Masukเสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังป้อมยามดังเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบยามดึกสงัดที่มีเพียงลมเย็นชื้นและเสียงสปอตไลต์หึ่งๆ นนท์ยกฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อขึ้นถูลงกับกางเกงเครื่องแบบ ร่างสูงใหญ่ผุดลุกผุดนั่งบนเก้าอี้พลาสติกอย่างคนนั่งไม่ติด สายตาคอยแต่มองสลับไปมาระหว่างหน้าจอมือถือสลัวๆ ทุกห้านาที กับการทอดมองผ่านบานกระจกป้อมยามออกไปในความมืดมิดภายนอกอย่างไม่มีจุดหมาย “มึงเป็นอะไรของมึงวะ วันนี้กูเห็นมึงแปลกๆ ว่ะ ลุกลี้ลุกลนยังไงบอกไม่ถูก” ศักดิ์ เพื่อน รปภ. ที่เข้าเวรกะดึกด้วยกันเอ่ยทักขึ้น พลางขมวดคิ้วมองท่าทีลุกลี้ลุกลนของนนท์อย่างสงสัย“กูเป็นยังไงเหรอวะ?” นนท์ถามกลับ เสียงรัวเร็ว น้ำเสียงมีร่องรอยของการพยายามกลบเกลื่อนความกระสับกระส่ายที่ซ่อนไม่มิด“กูเห็นมึงผุดลุกผุดนั่ง เดี๋ยวก็ชะเง้อมองไปข้างนอกนั่น เดี๋ยวก็หยิบมือถือขึ้นมาดูแต่ก็ไม่เห็นจะกดดูอะไรจริงจัง กูถามจริงๆ เถอะ มึงเป็นอะไรของมึงวะไอ้นนท์”“ไม่มีอะไรหรอก... แค่วันนี้กูแค่อยากกลับเร็ว รู้สึกท้องไส้ไม่ค่อยดีว่ะ” นนท์โกหกคำโตออกไป เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมากลบเกลื่อนความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในหัวใจศักดิ์ยกข้อมือข
ในยามดึกสงัดของป้อมยามหน้าไซต์งาน เสียงพัดลมเพดานสั่นกุกกักหมุนวนเอาความอับชื้นของค่ำคืนสาดกระทบผิวหนัง ลมเย็นชื้นสาดเข้ามาทางบานกระทุ้งเก่าๆ พอให้ความสลัวจากสปอตไลต์ด้านนอกส่องสว่างกระทบเงาร่างของสองลุงหลาน ลุงชูเอนหลังพิงผนังปูนขรุขระของป้อมยาม สายตามี่ยังคมชัดแม้วัยจะล่วงเลยเลขห้าไปแล้วจดจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของนนท์ หลานชายแท้ๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาจรดปากกาลงบนสมุดบันทึกประจำวันอย่างตั้งใจบรรยากาศรอบป้อมยามเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและเสียงหึ่งๆ ของเครื่องไฟที่หมุนวน แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น กลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดของตัณหาที่รอวันระเบิด จากรสนิยมมืดดำที่หลอมรวมสองชายต่างวัยไว้ด้วยกัน “ไอ้นนท์... พรุ่งนี้วันหยุดกู” ลุงชูเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงพร่าเบาแฝงความหยั่งเชิงนนท์หยุดปลายปากกาลงทันที เขาวางสมุดลงบนโต๊ะไม้ก่อนจะยืดตัวขึ้นจนหลังตรง เอี้ยวตัวหันกลับมามองหน้าแก สายตาของนนท์สบประสานกับตาของผู้เป็นลุงอย่างรู้เท่าทัน เขารับรู้ได้ทันทีว่า "วันหยุด" ของลุงชู หมายถึงโอกาสที่จะได้เชยชมร่างสวาทของเมียรักตนเองอีกครั้ง หลังจากเรื่องราวบ้าคลั่งระยำของไอ้พงษ์และไอ้เชิดจบลง“เอาส
ในความเงียบสงัดของค่ำคืนที่มีเพียงเสียงพัดลมเครื่องเก่าหมุนวนส่งเสียงดังสม่ำเสมอ แสงไฟสลัวจากถนนด้านนอกลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างเข้ามาเพียงน้อยนิด ทาบลงบนร่างของคนสองคนที่นอนกอดกกกันอยู่บนฟูกหลังเดิม นนท์กระชับอ้อมกอดแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน เขากอดพลอยไว้เหมือนคนกำลังจะจมน้ำที่คว้าขอนไม้สุดท้ายไว้ได้ และเหมือนพยายามจะใช้ร่างกายของตัวเองเป็นกำบัง เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เขาปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและโดดเดี่ยวเพียงลำพังน้ำตาของลูกผู้ชายไหลพรากอาบแก้มลงมาอย่างเงียบเชียบ นนท์ไม่ได้สะอื้นไห้เสียงดัง แต่มันคือความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึกลงไปในอก ทั้งคู่นอนหันหน้าเข้าหากันสบตากันเนิ่นนานในความมืดสลัว นนท์จ้องมองใบหน้าซูบเซียวของเมียรักราวกับจะบันทึกทุกรอยตำหนิและรอยแผลที่ความทุกข์ได้ทิ้งเอาไว้บนตัวเธอพลอยมองเห็นเงาสะท้อนของความรู้สึกผิดในดวงตาของนนท์ เธอรู้ดีว่าในใจของเขาตอนนี้กำลังถูกความเสียใจกัดกินจนเหวอะหวะ มือเรียวเล็กที่หยาบกร้านขึ้นจากการทำงานหนัก ค่อย ๆ เอื้อมขึ้นมาลูบไล้ที่ใบหน้าของผัวรัก เธอใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาที่ไหลนองแก้มเขาอย่างเบามือที่สุด ราวกับจะช่วยปัดเ
ท่ามกลางกลิ่นน้ำล้างจานที่เจือจางและไอร้อนระอุหลังร้านข้าวขาหมู นนท์ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใคร เขาประคองใบหน้าซูบซีดที่ดูเล็กลงไปถนัดตาของพลอยไว้ในอุ้งมือที่หยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่นที่สุด นนท์ใช้หัวแม่มือเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากพวงแก้มของเมียรักอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าหากเขาลงแรงมากไปเพียงนิด ร่างกายที่ดูเปราะบางเหมือนแก้วร้าวนี้จะแตกสลายคามือ“พี่นนท์... พลอยขอโทษ... พลอยขอโทษจ้ะพี่...”พลอยยังคงพร่ำคำขอโทษออกมาไม่ขาดสาย เสียงของเธอสั่นพร่าและเบาหวิวเหมือนธูปที่กำลังจะมอดดับ แววตาที่จ้องมองนนท์เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ทับถมอยู่เต็มอก“พลอยไม่ต้องขอโทษพี่แล้ว... พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษพลอย พี่มันโง่เอง พี่ไม่รู้เลยว่าพลอยต้องเจออะไรบ้าง” นนท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริก ละล่ำละลักบอกความในใจอย่างไม่คิดจะปิดบังความอ่อนแออีกต่อไป “กลับบ้านเราเถอะนะพลอย... กลับไปอยู่ด้วยกันนะ”คำว่า ‘บ้านเรา’ ที่หลุดออกมาจากปากนนท์ เหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนใจที่แห้งผากของพลอยมานานนับเดือน“พี่นนท์...”พลอยเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่เบาหวิวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความตึงเครียดที่สะสมมานาน ความเหน
นนท์ชะงักงัน ร่างกายที่เคยแข็งทื่อราวกับหินผาพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เขาเงยหน้าขึ้นมองอี๊ดด้วยแววตาของคนที่เพิ่งจะตื่นจากฝันร้ายเพื่อมาพบกับความจริงที่ร้ายกาจยิ่งกว่า แววตาคมเข้มคู่นั้นสั่นระริกด้วยความสับสนและหวาดหวั่นในสิ่งที่เขากำลังจะได้ยิน“อี๊ด... อี๊ดหมายความว่ายังไง?” นนท์โพล่งออกมาอย่างร้อนรน น้ำเสียงที่เคยพยายามข่มให้มั่นคงกลับพร่าขาดเป็นห่วง ๆ“ก็หมายความว่า... มันไม่ได้อยากจะทิ้งพี่ไปอยู่กับไอ้พี่พงษ์นั่นหรอก แต่มันจำเป็นต้องไปน่ะสิ!” อี๊ดจ้องตานนท์กลับอย่างไม่ลดละ แววตาของเธอนอกจากความสลดรันทดแล้ว ยังมีความขุ่นเคืองแฝงอยู่ลึก ๆ ที่เห็นนนท์มองข้ามความจริงข้อนี้ไป “อยากรู้ไหมว่าทำไม?”“ทำไม!” นนท์ถามสวนกลับมาทันควัน หัวใจของเขาเต้นระรัวจนเจ็บแปลบในอก“เพราะมันไม่ต้องการให้พี่กับลุงชูต้องตกงาน และต้องเสียชื่อเสียงเพราะมันยังไงล่ะ!” อี๊ดพ่นความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มและจริงจัง ราวกับจะตอกย้ำให้มันฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของนนท์ “ไอ้พี่พงษ์มันรู้จักหัวหน้าพี่... อันนี้พี่รู้หรือเปล่า?”นนท์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ส่ายหน้าช้า ๆ คิ้วหนาขมวดมุ่นจนแทบจะ
ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ทอแสงอ่อนลง ลมพัดเอื่อยพัดพากลิ่นหอมจาง ๆ ของยอดหญ้าและผิวน้ำในสวนสาธารณะอันกว้างขวาง นนท์ทรุดกายลงนั่งเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างอาทร เขาจ้องมองไปยังผืนน้ำนิ่งสงบที่มีจักรยานน้ำรูปหงส์สีขาวสะอาดตาหลายลำกำลังลอยล่องอยู่ไกล ๆสายตาของเขาจับจ้องไปที่คู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานน้ำลำนั้นอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะสดใสและเสียงตะโกนหยอกล้อของทั้งคู่ดังก้องมาตามลม มันช่างเป็นภาพที่ทิ่มแทงใจนนท์อย่างรุนแรง เพราะมันช่างเหมือน... เหมือนเขากับพลอยในวันแรก ๆ ที่เคยมาที่นี่ด้วยกันเหลือเกินในหัวของนนท์ ภาพซ้อนทับเริ่มปรากฏขึ้น ราวกับกาลเวลาถูกหมุนย้อนกลับไป เขายังจำวันนั้นได้ดี วันที่เขาและพลอยตกลงใจกันว่าจะลองลงไปเล่นเจ้าหงส์ขาวนั่นเป็นครั้งแรก พลอยในชุดกระโปรงตัวเก่งที่ดูร่าเริงสดใสพยายามจะก้าวลงเรือด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ จนเขาต้องรีบเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็ก ๆ นั่นไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือในวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกเขาจำได้ถึงเสียงหัวเราะที่พลอยแกล้งปั่นจนเขาตามไม่ทัน จำได้ถึงหยาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมของเธอ และแวว
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...เสียงไม้กระทบไม้เพียงไม่กี่ครั้ง กลับทำลายจังหวะความครึกครื้นภายในห้องเช่านั้นลงอย่างฉับพลัน ประตูแง้มออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายแปลกหน้าที่ตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา กลิ่นเบียร์และไอร้อนจากการสังสรรค์โชยออกมาปะทะหน้าของนนท์ราวกับจะตอกย้ำว่าเขากำลังยืนอยู่คนละโลก“มาหาใครคร
ความเงียบสงัดในช่วงกลางดึกถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่หอบพร่า นนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะอาการปวดเบาที่รบกวนตามประสาทสัมผัส แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับกายลุกขึ้น เสียงหนึ่งที่แผ่วเบาจนแทบจะจางหายไปกับอากาศกลับฉุดรั้งให้หัวใจของเขาเต้นรัวแรง"อื้อออ... อื้มมม..."มันเป็นเสียงครางกระเส่าที่เล็ดลอดออกมาจา
ภายใต้แสงไฟนีออนดวงเก่าที่กะพริบถี่ๆ ส่งเสียงหึ่งๆ อยู่บนเพดานห้องเช่ารูหนูของลุงชู บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นั้นร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น ลุงชูกับนนท์นั่งทรุดตัวลงบนฟูกเก่าที่ปูราบอยู่กับพื้นปูนซึ่งเย็นชืด พัดลมตั้งโต๊ะตัวเล็กๆ ที่ฝาครอบมีฝุ่นเกาะหนากำลังส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า
นนท์ไม่รอช้า เขาขึ้นคร่อมบนตัวของพลอยทันที จัดการจับลำควยของตัวเองที่แข็งโด่เต็มที่ จ่อเข้ารูหีของเมียที่ยังคงเยิ้มไปด้วยน้ำเงี่ยนและน้ำควยของลุงชู“อ๊าาาาาาาาาา!!! พี่นนท์...” พลอยสะดุ้งเฮือก แต่เสียงกรีดร้องของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อนนท์ออกแรงกดพรวดเดียว แท่งเนื้อของเขาเสียบเข้ารูหีของเธอจนมิ







