่เขาเห็นภาพนั้น เลือดในกายก็เย็นเฉียบเขาจำมันได้ จำได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาจะผ่านมานานกว่ายี่สิบปี เพราะสิ่งที่อยู่ในภาพนี้ คือสถานที่ที่พ่อกับแม่เคยพาเขาไป มันเป็นสถานที่
ขบวนรถเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ในเวลาเจ็ดโมงเช้า โดยมีรถวิ่งนำขบวนสองคัน วิ่งประกบซ้ายขวาและด้านหลังอีกรวมสี่คัน ในรถแต่ละคัน มีคนจากทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของคิมหันต์นั่งประจำอยู่คันละสี่คน รถคันที่พิงค์และคิมหันต์นั่ง ถูกห้อมล้อมเอาไว้ตรงกลาง มาตรการการรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง แน่นหนายิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ถึงแม้ช่วงนี้ศัตรูของคิมหันต์จะเงียบหายไปเกือบหมดแล้ว เพราะคนที่ยังไม่ตาย ส่วนใหญ่ก็ถูกเขาทำลายจนถ้าไม่หมดตัวก็ติดคุกติดตาราง...พิงค์มองภาพนอกหน้าต่างเงียบๆท้องฟ้า...ต้นไม้…ท้องถนน…ผู้คน...สิ่งธรรมดาๆ ที่เธอเคยเห็นอยู่ทุกวันในเมื่อหลายเดือนก่อน กลับทำให้ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดภายในรถซีดานหรูหรา คิมหันต์นั่งอยู่บนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเธอเขาเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งรถผ่านทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง พิงค์ก็ถามขึ้นเบาๆ"เชียงใหม่...อยู่ไกลมากไหมคะ"คิมหันต์ดีใจจนเกือบจะหลุดยิ้มออกมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เธอเป็นฝ่ายชวนคุยดีๆ ไม่ใช่ชวนทะเลาะเขาตอบเสียงขรึม "อีกพักใหญ่"วันนี้เขาจงใจเลือกเดินางด้วยรถยนต์ เพราะอยากให้พิงค์ได้ทอดสายตามองทิวทันศ
เช้าวันต่อมาภายในห้องนิรภัย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเงียบ ปลอดภัย...และน่าอึดอัดพิงค์นั่งพิงหัวเตียงอยู่เงียบๆ มือข้างซ้ายยังพันผ้าพันแผลไว้หนา รอยเย็บตึงจนขยับมือไม่ค่อยสะดวกนักหลายวันที่ผ่านมา กระทั่งลงมือฆ่าตัวตายไปแล้ว เธอก็ยังคงถูกขังไว้ที่นี่ ไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้เห็นท้องฟ้า ไม่ได้เห็นต้นไม้ ไม่ได้เห็นผู้คน เหมือนโลกทั้งใบของเธอถูกย่อให้เล็กลง เหลือเท่าห้องชุดห้องนี้ไม่ไกลจากเตียง คิมหันต์กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่เงียบๆเมื่อคืนก็เป็นอีกคืน ที่เขาแทบไม่ได้นอนนอกจากพะวงเรื่องพิงค์แล้ว อีกเรื่องคือ ประโยคของแม่ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหยุดแม่ของเขาเคยบอกเพื่อนสนิทของตัวเองเอาไว้ว่า “ถ้าวันหนึ่งลูกชายฉันกลายเป็นคนที่น่ากลัว...”น่ากลัว...คำสั้นๆ เพียงสองพยางค์ กลับหนักอึ้งเหมือนหินก้อนมหึมา เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่คนที่พูดประโยคนี้คือแม่ของเขาไม่ใช่ศัตรู...ไม่ใช่คนเกลียดเขา...แต่เป็นแม่ของเขาเองคิมหันต์ปิดแฟ้มตรงหน้าลงช้าๆ ในจังหวะเดียวกับที่แพทย์ประจำตัวเดินเข้ามาพร้อมวีกิจ“ผลตรวจล่าสุดถือว่าดีครับ” หมอรายงาน “ร่างกายคุณหนูพิงค์ฟื้นตัวได้เร็วมาก เด็กเองก็ปลอดภัยดี”คิมหั
คิมหันต์หันมามองเธอแค่เห็นสีหน้าเธอ แววตาที่แข็งกร้าวก็อ่อนโยนลงทันที แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถาม” เขาบอกเสียงเรียบ “เราต้องรีบออกจากตรงนี้”เหมือนคำพูดนั้นจะช้าเกินไป เพราะทันใดนั้น กลุ่มกระสุนจากปืนเก็บเสียงหลายนัดก็พุ่งตรงมาคิมหันต์เบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ทำให้กระสุนพวกนั้นพ
เมื่อเรือรับประทานอาหารสุดหรูแล่นกลับมาที่ท่าเรือของที่พัก ทุกคนต่างแปลกใจ เมื่อพบว่ามีโคมไฟกระดาษหลายสิบดวงถูกแขวนเรียงรายตามแนวต้นไม้ แสงสีส้มอุ่นละมุนที่ส่องลงมาบนพื้นไม้ ทำให้บรรยากาศที่รีสอร์ทเหมือนมีงานเลี้ยงเล็กๆ มากกว่ากิจกรรมค่ายเสียงดนตรีอะคูสติกเบาๆ ดังมาจากลำโพงตัวเล็กที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เ
ก้องไกรพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ชัดถ้อยชัดคำ “ทีมงานบางคนยังไม่มีกลุ่มครับ ถ้าแยกพวกเขาไปช่วยแต่ละทีม น่าจะทำให้อะไรหลายๆ อย่างสะดวกขึ้น”เขายื่นกระดาษรายชื่ออีกแผ่นให้เธอพิงค์รับมา ยังไม่ทันได้ดู ในหมู่นิสิตพี่เลี้ยงก็เริ่มมีเสียงพึมพำ“จริงนะ”“เรือมันหลายลำ”“ต้องมีคนช่วยกันคุม”เสียงหนึ่งตะโกนขึ
เช้าวันต่อมา อากาศรอบๆ บ้านเรือนไทยสดชื่น แสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้าส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นลำ ดูสวยงามสดใสถึงขั้นหากฝนที่ตกหนักเมื่อคืนไม่ทิ้งหยดน้ำเกาะพราวตามใบไม้และกรอบหน้าต่างรอบๆ เรือนไทย ก็คงยากจะเชื่อว่าที่นี่เคยมีพายุลูกใหญ่พัดผ่าน ท่ามกลางเสียงนกและเสียงแมลง เสียงหัวเราะของลูกค่ายที่เริ่มทย
ความคิดเห็น