LOGINมนต์มีนาเดินออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่ในอาคารจอดรถของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งหลังจากที่ตัดสินใจมาตรวจกับคุณหมอเพื่อความมั่นใจ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้ซื้อที่ตรวจครรภ์มาลองตรวจดูแล้ว และผลที่คุณหมอแจ้งก็เป็นการแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่คนใหม่
ทันทีที่ทราบผลอย่างแน่ชัดไม่ผิดเพี้ยนร่างบางก็ถึงกับตัวชาไปทั่วขณะ ดวงตาที่จ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้าคุณหมอคล้ายอยู่ในสภาวะตกใจกับอะไรบางอย่างจนคุณหมอต้องสอบถามความพร้อมเบื้องต้น เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้เธอจึงบอกว่าไม่เป็นอะไร ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าปัญหากำลังจะตามมาอีกมากมาย
เธอท้อง ในวันที่เขาทิ้งเธอไป
หญิงสาวกลับมาคิดถึงอนาคตในรถอีกครั้ง ว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น จะตัดปัญหาให้มันจบ ๆ ด้วยการไม่ให้เด็กคนนี้เกิดมาแล้วเธอก็ดำเนินชีวิตอย่างไม่ต้องมีภาระเพิ่มต่อไป หรือจะบอกคนที่ร่วมทำให้เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อให้เขาช่วยมารับผิดชอบ เมื่อคิดถึงผู้ชายคนนั้น คำพูดเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมา
‘ถึงเราจะเลิกกัน แต่สิ่งที่ผมให้คุณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันก็ทำให้คุณอยู่ได้อย่างไม่ลำบากอะไร’
เป็นการย้ำเตือนเธอให้รู้ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่เขาให้เธอไว้ก็พอจะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก และคงจะไม่ลำบากเกินไปถ้าจะเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตด้วย เป็นแบบนี้แล้วจะกล้าบากหน้ากลับไปหาเขาอีกเหรอ จากแววตาเอือมระอาที่เขาใช้มองเธอตอนเกรี้ยวกราดกรีดร้องจะทวีความเกลียดชังมากขึ้นแค่ไหนถ้ารับรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมา
อยากจะบอกว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้คาดคิดจะท้องขึ้นมาตอนนี้ เรื่องลูกยังไม่ได้อยู่ในแพลนชีวิตของเธอเหมือนกัน จะว่าพลาดพลั้งป้องกันไม่ได้ก็ถูกต้อง
มนต์มีนายกโทรศัพท์โทร. หาลูกพี่ลูกน้องญาติคนเดียวที่เธอคิดว่ายังพอพึ่งพาได้ คุยกันไม่นานหญิงสาวก็ออกรถมุ่งหน้าไปยังบ้านที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี
ตอนนี้พี่สาวของเธอก็อาศัยอยู่กับลูกสาววัยใกล้สามขวบเพียงสองคนหลังจากที่ผู้เป็นป้าเพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อสองเดือนก่อน ส่วนพ่อของหลานสาวตัวน้อยก็นาน ๆ ครั้งจะกลับมาบ้าน
ลูกพี่ลูกน้องอายุมากกว่ามนต์มีนาห้าปี เป็นคนหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ทว่าตั้งแต่คลอดลูกสาวประกอบกับไม่ได้มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่ทำให้ตอนนี้กลายเป็นสาวรูปร่างค่อนข้างอ้วนฉุน้ำหนักไม่ลง
มนต์มีนาขับรถกลับมาที่บ้านไม้สองชั้นสภาพกลางเก่ากลางใหม่มีรั้วเหล็กขึ้นสนิมล้อมรอบบริเวณบ้านส่วนของตน หญิงสาวเล่าเรื่องที่เธอเลิกกับแฟนหนุ่มให้พี่สาวฟังเท่าที่อยากจะเล่า และบอกว่าตนเองกำลังท้องจึงอยากจะกลับมาอยู่ที่บ้าน ซึ่งปิยะนุช หรือปลา อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้กีดกันอะไร เพราะจริง ๆ แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านของบิดามนต์มีนา ชื่อเจ้าของบ้านเป็นชื่อเธอ แต่หลังจากบิดาของเธอเสียชีวิตป้ากับลูกสาวก็พากันย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ป้าไม่ค่อยชอบแม่ของเธอเท่าไหร่ มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่ตลอด จนสุดท้ายเมื่อแม่จากไปอีกคนบ้านหลังนี้ก็เหมือนไม่ใช่บ้านของเธอ กระทั่งมนต์มีนาตัดสินใจย้ายออกมาอยู่กับจวินเธอก็ไม่ได้ย้อนกลับมาที่บ้านนี้อีกเลย จนวันนี้
“จะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเหรอ อืม ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มาช่วยดูแลรับส่งเปียไปโรงเรียนด้วยตอนพี่ไปทำงาน การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโคตรเหนื่อยเลยพี่จะบอกให้ ผู้ชายมันเฮงซวยก็ช่างหัวมันเถอะ ว่าแต่มันไม่ให้อะไรไว้บ้างเลยเหรอ”
มนต์มีนาที่นั่งมองหลานสาววัยสองขวบปลายนอนระบายสีภาพวาดอยู่ที่พื้นส่ายหน้าช้า ๆ ในอกชอกช้ำ พี่สาวถึงกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างคับแค้นใจแทนก่นผู้ชายคนนั้นต่อว่า
“เลวจริง ๆ เลย ผู้ชายสมัยนี้ แล้วจะกินจะใช้ยังไง นี่พี่ถามจริง ๆ นะมี่ อย่าหาว่าพี่ใจดำอำมหิตนะ”
ปลานั่งมองหน้าน้องสาวที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบ พูดน้อยคำ บอกเล่าแต่เรื่องที่จำเป็น
“...มีเงินเลี้ยงลูกที่จะเกิดมาเหรอ ถ้าคิดว่าไม่มี ก็ไปเอาออกเถอะ เรายังสาวยังสวยยังหาเงินเลี้ยงตัวเองให้สบายได้อีก ไม่ต้องไปคิดเรื่องบาปบุญให้มันหนักสมองหรอกนึกถึงชีวิตตัวเองดีกว่า แต่ถ้ามีลูกเงินทุกบาทที่ได้มาก็ต้องมาทุ่มให้ลูก ดูอย่างพี่สิ หามาเท่าไหร่ก็ไม่พอ”
มนต์มีนาสะอึกกับถ้อยคำเหล่านั้น แต่สิ่งที่พี่สาวพูดมาก็เป็นความจริงทั้งนั้นเธอไม่เถียง หญิงสาวกลืนความขมขื่นลงคอก่อนเงยหน้าสบตาพี่สาว บอกในสิ่งที่เธอคิดใคร่ครวญมาแล้วว่า
“ถ้ามี่เอาลูกออก ชีวิตมี่ก็ไม่เหลือใครอีกแล้วนะ ให้มี่เก็บลูกไว้เถอะ มี่คิดว่ามี่เลี้ยงได้ ลำบากก็ลำบากไปด้วยกันนี่แหละ”
พี่สาวเบะปากใส่ปนหมั่นไส้ในความคิด ถามเหน็บ
“แล้วคิดว่าชาตินี้จะไม่มีผัวอีกแล้วเหรอ ถ้ามีผู้ชายดี ๆ รวย ๆ มาจีบมาทำให้ชีวิตสบายก็จะไม่เอาอีกว่างั้น”
มนต์มีนาเงียบ
“โถ่เอ้ย แค่ไปเอาออกมันจะอะไรกันนักหนา ดีกว่าต้องสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิต”
ว่าแล้วปิยะนุชก็หลุบสายตาขุ่นขวางจะมองลงมาที่ลูกตัวเอง
“ถ้าฉันรู้ว่ามีลูกแล้วมันจะทำให้ลำบากขนาดนี้ ฉันก็จะเอามันออกตั้งแต่แรกเหมือนกัน”
ปิยะนุชลุกหนีเข้าไปในครัวด้วยความหงุดหงิดในตัวน้องสาว ประกอบกับปัญหาส่วนตัวที่มีอยู่ คิดในใจ... บ่นอุบอิบกับตัวเองถึงน้องสาวที่ท้องไม่มีพ่อ
‘ถ้ารู้ว่าจะกลับมาฉันไม่ส่งนังเปียเข้าเนิร์สเซอรีให้เปลืองเงินหรอก ให้แกมาช่วยเลี้ยงดีกว่า ทำไมไม่บอกเร็วกว่านี้ว่าจะกลับมาอยู่บ้าน’
หลังจากที่คุยกับพี่สาวแล้วมนต์มีนาก็ขับรถกลับมาที่คอนโดมิเนียม เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาก็รู้สึกถึงความเงียบ อ้างว้างเสียจนเหน็บหนาว จวินไม่ได้กลับมาเหยียบที่ห้องนี้อีกเลยตั้งแต่วันนั้น หลายครั้งที่เธอทนรอไม่ไหวเป็นฝ่ายติดต่อกลับไปหาเขา แต่ก็ถูกปฏิเสธการพูดคุยด้วยการตัดสายไปทุกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเขาได้ตัดเธอออกไปจากชีวิตแล้ว
มือเรียวยกมือกุมที่หน้าท้องทรุดกายนั่งลงบนพื้นฟุบหน้าลงบนโซฟาสีขาวแล้วปล่อยเสียงสะอื้น ทำใจยากที่จะจากที่นี่ไปแต่ถ้าอยู่เธอต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกทั้งต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เธอไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้เกรงว่าจะทำไม่ไหว แต่ถ้ากลับไปอยู่บ้านกับพี่สาวเกิดอะไรขึ้นก็พอจะมีคนช่วยเหลือดูแลกันได้บ้าง
สามวันต่อมามนต์มีนาจึงเริ่มขนของออกจากคอนโดมิเนียมที่เคยอยู่มาสี่ปีจนของใช้ส่วนตัวของเธอไม่เหลือติดไว้ที่ห้องสักชิ้นเดียว
คลาดกันเพียงแค่ขึ้นลงลิฟต์คนละตัวจวินก็เปิดประตูเข้ามาในห้องในรอบหลายวันที่เขาไม่ได้มาเหยียบเพื่อจะมาดูว่ามนต์มีนายังอยู่ที่นี่หรือไม่ และสิ่งที่จวินได้พบก็คือความว่างเปล่าจนน่าใจหาย ชายหนุ่มเดินเข้าไปสำรวจตามมุมต่าง ๆ ก่อนจะจบที่ห้องนอน ตู้เสื้อผ้าที่ไม่พบสิ่งของใด ๆ ของเธออยู่อีก
ไปแล้ว ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ก็ดีแล้วนี่
ชายหนุ่มพยายามตัดความอาวรณ์ออกจากใจ บอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็นความผูกพันที่อยู่ด้วยกันมานานเท่านั้น เมื่อปลายทางชีวิตไม่คิดจะมีกันร่วมทางตลอดไปอยู่แล้ว ต่อจากนี้มนต์มีนาก็คงเป็นเพียงอดีตของเขาคนหนึ่งเท่านั้น
^
^
^
***ต่อไปนี้จะเป็นยังไง รอดูชีวิตมี่ และเป็นกำลังใจให้น้องด้วยนะคะ แต่อยากจะบอกว่า มันหนักขึ้นนะ งื้อ...
หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็เมื่อร่างกายได้รับการรักษาดูแลเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยที่เธอไม่อาจรู้เลยว่าตอนที่สลบไปคุณหมอได้รักษาเธอด้วยวิธีการใด ร่างบางใบหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียงคนเดียวไร้คนเคียงข้างในวันที่ต้องการใครสักคนอีกแล้ว กวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ผนังห้องสีขาวของโรงพยาบาล แต่เหมือนเธอก็ชินเสียแล้วกับการที่อยู่มาตัวคนเดียวแบบนี้เมื่อสติรับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งจากการถูกการที่อดีตเอเจนซีทำร้ายร่างกายอย่างหนัก สมองก็ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซอนย่าเข้ามาทำร้ายเธออย่างรุนแรงเหมือนว่าโกรธแค้นเธอมากอยากฆ่าให้ได้เลยยิ่งดี แต่ตอนที่มันกระทุ้งเข่าใส่ท้องเธอจนล้มตัวงอลงกับพื้นเธอได้ยินพวกมันพูดว่า‘...ทำไมเลือดมันไหลออกตรงนั้น หรือว่ามันตกเลือด…’ตกเลือด! มุกกันยาใจหายวาบขึ้นมาทันใด มือเผลอเลื่อนมากุมที่หน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ผงกศีรษะขึ้นอย่างลืมตัวก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนต้องทิ้งศีรษะลงกับหมอนอย่างเก่า นอนคิดอีกไม่กี่อึดใจจึงบอกกับตัวเองว่า อาการตกเลือดต้องเกิดขึ้นได้เฉพาะกับคนท้องเท่านั้นไม่ใช่หรือ แล้วเธอ...?ในขณะที่กำลังห
แต่การทำงานในวงการพริตตีมันก็ค่อนข้างแคบคนก็รู้จักกันเกือบหมด ดังนั้นเมื่อมุกกันยาเริ่มรับงานเองมีหรือที่อดีตเอเจนซีของเธออย่างซอนย่าจะไม่รู้เรื่อง ตัวซอนย่าเองก็มีเรื่องที่ต้องเคลียร์กับพริตตีสาวเหมือนกัน ในเมื่อคืนนั้นตัวหล่อนพามุกกันยาเข้าไปหาเสี่ยนักธุรกิจไม่ได้จึงถูกเสี่ยเล่นงานอย่างหนัก คราวนี้หล่อนจึงมาเอาคืนหลังจากเสร็จงานอิเวนต์หนึ่ง มุกกันยาที่เข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับคอนโดมิเนียมก็เจอกับซอนย่ากะเทยร่างยักษ์ที่มาพร้อมกับมะยมมือขวาของตน ทั้งสองคนเข้ามาหาเธอถึงในห้องน้ำพร้อมทั้งปิดประตู ล็อกไม่ให้คนอื่นเข้ามา มุกกันยาที่เห็นท่าไม่ดีก็รู้สึกได้ว่าภัยกำลังเข้ามาใกล้ตัว เพราะสีหน้าแววตาของซอนย่ากับมะยมดูท่าทางแล้วคงไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แน่ ๆ“ต้องการอะไรอีก เราจบกันไปแล้ว”“จบอะไรกันจ๊ะน้องกลอยของพี่ พี่หวังดีกับน้องกลอยเสมอนะถึงได้ตามมาดูว่าน้องกลอยเป็นยังไงบ้างตอนนี้ ยังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่รึเปล่า”“แกไม่ต้องมายุ่งอะไรกับฉันอีกแล้ว ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”ซอนย่าหันไปหัวเราะกับมะยมด้วยสีหน้าขบขันก่อนจะว่า“แจ้งความเรื่องอะไรไม่ทราบ”“ก็เรื่องคืนนั้นที่แกวางยา
เมื่อห้าปีก่อนหลังจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผ่านพ้นไป มุกกันยาพาตัวเองออกมาจากห้องนั้นและลงมายังชั้นล่างของคอนโดมิเนียมในเช้าวันต่อมาจากการที่เธอขอความช่วยเหลือจากแม่บ้านที่ขึ้นมาทำความสะอาดชั้นนี้พอดี เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเองได้หญิงสาวก็อ่อนแรงจนหลับยาวข้ามวันข้ามคืนไปอีกวัน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็สับสนจนทำอะไรไม่ถูก แม้ว่าก่อนจะออกจากห้องเธอจะสังเกตเห็นซากถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วถูกทิ้งอยู่บนพื้นสามชิ้นเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝันแต่เมื่อตั้งสติได้มุกกันยาก็รีบไปโรงพยาบาลให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายของเธออีกครั้งพร้อมกับขอยาคุมฉุกเฉินและฉีดยาต้านไวรัสด้วย จากนั้นจึงรีบกลับมาที่ห้องเพื่ออาบน้ำล้างเนื้อตัวให้สะอาดอีกครั้ง หญิงสาวนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำจมดิ่งอยู่กับความเศร้าจนต้องกรีดร้องออกมาเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กระทำชำเราร่างกายของเธอเป็นใคร และในช่วงเวลานั้นนอกจากความกลัวเธอก็ไม่กล้าที่จะคิดทำสิ่งใดเมื่อสายตามองเห็นประตูทางออกสติก็ดึงเธอให้รีบออกมาจากตรงนั้นโดยเร็ว ใช้เวลาคิดทบทวนกับตัวเองอีกสักพักเธอก็เริ่มรู้แล้วว่าอาการที่เกิดขึ้นกับเธอคืนนั
สามวันต่อมาคุณชวลิตกับคุณหญิงชลาลัยบิดามารดาของชวัลดนย์กับชญาพัฒน์กลับมาจากเที่ยวต่างประเทศ ผู้เป็นลูกชายจึงนำเครื่องเพชรไพลินที่ร่วมประมูลในงานมามอบให้มารดา พอท่านเห็นก็รู้สึกชอบและดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งสองรับรู้ได้เกี่ยวกับลูกทั้งสองคนโดยเฉพาะชญาพัฒน์ที่ทำหน้าตาปั้นปึ่งใส่พี่ชายตลอดเวลาเหมือนมีเรื่องงอนอะไรกันอยู่ เห็นแบบนี้แล้วคนเป็นแม่จึงถามออกมา“ลูกสองคนทะเลาะอะไรกันรึเปล่า ทำไมตั้งแต่พ่อกับแม่กลับมาถึงไม่เห็นพูดจาอะไรกันเลย แล้วทำไมน้องถึงได้มองค้อนพี่ตลอดเวลาอย่างนี้คะ มีอะไรจะพูดให้พ่อกับแม่ฟังมั้ย”ชญาพัฒน์เชิดใส่พี่ชายเมื่อชายหนุ่มถอนหายใจแล้วมองมาที่เธอ หญิงสาวจึงถือโอกาสฟ้องพวกท่านเรื่องที่เธอเห็นเขานั่งรับประทานอาหารกับแม่นางแบบคนนั้นแทนที่จะเป็นเพชรไพลินเพื่อนสาวที่เธอแนะนำให้“ก็พี่โชแปงสิคะคุณแม่เกิดติดใจนางแบบถือเครื่องเพชรชุดที่คุณแม่ได้มาถึงขนาดชวนกันไปกินข้าวแบบสองต่อสอง ชาไปเจอเข้าเลยเข้าไปถามแล้วพี่โชแปงก็ทำท่าไม่พอใจโมโหใส่ชา”ชญาพัฒน์หันมาจ้องหน้าพี่ชายแล้วสะบัดหน้าไปส่งสายตาออดอ้อนกับผู้เป็นมารดาให้เข้าข้างตนเหมือนเคย“จริงเหรอลูก ลูกไปทา
จากนั้นมุกกันยาก็ขับรถมาที่สตูดิโอของเธอกับมนต์มีนาที่เปิดคอร์สสอนการพัฒนาบุคลิกภาพหญิงสาวเป็นคนสอนการเดินแบบให้กับสาว ๆ ในภาคบ่ายพร้อมกับมนต์มีนาที่ผลัดเปลี่ยนกันสาธิต การจัดระเบียบร่างกาย ถ่ายทอดและแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ที่ตนเองเรียนรู้มาอย่างน่าสนใจ จนถึงเวลาพักสองพริตตีสาวที่ตอนนี้กลายมาเป็นโคชจึงมีเวลามานั่งคุยกันมุกกันยาเริ่มบทสนทนาว่า “วันนี้ฉันไปกินข้าวและได้คุยงานกับคุณชวันดลย์มาแล้วนะ”เธอยังเรียกเขาด้วยชื่อจริง เพราะไม่ได้มีความรู้สึกสนิทสนมกับเขาในระดับเดียวกับมนต์มีนา“อืม เป็นไงบ้าง”“เขาก็เสนองานมาให้ฉันช่วยดูและให้ทำด้วยอะนะ แต่ฉันคิดว่าจะไม่ทำเอง แต่จะหาคนที่เหมาะสมไปทำมากกว่า นี่ถ้าเราเสนอคนที่บุคลิกเข้าตา มีแววว่าจะไปได้สวยจากคลาสของเราให้เขาพิจารณา แล้วถ้าสาว ๆ ที่เราเสนอโพรไฟล์ไปแล้วผ่านได้ไปทำงานกับเขา สตูดิโอของเราก็จะมีชื่อเสียงขึ้นด้วยนะ เพราะเหมือนว่ามาเรียนกับเราแล้วก็มีโอกาสได้งานด้วย”“ก็ใช่น่ะสิ คุณโชแปงเขาช่วยเรามากเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ เขาก็มีคอนเน็กชันมากมายจะหาพริตตีหรือพรีเซนเตอร์สวย ๆ จากเอเจนซีไหนก็ได้”มนต์มีนาเสริม เพราะชวัลดนย์ให้ความช่วยเหลือและเอ็น
“...มานั่งตกลงเรื่องค่าตัวกันอยู่”เอ่ยจบก็หันไปยิ้มกับเพชรไพลินที่ยืนก้มหน้าทำสีหน้าแววตาใสซื่อพร้อมทั้งขยิบตาเป็นเชิงบอกว่า‘เธออยู่เฉย ๆ แบบสวย ๆ เถอะจ้ะเพื่อนรัก ฉันจะจัดการแม่นี่ให้เอง’เมื่อโดนดูถูกแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ มุกกันยาถึงกับพ่นลมหายใจกลอกตาขึ้น ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกขบขันกับคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะมองกลับไปที่ชญาพัฒน์แบบไม่หลบสายตาแล้วเอ่ยตอบว่า“คุณรู้จักดิฉันด้วยเหรอคะ?” น้ำเสียงของมุกกันยาเรียบเรื่อยและไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นคนที่มีสถานะด้อยกว่า“คนอย่างฉันคงไม่ต้องลดตัวไปรู้จักคนอย่างเธอละมั้ง” ชญาพัฒน์เชิดหน้าตอบกลับอย่างไว้ตัว มุกกันยายังคงยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบอีกครั้ง“อืม...ก็คงแสดงว่าเราไม่รู้จักกันนะคะ เพราะดิฉันก็ไม่รู้จักคุณเช่นกัน แต่จากที่ดู คุณเป็นคนหน้าตาดี ฐานะคงไม่ต้องบอกเพราะดูจากการแต่งตัวแล้วก็ต้องไม่ธรรมดา”ชญาพัฒน์ยิ้มมุมปากแบบเยาะ ๆ ยัยนางแบบโชว์เพชรนี่ตาถึงที่มองออกว่าเธอเป็นคนระดับไหน...“แต่...ถ้าไม่รู้จักกันแล้วมาพูดว่าดิฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเรียกว่า ‘ทึกทัก’ ซึ่งเป็นคำสุภาพของคำว่า ‘มโน’ ค่ะ แล้วถ้าดิฉันดูไม่ผิดการศึกษาของคุณคงไม่ใช่น้อย แ
วันนี้ที่โชว์รูมไร้วี่แววของจวินเพราะชายหนุ่มได้ส่งสเป็กและอ็อปชันต่าง ๆ ของรถเพิ่มเติมมาให้ทั้งหมดแล้วซึ่งก็ดีแล้วสำหรับมนต์มีนา แต่ถ้าเขาไม่มาที่นี่แล้วเขาจะไปไหนเมื่อหญิงสาวกลับมาถึงห้องลูกชายก็วิ่งเข้ามากอดเหมือนเช่นทุกครั้ง และป้าเล็กก็ขอตัวกลับบ้านหลังหมดหน้าที่เช่นเคย มนต์มีนาจึงถามลูกเรื่อ
วันต่อมาเมื่ออันนพและปิยะนุชออกไปทำงานและเปียไปโรงเรียนแล้ว มนต์มีนาจึงขับรถพามันเดย์ไปหาเพื่อนพริตตีที่เธอไว้ใจฝากกระเป๋าแบรนด์เนมไว้ ตลอดเวลาที่มนต์มีนาท้องเธอไม่เคยบอกใคร การพูดคุยกับเพื่อนก็เป็นการคุยผ่านทางแอปพลิเคชันสนทนาและโทร. คุยแบบไม่เห็นหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพาลูกไปหาเพื่อนสนิทเมื่อ
และแล้วมนต์มีนาปล่อยเสียงสะอื้นอย่างสุดจะกลั้นไว้จริง ๆ สัญญาณที่เขาส่งให้รู้มาพักหนึ่งได้เปิดเผยในวันนี้ และการที่มนต์มีนาร้องไห้เสียงดังขึ้นก็ทำให้จวินคิดว่าหญิงสาวคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่ จึงใช้ไม้ตายสุดท้ายที่เก็บซ่อนไว้บอกความจริงตั้งแต่แรกเริ่มให้รู้ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ เธอควรได้รู้ความจร
ตั้งแต่เริ่มงานมอเตอร์โชว์จนสิ้นสุดงานวันสุดท้ายไปแล้วมนต์มีนาก็ยังไม่ได้เจอหน้ากับจวินเลย เธอส่งข้อความไปหาเขาตามปกติไม่มีข้อความตัดพ้อใด ๆ เพราะเรื่องเหล่านั้นถ้าจะคุยกันก็ควรกลับมาคุยกันซึ่งหน้าดีกว่า จวินตอบข้อความของเธอบ้าง ไม่ตอบบ้าง บอกเพียงว่าช่วงนี้งานเขายุ่ง แต่เธอเข้าไปดูความเคลื่อนไหวใน







