Semua Bab อ๋องวิปลาสผู้นั้น...แท้จริงแล้วน่ารักเกินคาด: Bab 1 - Bab 10

30 Bab

บทที่ 1 ราชโองการสีเลือด

ลมหนาวเดือนสิบสองกรรโชกแรงหวีดหวิวราวเสียงวิญญาณคร่ำครวญ ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุพังเข้ามาจนร่างผอมบางหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ 'ไป๋ชิงโจว' กระชับเสื้อคลุมตัวเก่าที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนเข้าหาตัว พยายามกักเก็บไออุ่นอันน้อยนิดไม่ให้ระเหยหายไปกับสายลม แม้อากาศจะเย็นเยียบจนปลายนิ้วเรียวงามซีดเผือด ทว่ามือข้างขวายังคงประคองก้านพู่กันมั่น จรดปลายขนสัตว์ลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างตั้งใจ ตวัดหมึกวาดกิ่งเหมยที่ชูช่อท้าทายหิมะอย่างเด็ดเดี่ยว ราวกับสะท้อนตัวตนของผู้วาดที่แม้จะอยู่ในที่ต่ำต้อยเพียงใด ก็มิยอมค้อมหัวให้โชคชะตา แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตตกยากในสกุลขุนนางปลายแถวที่ถูกลืมเลือน ทว่าฝีมือการวาดภาพของไป๋ชิงโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือระบือไกลในตลาดมืด ภาพวาดทิวทัศน์และดอกไม้ภายใต้นามแฝงของเขา เป็นที่ต้องการของเหล่าคหบดีมีเงิน แลกเปลี่ยนเป็นเบี้ยหวัดได้มากพอจะต่อลมหายใจคนสกุลไป๋ให้อยู่รอดไปได้อีกแรมเดือน "คุณชาย... คุณชายขอรับ!" เสียงตื่นตระหนกของ 'อาฝู' บ่าวคนสนิทดังแทรกความเงียบสงบในห้องหนังสือ ก่อนที่ประตูไม้บานเก่าจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานพับส่งเ
Baca selengkapnya

บทที่ 2 เกี้ยวเจ้าสาวกับม้าหมุนวนแปดสิบรอบ

ภายในเกี้ยวเจ้าสาวสีดำทมิฬที่ปิดทึบทุกด้าน มีเพียงแสงสลัวจากช่องระบายอากาศลอดผ่านเข้ามาเพียงริ้วบาง ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังเหยียดตรงประหนึ่งคันธนู สองมือภายใต้สาบเสื้อคลุมเจ้าสาวกำชายผ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว บรรยากาศภายนอกเกี้ยวช่างแตกต่างจากความเงียบงันภายในราวกับคนละภพ เสียงเซ็งแซ่ของผู้คน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของเหล่าทหาร และเสียงดนตรีที่ฟังดูแปร่งหูยังคงดังลอดเข้ามาเป็นระยะ โดยปกติแล้วงานมงคลสมรสย่อมต้องเป่าขลุ่ยดีดพิณบรรเลงทำนองหวานซึ้ง ทว่าดนตรีของขบวนรับตัวเจ้าสาวแห่งวังอ๋องฉินนี้ กลับหนักไปทางเสียงกลองรัวเร็วและเสียงแตรเขาสัตว์ที่ดังกึกก้องกัมปนาท ประหนึ่งกำลังจะเคลื่อนทัพไปบดขยี้ศัตรูในสนามรบ มากกว่าจะมารับภรรยาคู่ชีวิต ‘นี่ข้ากำลังจะไปเข้าพิธีมงคล หรือกำลังจะไปออกศึกกันแน่?’ ไป๋ชิงโจวรำพึงในใจด้วยความขมขื่น ฉับพลันนั้น เกี้ยวหลังมหึมาก็หยุดชะงักลง ส่งผลให้ร่างโปร่งเซถลาไปกระแทกผนังเกี้ยว “เกิดอันใดขึ้น!” เขาเผลออุทานออกมาแผ่วเบา มือรีบควานหาด้ามมีดสั้นในรองเท้าโดยสัญชาตญาณระวังภัย เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านหน้า
Baca selengkapnya

บทที่ 3 คืนเข้าหอสุดระทึกหรือไม่?

แสงเทียนวูบไหวตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาทางบานหน้าต่าง สาดส่องกระทบกับแท่งทองคำนับร้อยในหีบไม้จนเกิดประกายวิบวับบาดนัยน์ตา 'ไป๋ชิงโจว' นั่งนิ่งสงบอยู่บนเตียง มือขวายังคงกำด้ามมีดสั้นงาช้างไว้มั่น แม้จะลดระดับลงมาวางพักที่หน้าตักแล้ว ทว่าสัญชาตญาณระวังภัยยังคงพุ่งสูงลิ่ว ดวงตาดอกท้อจ้องเขม็งไปที่บุรุษร่างยักษ์เบื้องหน้า 'หลี่โม่หราน' หรือฉินอ๋องผู้เหี้ยมโหด บัดนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพรมขนสัตว์ราคาแพงระยับ ไหล่กว้างที่เคยผายผึ่งดูห่อเหี่ยวลงอย่างน่าประหลาด ใบหน้าหล่อเหลาที่ปราศจากหน้ากากเหล็กกำลังก้มงุด จ้องมองลวดลายบนพรมราวกำลังสนทนาธรรมกับมัน “ท่านอ๋อง...” ไป๋ชิงโจวเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววคุกคาม “ท่านคิดจะเล่นลูกไม้อันใด?” หลี่โม่หรานสะดุ้งโหยงไหล่กระตุก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาภรรยาหมาดๆ เพียงแวบเดียวแล้วรีบหลบสายตาวูบ “ป...เปิ่นหวางมิได้มีลูกไม้” สุ้มเสียงทุ้มลึกตะกุกตะกัก “ข้า... ข้าเพียงแค่...” “แค่?” “แค่กลัวเจ้าเจ็บ!” หลี่โม่หรานโพล่งออกมาเสียงดังจนตนเองยังตกใจ แล้วรีบยกมือปิดปาก “ข...ข้าหมายถึง..
Baca selengkapnya

บทที่ 4 อาการวิปลาสกำเริบ...หรือแค่เพราะกุยช่าย?

รุ่งอรุณแรกของการใช้ชีวิตในฐานะ 'พระชายาเอก' แห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ เริ่มต้นขึ้นอย่างสดใสสำหรับไป๋ชิงโจว ทว่าดูเหมือนจะมิใช่สำหรับเจ้าของวังอย่างหลี่โม่หราน แสงสุริยาอ่อนจางยามสายสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างฉลุลาย ไป๋ชิงโจวนั่งสงบอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้บ่าวรับใช้คนใหม่ ซึ่งถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันโดยท่านอ๋อง ว่าต้องเป็นผู้ที่มีรูปโฉม 'สามัญที่สุด' เพื่อมิให้ระคายเคืองสายตาพระชายา ช่วยสางเส้นเกศายาวสลวยอย่างเบามือ ดวงตาดอกท้อมองผ่านเงาสะท้อนในคันฉ่องไปยังเบื้องหลัง เห็นก้อนเนื้อขนาดมหึมาในอาภรณ์สีดำทมิฬกำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลัก หลี่โม่หรานนั่งคอพับคออ่อน ศีรษะโอนเอนไปมาราวกับตุ๊กตาล้มลุกที่สปริงคอเสีย ใต้ดวงตามีรอยคล้ำลึกยิ่งกว่าถ่านหิน แต่กระนั้น มือหนาก็ยังกำพู่กันมั่น พยายามฝืนเปลือกตาอันหนักอึ้ง จรดปลายพู่กันเขียนบางสิ่งลงในสมุดบันทึกเล่มหนาเตอะด้วยแรงใจเฮือกสุดท้าย “ท่านอ๋อง...” ไป๋ชิงโจวเอ่ยเรียกด้วยความเวทนาปนขบขัน “หากง่วงนักก็กลับไปพักผ่อนต่อเถิด ข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จแล้ว ประเดี๋ยวค่อยรับสำรับเช้าพร้อมกัน” หลี
Baca selengkapnya

บทที่ 5 กฎเหล็กของวังอ๋อง...ม้าคือกวาง และกวางคือม้า!

รุ่งอรุณวันที่สาม ณ วังพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศดูอึมครึมและตึงเครียดยิ่งกว่าวันแรกที่เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนมาถึงเสียอีก เหล่าข้าราชบริพาร บ่าวไพร่ นางกำนัล รวมถึงกองกำลังองครักษ์เงา ถูกเรียกตัวมารวมพลกันที่ลานหน้าตำหนักใหญ่ตั้งแต่ไก่โห่ ทุกชีวิตยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก เหงื่อกาฬไหลซึมสวนทางกับสายลมหนาวที่พัดผ่าน สาเหตุที่ทำให้ทุกคนขวัญผวา มิใช่เพราะ ‘หลี่โม่หราน’ หรือฉินอ๋อง กำลังยืนทำหน้าถมึงทึงแผ่รังสีสังหารอยู่บนแท่นยกพื้นสูง แต่เป็นเพราะสิ่งที่อยู่ในมือของท่านอ๋องต่างหาก... มันคือ ‘ม้วนราชโองการ’ สีเหลืองทองอร่าม ...แต่ช้าก่อน นั่นมิใช่ราชโองการจากโอรสสวรรค์ แต่มันคือกระดาษสาที่ท่านอ๋องเขียนขึ้นเอง ด้วยพู่กันขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน แล้วทากาวแปะทับลงบนผ้าไหมสีเหลืองอย่างหยาบๆ จนกาวเยิ้ม เพื่อเลียนแบบราชโองการ! เบื้องข้างท่านอ๋อง มี ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งประทับอยู่บนตั่งนุ่มสบาย มีร่มคันใหญ่กางบังแดดให้ และมีโต๊ะน้ำชาพร้อมขนมว่างวางเรียงราย ไป๋ชิงโจวมีสีหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำ ทว่ามือที่ประคองถ้วยชานั้นสั่นไหวเล็กน้อย... มิใช่เพราะห
Baca selengkapnya

บทที่ 6 ศึกชิงตะเกียบและภูเขากับข้าว

ดวงตะวันคล้อยต่ำลาลับขอบฟ้า ท้องนภาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมทอง เป็นสัญญาณเข้าสู่ยามโหย่ว (17.00-19.00 น.) ...ช่วงเวลาที่ ‘หลี่โม่หราน’ หรือฉินอ๋องผู้เกรียงไกร เฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งวันและตระเตรียมการมาตั้งแต่เที่ยง ภายในห้องเสวยส่วนพระองค์แห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกแว่วมาจากอุทยานไกลๆ เหล่านางกำนัลและขันทีต่างยืนสงบนิ่งก้มหน้า ตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้อง มิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิอันจดจ่อของท่านอ๋อง หลี่โม่หรานนั่งตัวตรงแหน่วสง่างามอยู่ที่หัวโต๊ะ วันนี้เขาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นรอบที่สี่ สวมชุดผ้าไหมสีครามเข้มปักลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงิน เกศาที่เคยยุ่งเหยิงถูกรวบเก็บภายใต้กวานหยกอย่างเรียบร้อย (ฝีมือพ่อบ้านจางที่ต้องแลกด้วยการถูกท่านอ๋องบ่นกระปอดกระแปดไปสามชั่วยามว่า ‘แน่นไป! หลวมไป!’) ใบหน้าหล่อเหลาแสร้งปั้นให้ดูเคร่งขรึมและ... เกร็งจนกล้ามเนื้อกระตุกยิกๆ เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะเสวยทรงกลมขนาดใหญ่ทำจากไม้จันทน์หอม ทว่าบนโต๊ะนั้น... เต็มไปด้วยอาหาร มิใช่เพียงแค่เต็ม แต่ต้องเรียกว่า ‘ล้นทะลัก’
Baca selengkapnya

บทที่ 7 ท่านอ๋องผู้ใจป้ำ กับกำแพงวังที่หายไป

ยามบ่ายของเดือนห้า อากาศร้อนระอุประหนึ่งมีดวงตะวันสิบดวงลอยคว้างอยู่เหนือหลังคา แม้จะเป็นเพียงช่วงต้นคิมหันต์ฤดู ทว่าไอร้อนกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ผู้คนแทบมิอยากย่างกรายออกจากเรือน ภายในห้องทรงอักษรแห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุผ้าไหม พยายามขยับพัดด้ามจิ๋วในมือไปมาเพื่อคลายความร้อนรุ่ม เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและลำคอระหง อาภรณ์ที่สวมใส่แม้จะเลือกเนื้อผ้าที่บางเบาที่สุดแล้ว ทว่ายังรู้สึกเหนอะหนะมิสบายตัว “ร้อนจริง...” เขาบ่นพึมพำแผ่วเบา สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่ไร้ซึ่งสายลม ใบไม้สงบนิ่งมิไหวติง “ห้องนี้ช่างอับทึบ ลมมิถ่ายเทเอาเสียเลย” วาจาลอยลมนั้นช่างแผ่วเบา แต่สำหรับ ‘หลี่โม่หราน’ ผู้มีโสตประสาททิพย์ (เฉพาะเรื่องของภรรยา) ที่กำลังนั่งขัดดาบอยู่ที่มุมห้องประหนึ่งรูปปั้นเฝ้ายาม ประโยคนั้นดังกึกก้องกัมปนาทราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยง! น้องโจวบ่นว่าร้อน! น้องโจวกำลังจะหลอมละลาย! น้องโจวกำลังทรมานจากสภาพอากาศที่เป็นพิษ! หลี่โม่หรานทิ้งดาบในมือทันควัน เขากระเด้งตัวลุกขึ้นยืน แววตาตื่นตระหนกสุดขีด ร
Baca selengkapnya

บทที่ 8 เดทแรกสุดป่วน... ตลาดแตกกับเกราะทองคำพันชั่ง!

หลังเหตุการณ์ "ภูเขาน้ำแข็งถล่มวัง" ผ่านพ้นไปได้มิกี่ราตรี อากาศในเมืองหลวงเริ่มกลับมาเย็นสบายขึ้นบ้าง ด้วยอานิสงส์จากพิรุณหลงฤดูที่โปรยปรายลงมา ทว่า 'ไป๋ชิงโจว' เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอุดอู้อยู่แต่ในกำแพงวังสูงตระหง่าน แม้ชีวิตจักสุขสบายราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า แต่ความเงียบเหงาที่รายล้อมนั้นช่างขัดกับวิสัยปุถุชนที่เคยใช้ชีวิตอิสระเสรี รุ่งอรุณวันนี้ ไป๋ชิงโจวจึงตัดสินใจเอ่ยปากขออนุญาตผู้เป็นสวามี "ท่านอ๋อง... วันนี้ข้าใคร่ออกไปเดินเล่นที่ตลาด" 'หลี่โม่หราน' ที่กำลังนั่งขัดดาบมารเป็นรอบที่ร้อยของสัปดาห์ ชะงักมือทันควัน เขาเงยหน้าขึ้นขวับ แววตาฉายแววตื่นตระหนกประหนึ่งวิฬาร์ที่ได้ยินเสียงอสนีบาตฟาดผ่า "ตลาด? เจ้าจะไปเพื่อการใด? ที่นั่นมัน... มันโสมมยิ่งนัก! เต็มไปด้วยสิ่งแปดเปื้อน! ผู้คนเดินเบียดเสียดกันราวกับมดปลวก! ไหนจะฝุ่นละอองอีกเล่า!" "ข้าเพียงอยากไปเปิดหูเปิดตา" ไป๋ชิงโจวตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง "อยากไปชมดูพู่กันใหม่ๆ อยากไปลิ้มรสถังหูหลู... หากท่านมิอนุญาต ข้าไปกับอาฝูก็ได้" "ไม่ได้!" หลี
Baca selengkapnya

บทที่ 9 ศัตรูหัวใจ? ...หรือแค่ไหดองน้ำส้มแตก!

หลังจากเหตุการณ์ตลาดย่อยยับและความหวานชื่นในรถม้า ความสัมพันธ์ของ 'ไป๋ชิงโจว' และ 'หลี่โม่หราน' ก็ดูเหมือนจะราบรื่นสดใสราวกับท้องนภายามฟ้าหลังฝน แต่ทว่า... ความสงบสุขในนิยายรักมักคงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ "คลื่นใต้น้ำ" จากอดีตกำลังจะซัดสาดเข้ามาเยือนวังพยัคฆ์ทมิฬ รุ่งอรุณวันนี้ ไป๋ชิงโจวกำลังนั่งจิบชาและตวัดปลายพู่กันวาดภาพทิวทัศน์อยู่ในศาลาริมสระบัว สายลมพัดเอื่อยๆ นำพากลิ่นหอมระรื่นของดอกบัวมาแตะนาสิก จู่ๆ พ่อบ้านจางก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจ "พระชายาพะยะค่ะ... มีแขกมาขอเข้าเฝ้า" "ผู้ใดรึ?" ไป๋ชิงโจววางพู่กันลง "เขาแจ้งนามว่า 'ลู่จิน' เป็นสหายเก่าของพระชายาพะยะค่ะ" ดวงตาของไป๋ชิงโจวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนปิติยินดี "ลู่จิน? พี่ลู่จินกลับมาเมืองหลวงแล้วหรือ? รีบเชิญเขาเข้ามาเถิด!" 'ลู่จิน' คือบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล เป็นเพื่อนบ้านสมัยเยาว์วัยของไป๋ชิงโจว ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องศิลปะและบทกวี จนกระทั่งลู่จินต้องเดินทางไปรับราชการที่ต่างเมืองเมื่อสามปีก่อน "ประเดี๋ยวพ่อบ้านจาง" ไป๋ชิ
Baca selengkapnya

บทที่ 10 ความลับหลังบานประตู...ท่านอ๋องหรือผู้แอบถ้ำมอง

สายลมยามบ่ายพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามลานหินกว้าง วังพยัคฆ์ทมิฬในวันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ เนื่องจาก 'หลี่โม่หราน' ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังด่วนเพื่อเตรียมการสำหรับงานล่าสัตว์ประจำปี ทำให้ 'ไป๋ชิงโจว' จำต้องอยู่เฝ้าจวนเพียงลำพัง หลังจากเดินตรวจตราบัญชีและจัดการงานบ้านงานเรือนจนเสร็จสิ้น ไป๋ชิงโจวก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เขาเดินทอดน่องไปเรื่อยเปื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ 'เรือนท้ายวัง'... เรือนไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ท่ามกลางดงไผ่ที่ขึ้นรกครึ้มเสียจนแสงตะวันแทบส่องไม่ถึง เรือนหลังนี้มีบรรยากาศประหลาดพิกล ประตูหน้าต่างปิดทึบทุกบาน มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดเท่ากำปั้นคล้องไว้อย่างแน่นหนา และมีป้ายไม้ปักไว้หน้าประตู เขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านอ๋องว่า: "เขตหวงห้ามอันตราย! ห้ามเข้า! ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกสาปให้ถ่ายท้องสามเดือน!" ปกติแล้วไป๋ชิงโจวไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น แต่ความสงสัยเป็นบ่อเกิดของหายนะฉันใด ความว่างก็เป็นบ่อเกิดของการหาเรื่องใส่ตัวฉันนั้น "เขตหวงห้าม?" ไป๋ชิงโจวทวนคำพลางเลิกคิ้วเรียว "หรือจะเป็นห้องเก็บศพชายาเก่า? หรือห้องท
Baca selengkapnya
Sebelumnya
123
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status