อ๋องวิปลาสผู้นั้น...แท้จริงแล้วน่ารักเกินคาด

อ๋องวิปลาสผู้นั้น...แท้จริงแล้วน่ารักเกินคาด

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-04-04
โดย:  SophiaPspยังไม่จบ
ภาษา: Thai
goodnovel16goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
30บท
424views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

เป็นแนว Mpreg นายเอกท้องได้นะคะ ราชโองการสายฟ้าแลบสั่งให้ ไป๋ชิงโจว เกอตกอับต้องแต่งงานกับ หลี่โม่หราน อ๋องวิปลาสที่ใครๆ ก็หวาดกลัว เล่าลือกันว่าชายาเก่าตายเพราะทนความบ้าคลั่งไม่ไหว คนเขาลือกันว่า หลี่โม่หราน คืออ๋องวิปลาสผู้กระหายเลือด แต่สำหรับ ไป๋ชิงโจว... สามีของเขาเป็นเพียง 'ก้อนขนขี้กลัว' ที่รวยล้นฟ้าเท่านั้น การแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยความหวาดระแวง กลับกลายเป็นมหกรรมความคลั่งรักระดับตำนาน กฎของจวนอ๋องจึงมีเพียงข้อเดียว... "คำสั่งของพระชายา คือประกาศิตสวรรค์ ใครขัดใจเมียข้า... เจอดีแน่!"

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1 ราชโองการสีเลือด

ลมหนาวเดือนสิบสองกรรโชกแรงหวีดหวิวราวเสียงวิญญาณคร่ำครวญ ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุพังเข้ามาจนร่างผอมบางหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ 'ไป๋ชิงโจว' กระชับเสื้อคลุมตัวเก่าที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนเข้าหาตัว พยายามกักเก็บไออุ่นอันน้อยนิดไม่ให้ระเหยหายไปกับสายลม

         แม้อากาศจะเย็นเยียบจนปลายนิ้วเรียวงามซีดเผือด ทว่ามือข้างขวายังคงประคองก้านพู่กันมั่น จรดปลายขนสัตว์ลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างตั้งใจ ตวัดหมึกวาดกิ่งเหมยที่ชูช่อท้าทายหิมะอย่างเด็ดเดี่ยว ราวกับสะท้อนตัวตนของผู้วาดที่แม้จะอยู่ในที่ต่ำต้อยเพียงใด ก็มิยอมค้อมหัวให้โชคชะตา

         แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตตกยากในสกุลขุนนางปลายแถวที่ถูกลืมเลือน ทว่าฝีมือการวาดภาพของไป๋ชิงโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือระบือไกลในตลาดมืด ภาพวาดทิวทัศน์และดอกไม้ภายใต้นามแฝงของเขา เป็นที่ต้องการของเหล่าคหบดีมีเงิน แลกเปลี่ยนเป็นเบี้ยหวัดได้มากพอจะต่อลมหายใจคนสกุลไป๋ให้อยู่รอดไปได้อีกแรมเดือน

         "คุณชาย... คุณชายขอรับ!"

         เสียงตื่นตระหนกของ 'อาฝู' บ่าวคนสนิทดังแทรกความเงียบสงบในห้องหนังสือ ก่อนที่ประตูไม้บานเก่าจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแทบจะหลุดออกมาจากวงกบ

         ไป๋ชิงโจวมิได้เงยหน้าขึ้นจากงาน แพขนตายาวงอนยังคงหลุบต่ำจับจ้องอยู่ที่ปลายพู่กัน "อาฝู ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่งตึงตัง พื้นเรือนเรามันเก่านัก หากเจ้าเหยียบทะลุตกลงไป ข้าไม่มีเบี้ยซ่อมให้หรอกหนา"

         "มิใช่เรื่องพื้นขอรับ! แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย!" ใบหน้าของอาฝูซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ "กงกงจากวังหลวง... มาที่หน้าจวนขอรับ! แจ้งว่ามีราชโองการด่วนจากฝ่าบาท!"

         ปลายพู่กันที่กำลังจะตวัดเส้นสุดท้ายชะงักค้างกลางอากาศ หยดหมึกสีนิลร่วงหล่นลงบนกลีบดอกเหมยสีชาดจนด่างพร้อย... ดวงตากลมโตไหววูบ ลางสังหรณ์บางอย่างกรีดร้องก้องในใจจนเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

         บิดาของเขา 'ไป๋ซู' เป็นเพียงอาลักษณ์จดบันทึกตัวเล็กๆ วันๆ ขลุกอยู่แต่กองตำราประวัติศาสตร์เก่าคร่ำครึ ไฉนเลยจะมีราชโองการมาถึงเรือนซอมซ่อแห่งนี้ได้?

         เว้นเสียแต่ว่า... จะเป็นเรื่องร้าย

         ไป๋ชิงโจววางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก สูดหายใจลึกยาวเหยียดเพื่อเรียกสติ ใบหน้างดงามที่มักเรียบเฉยฉายแววกังวลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่นเช่นเดิม

         "ไปกันเถิด อย่าให้ท่านพ่อต้องรับหน้าลำพัง"

         บรรยากาศโถงหน้าเรือนสกุลไป๋เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ขุนนางระดับล่างเช่นไป๋ซู ฮูหยินรอง รวมถึงบ่าวไพร่ไม่กี่คนในจวน ต่างหมอบกราบตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าขันทีร่างท้วมในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองระยับที่ดูสูงส่งและน่าเกรงขามเกินกว่าจะมายืนอยู่ในเรือนไม้เก่าๆ แห่งนี้

         ไป๋ชิงโจวก้าวเข้ามาอย่างสำรวม ทรุดกายลงคุกเข่าเคียงข้างบิดา ประสานมือคำนับแนบพื้น

         "สกุลไป๋รับราชโองการ!" น้ำเสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของกงกงดังก้องกังวาน บาดลึกเข้าไปในความหวาดกลัวของทุกคนที่ก้มหน้าแนบธรณี

         "ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ... บุตรเกอแห่งสกุลไป๋ นามไป๋ชิงโจว รูปงามเพียบพร้อม เฉลียวฉลาดหลักแหลม... สมควรคู่ครองแก่เชื้อพระวงศ์..."

         หัวใจคนฟังกระตุกวูบ ร่างกายพลันแข็งทื่อ สมควรคู่ครองแก่เชื้อพระวงศ์?

         ราชวงศ์นี้มีองค์ชายที่ยังมิได้ออกเรือนเพียงไม่กี่พระองค์ และส่วนใหญ่ล้วนหมายปองบุตรหลานตระกูลขุนนางใหญ่โตที่มีอำนาจหนุนหลัง มิใช่ลูกขุนนางยากจนไร้ปากเสียงเช่นเขา เว้นเสียแต่ว่า... จะเป็นคนผู้นั้น

         "...จึงมีสมรสพระราชทานแก่ 'ฉินอ๋อง หลี่โม่หราน' แต่งตั้งเป็นพระชายาเอก ฤกษ์มงคลในอีกสามวัน... จบราชโองการ!"

         สิ้นเสียงประกาศ ราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางจวน

         บิดาของเขาหน้ามืดสิ้นสติล้มพับไปทันที ฮูหยินรองหวีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ อาฝูปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม ส่วนไป๋ชิงโจวยังคงคุกเข่านิ่งงัน ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน คล้ายวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปชั่วขณะ

         ฉินอ๋อง... หลี่โม่หราน

         นามนี้ใครบ้างในเมืองหลวงจะไม่รู้จัก? บุรุษผู้ได้รับฉายาว่า 'อ๋องวิปลาส'

         คำเล่าลือหนาหูว่าหลี่โม่หรานเสียสติจากการกรำศึกหนักในแดนเถื่อน เขามีพละกำลังมหาศาลดุจสัตว์ร้าย ฆ่าคนไม่กะพริบตา อารมณ์แปรปรวนอำมหิต ว่ากันว่ายามค่ำคืนมักจะมีเสียงคำรามโหยหวนดังออกมาจากวังอ๋องจนชาวบ้านละแวกนั้นขวัญผวา

         ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือข่าวลืออาถรรพ์เรื่อง 'พระชายา'

         ชายาคนแรก เข้าหอได้เพียงครึ่งคืน ก็ถูกหามออกมาในสภาพเสียสติ พูดจาไม่รู้ความ

         ชายาคนที่สอง ทนอยู่ได้สามวัน ก็ผูกคอตายหนีความหวาดกลัว

         และบัดนี้... เหยื่อรายที่สามคือเขา

         "ไป๋ชิงโจว รับราชโองการ!"

         คนถูกเรียกขบเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ในปาก ดวงหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือดค่อยๆ เงยขึ้นสบตาขันทีผู้ถือสารมรณะ แม้นัยน์ตาจะสั่นไหวด้วยความหวั่นเกรงทว่ากลับไร้หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอ

         "กระหม่อมไป๋ชิงโจวน้อมรับราชโองการ ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"

         สองมือสั่นเทายื่นออกไปเหนือศีรษะ รับม้วนผ้าสีทองที่หนักอึ้งราวกับขุนเขาไท่ซาน

         นี่มิใช่ราชโองการมงคล... แต่มันคือใบสั่งตายที่ไม่อาจปฏิเสธ

         ...

         ราตรีกาลมาเยือน เรือนสกุลไป๋เงียบเหงายิ่งกว่าป่าช้า ไร้งานเลี้ยงฉลอง ไร้โคมไฟประดับประดา มีเพียงเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของบิดาที่ดังแว่วมาจากห้องข้างเคียง คล้ายบทเพลงส่งวิญญาณ

         ไป๋ชิงโจวนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานเก่า มองดูเงาสะท้อนเลือนรางของตนเองท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่

         ใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วน ผิวขาวละเอียดดุจหิมะแรกฤดู และจุดเด่นที่สุดคือ 'ไฝจูซา' เม็ดเล็กสีแดงสดแต้มอยู่กึ่งกลางหน้าผาก สัญลักษณ์แห่งเพศสภาพพิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้ เรียกว่า 'เกอ'

         ความงามนี้เองหรือที่เป็นภัย? ความงามที่ทำให้ฮ่องเต้ระลึกถึงชื่อเขา และโยนเขาลงไปในบ่อพยัคฆ์เพื่อสังเวยแก่อนุชาสติวิปลาส เพื่อรักษาหน้าตาของราชวงศ์มิให้ใครครหาว่าไร้คนดูดำดูดีน้องชายวิกลจริต

         "ลูกพ่อ... พ่อขอโทษ... พ่อมันไร้น้ำยา..." ไป๋ซูเดินโซซัดโซเซเข้ามาพร้อมไหสุราในมือ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง สภาพเมามายสิ้นหวัง "เจ้าหนีไปเถิดโจวเอ๋อร์... พ่อจะถ่วงเวลาให้ หนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว..."

         ไป๋ชิงโจวรีบลุกขึ้นประคองร่างบิดาที่โอนเอนให้นั่งลงบนตั่งเตียง "ท่านพ่อ ขัดราชโองการมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร หากข้าหนี ทุกคนในสกุลต้องตายกันหมด มิอาจทำเช่นนั้นได้"

         "แต่เจ้าต้องไปตาย!" ไป๋ซูตะโกนทั้งน้ำตา มือหยาบกร้านกำไหล่บุตรชายแน่น "เจ้าจะไปอยู่กับคนบ้านั่นได้อย่างไร! มันมิใช่คน! มันเป็นปีศาจดื่มเลือดกินเนื้อ!"

         ไป๋ชิงโจวยิ้มขื่น แววตาหม่นแสงลง เขาได้ยินข่าวลือที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก บ้างก็ว่าฉินอ๋องอัปลักษณ์ ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ตัวเหม็นสาบสางดุจศพเดินดิน บ้างก็ว่าเขากินหัวใจคนสดๆ

         "ท่านพ่อ... คนเราเกิดมาหนีความตายไม่พ้น อย่างน้อยข้าตาย คนสกุลไป๋ก็รอด..." เขาปรายตามองกองสินสอดทองคำและหีบผ้าไหมที่วางกองอยู่มุมห้อง "...และทองพวกนี้ ก็จะทำให้ท่านพ่อซ่อมหลังคาเรือน และมีข้าวสารกรอกหม้อไปตลอดชีวิต อย่างน้อยการเสียสละของข้าก็ไม่สูญเปล่า"

         หลังจากปลอบโยนจนบิดาหลับไปเพราะฤทธิ์สุรา ไป๋ชิงโจวกลับมานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปเปิดกล่องไม้ใต้เตียง หยิบมีดสั้นด้ามงาช้างที่เจียดเงินเก็บก้อนสุดท้ายลอบซื้อมาจากตลาดมืดเมื่อหลายเดือนก่อน

         เขาค่อยๆ ดึงมันออกจากฝัก ใบมีดที่ลับมาอย่างดีวาววับต้องแสงจันทร์ สะท้อนเข้าตาราวกับจะยั่วยวนให้ใช้งาน

         เขาไม่ได้คิดจะใช้สังหารอ๋องวิปลาส... บัณฑิตไร้วรยุทธ์แรงน้อยเช่นเขาจะไปต่อกรกับแม่ทัพปีศาจผู้เจนศึกได้อย่างไร มีดเล่มนี้มีไว้เพื่อตัวเขาเองต่างหาก

         "หากท่านอ๋องโหดร้ายทารุณดั่งคำร่ำลือ..." แววตาที่เคยโศกซึ้งแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยววาวโรจน์ "ข้าจะไม่ยอมให้เขาหยามเกียรติ ยอมปลิดชีพตนเสียดีกว่าอยู่อย่างทาสรองรับอารมณ์วิปริต"

         มือเรียวบรรจงซ่อนมีดไว้ในช่องลับของรองเท้าหุ้มข้อสีแดงสำหรับวันวิวาห์

         อีกสามวัน... ชีวิตของ 'ไป๋ชิงโจว' อาจจบสิ้นลงในวังอ๋อง หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกบนดินเขาก็มิอาจล่วงรู้ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เขาจะไม่ยอมจำนนโดยง่าย ต่อให้ต้องแต่งงานกับปีศาจ เขาก็จะเป็นเหยื่อที่เคี้ยวยากที่สุด!

         …

         สามวันต่อมา

         เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง ควันสีขาวลอยคลุ้ง ขบวนรับเจ้าสาวของฉินอ๋องเคลื่อนตัวมารับเกอสกุลไป๋อย่างยิ่งใหญ่จนชาวบ้านแตกตื่นพากันออกมามุงดูจนแน่นถนน มิใช่เพราะความงดงามตระการตา หากแต่เป็นเพราะความ 'วิปลาส' ที่ไม่เหมือนผู้ใด

         แทนที่จะเป็นนางรำโปรยกลีบบุปผาหอมฟุ้ง กลับนำขบวนด้วยกองทหารองครักษ์เกราะดำหน้าตาดุดันนับร้อยนาย เดินย่ำเท้าพร้อมกันจนธรณีสะเทือนเลือนลั่น รังสีสังหารแผ่ซ่านจนไม่มีใครกล้าสบตา

         เกี้ยวเจ้าสาวมิใช่เกี้ยวไม้แกะสลักลวดลายมงคลทั่วไป แต่เป็นเกี้ยวไม้สักสีดำทมิฬขนาดมหึมา ตกแต่งด้วยผ้าแพรสีแดงสดที่พันผูกไว้อย่างหยาบๆ ดูราวกับโลหิตสาดกระเซ็นตัดกับสีดำทึมทึบ ชวนให้รู้สึกขนลุกมากกว่าปีติยินดี

         และที่น่าตื่นตะลึงที่สุด คือสิ่งที่เหล่าทหารโปรยตลอดเส้นทาง... มิใช่ดอกไม้มงคลแต่เป็น เหรียญทองแดงและก้อนเงินจำนวนมหาศาล

         "รับเจ้าสาว! หลีกทาง!"

         เสียงตวาดดุดันของนายกองดังขึ้น ชาวบ้านต่างกรีดร้องแย่งชิงเงินที่หล่นเกลื่อนกลาดอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ขบวนดูวุ่นวายโกลาหลราวกับเกิดจลาจลย่อมๆ

         ไป๋ชิงโจวในชุดมงคลสีแดงเพลิง ปักลายหงส์คู่มังกรด้วยดิ้นทองอร่าม ถูกประคองออกมาจากเรือน ผ้าคลุมหน้าสีแดงผืนบางบดบังสายตาเห็นเพียงพื้นดินเบื้องล่าง และปลายรองเท้าของตนเอง

         "ขึ้นเกี้ยว!"

         ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่ง ประตูเกี้ยวก็ถูกกระแทกปิดลง ขังเขาไว้ในความมืดมิด เสียงดนตรีมงคลที่ฟังดูโหยหวนพิกลเริ่มบรรเลงอีกครา

         เกี้ยวสีดำโยกไหวเบาๆ พาเขาเคลื่อนมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพา...สู่ 'วังพยัคฆ์ทมิฬ' รังของสัตว์ร้าย

         ตลอดเส้นทาง ไป๋ชิงโจวนั่งหลังตรงแน่ว ตัวเกร็งเครียด มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อตัวยาวแน่นจนชื้นเหงื่อ อีกข้างลูบคลำด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าเพื่อเรียกความมั่นใจ หัวใจเต้นแรงกระหน่ำแทบทะลุอก

         เสียงชาวบ้านซุบซิบดังลอดเข้ามาในเกี้ยวเป็นระยะ

         "น่าเวทนานัก คุณชายไป๋รูปงามปานนั้น ต้องไปสังเวยให้อ๋องบ้า"

         "พนันกันไหมว่าเขาจะอยู่รอดเกินสามวันหรือไม่? ข้าแทงว่าไม่เกินสองวันศพก็ถูกหามออกมาแน่!"

         ไป๋ชิงโจวสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงช้าๆ เพื่อข่มความหวาดกลัวที่แล่นพล่านไว้ในอก

         เอาเถิด... จะเป็นอ๋องวิปลาส หรือพญายมราช ข้าไป๋ชิงโจวก็พร้อมจะเผชิญหน้าแล้ว มาลองดูกันสักตั้ง!

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
30
บทที่ 1 ราชโองการสีเลือด
ลมหนาวเดือนสิบสองกรรโชกแรงหวีดหวิวราวเสียงวิญญาณคร่ำครวญ ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุพังเข้ามาจนร่างผอมบางหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ 'ไป๋ชิงโจว' กระชับเสื้อคลุมตัวเก่าที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนเข้าหาตัว พยายามกักเก็บไออุ่นอันน้อยนิดไม่ให้ระเหยหายไปกับสายลม แม้อากาศจะเย็นเยียบจนปลายนิ้วเรียวงามซีดเผือด ทว่ามือข้างขวายังคงประคองก้านพู่กันมั่น จรดปลายขนสัตว์ลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างตั้งใจ ตวัดหมึกวาดกิ่งเหมยที่ชูช่อท้าทายหิมะอย่างเด็ดเดี่ยว ราวกับสะท้อนตัวตนของผู้วาดที่แม้จะอยู่ในที่ต่ำต้อยเพียงใด ก็มิยอมค้อมหัวให้โชคชะตา แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตตกยากในสกุลขุนนางปลายแถวที่ถูกลืมเลือน ทว่าฝีมือการวาดภาพของไป๋ชิงโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือระบือไกลในตลาดมืด ภาพวาดทิวทัศน์และดอกไม้ภายใต้นามแฝงของเขา เป็นที่ต้องการของเหล่าคหบดีมีเงิน แลกเปลี่ยนเป็นเบี้ยหวัดได้มากพอจะต่อลมหายใจคนสกุลไป๋ให้อยู่รอดไปได้อีกแรมเดือน "คุณชาย... คุณชายขอรับ!" เสียงตื่นตระหนกของ 'อาฝู' บ่าวคนสนิทดังแทรกความเงียบสงบในห้องหนังสือ ก่อนที่ประตูไม้บานเก่าจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานพับส่งเ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2 เกี้ยวเจ้าสาวกับม้าหมุนวนแปดสิบรอบ
ภายในเกี้ยวเจ้าสาวสีดำทมิฬที่ปิดทึบทุกด้าน มีเพียงแสงสลัวจากช่องระบายอากาศลอดผ่านเข้ามาเพียงริ้วบาง ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังเหยียดตรงประหนึ่งคันธนู สองมือภายใต้สาบเสื้อคลุมเจ้าสาวกำชายผ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว บรรยากาศภายนอกเกี้ยวช่างแตกต่างจากความเงียบงันภายในราวกับคนละภพ เสียงเซ็งแซ่ของผู้คน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของเหล่าทหาร และเสียงดนตรีที่ฟังดูแปร่งหูยังคงดังลอดเข้ามาเป็นระยะ โดยปกติแล้วงานมงคลสมรสย่อมต้องเป่าขลุ่ยดีดพิณบรรเลงทำนองหวานซึ้ง ทว่าดนตรีของขบวนรับตัวเจ้าสาวแห่งวังอ๋องฉินนี้ กลับหนักไปทางเสียงกลองรัวเร็วและเสียงแตรเขาสัตว์ที่ดังกึกก้องกัมปนาท ประหนึ่งกำลังจะเคลื่อนทัพไปบดขยี้ศัตรูในสนามรบ มากกว่าจะมารับภรรยาคู่ชีวิต ‘นี่ข้ากำลังจะไปเข้าพิธีมงคล หรือกำลังจะไปออกศึกกันแน่?’ ไป๋ชิงโจวรำพึงในใจด้วยความขมขื่น ฉับพลันนั้น เกี้ยวหลังมหึมาก็หยุดชะงักลง ส่งผลให้ร่างโปร่งเซถลาไปกระแทกผนังเกี้ยว “เกิดอันใดขึ้น!” เขาเผลออุทานออกมาแผ่วเบา มือรีบควานหาด้ามมีดสั้นในรองเท้าโดยสัญชาตญาณระวังภัย เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านหน้า
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3 คืนเข้าหอสุดระทึกหรือไม่?
แสงเทียนวูบไหวตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาทางบานหน้าต่าง สาดส่องกระทบกับแท่งทองคำนับร้อยในหีบไม้จนเกิดประกายวิบวับบาดนัยน์ตา 'ไป๋ชิงโจว' นั่งนิ่งสงบอยู่บนเตียง มือขวายังคงกำด้ามมีดสั้นงาช้างไว้มั่น แม้จะลดระดับลงมาวางพักที่หน้าตักแล้ว ทว่าสัญชาตญาณระวังภัยยังคงพุ่งสูงลิ่ว ดวงตาดอกท้อจ้องเขม็งไปที่บุรุษร่างยักษ์เบื้องหน้า 'หลี่โม่หราน' หรือฉินอ๋องผู้เหี้ยมโหด บัดนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพรมขนสัตว์ราคาแพงระยับ ไหล่กว้างที่เคยผายผึ่งดูห่อเหี่ยวลงอย่างน่าประหลาด ใบหน้าหล่อเหลาที่ปราศจากหน้ากากเหล็กกำลังก้มงุด จ้องมองลวดลายบนพรมราวกำลังสนทนาธรรมกับมัน “ท่านอ๋อง...” ไป๋ชิงโจวเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววคุกคาม “ท่านคิดจะเล่นลูกไม้อันใด?” หลี่โม่หรานสะดุ้งโหยงไหล่กระตุก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาภรรยาหมาดๆ เพียงแวบเดียวแล้วรีบหลบสายตาวูบ “ป...เปิ่นหวางมิได้มีลูกไม้” สุ้มเสียงทุ้มลึกตะกุกตะกัก “ข้า... ข้าเพียงแค่...” “แค่?” “แค่กลัวเจ้าเจ็บ!” หลี่โม่หรานโพล่งออกมาเสียงดังจนตนเองยังตกใจ แล้วรีบยกมือปิดปาก “ข...ข้าหมายถึง..
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4 อาการวิปลาสกำเริบ...หรือแค่เพราะกุยช่าย?
รุ่งอรุณแรกของการใช้ชีวิตในฐานะ 'พระชายาเอก' แห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ เริ่มต้นขึ้นอย่างสดใสสำหรับไป๋ชิงโจว ทว่าดูเหมือนจะมิใช่สำหรับเจ้าของวังอย่างหลี่โม่หราน แสงสุริยาอ่อนจางยามสายสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างฉลุลาย ไป๋ชิงโจวนั่งสงบอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้บ่าวรับใช้คนใหม่ ซึ่งถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันโดยท่านอ๋อง ว่าต้องเป็นผู้ที่มีรูปโฉม 'สามัญที่สุด' เพื่อมิให้ระคายเคืองสายตาพระชายา ช่วยสางเส้นเกศายาวสลวยอย่างเบามือ ดวงตาดอกท้อมองผ่านเงาสะท้อนในคันฉ่องไปยังเบื้องหลัง เห็นก้อนเนื้อขนาดมหึมาในอาภรณ์สีดำทมิฬกำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลัก หลี่โม่หรานนั่งคอพับคออ่อน ศีรษะโอนเอนไปมาราวกับตุ๊กตาล้มลุกที่สปริงคอเสีย ใต้ดวงตามีรอยคล้ำลึกยิ่งกว่าถ่านหิน แต่กระนั้น มือหนาก็ยังกำพู่กันมั่น พยายามฝืนเปลือกตาอันหนักอึ้ง จรดปลายพู่กันเขียนบางสิ่งลงในสมุดบันทึกเล่มหนาเตอะด้วยแรงใจเฮือกสุดท้าย “ท่านอ๋อง...” ไป๋ชิงโจวเอ่ยเรียกด้วยความเวทนาปนขบขัน “หากง่วงนักก็กลับไปพักผ่อนต่อเถิด ข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จแล้ว ประเดี๋ยวค่อยรับสำรับเช้าพร้อมกัน” หลี
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5 กฎเหล็กของวังอ๋อง...ม้าคือกวาง และกวางคือม้า!
รุ่งอรุณวันที่สาม ณ วังพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศดูอึมครึมและตึงเครียดยิ่งกว่าวันแรกที่เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนมาถึงเสียอีก เหล่าข้าราชบริพาร บ่าวไพร่ นางกำนัล รวมถึงกองกำลังองครักษ์เงา ถูกเรียกตัวมารวมพลกันที่ลานหน้าตำหนักใหญ่ตั้งแต่ไก่โห่ ทุกชีวิตยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก เหงื่อกาฬไหลซึมสวนทางกับสายลมหนาวที่พัดผ่าน สาเหตุที่ทำให้ทุกคนขวัญผวา มิใช่เพราะ ‘หลี่โม่หราน’ หรือฉินอ๋อง กำลังยืนทำหน้าถมึงทึงแผ่รังสีสังหารอยู่บนแท่นยกพื้นสูง แต่เป็นเพราะสิ่งที่อยู่ในมือของท่านอ๋องต่างหาก... มันคือ ‘ม้วนราชโองการ’ สีเหลืองทองอร่าม ...แต่ช้าก่อน นั่นมิใช่ราชโองการจากโอรสสวรรค์ แต่มันคือกระดาษสาที่ท่านอ๋องเขียนขึ้นเอง ด้วยพู่กันขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน แล้วทากาวแปะทับลงบนผ้าไหมสีเหลืองอย่างหยาบๆ จนกาวเยิ้ม เพื่อเลียนแบบราชโองการ! เบื้องข้างท่านอ๋อง มี ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งประทับอยู่บนตั่งนุ่มสบาย มีร่มคันใหญ่กางบังแดดให้ และมีโต๊ะน้ำชาพร้อมขนมว่างวางเรียงราย ไป๋ชิงโจวมีสีหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำ ทว่ามือที่ประคองถ้วยชานั้นสั่นไหวเล็กน้อย... มิใช่เพราะห
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6 ศึกชิงตะเกียบและภูเขากับข้าว
ดวงตะวันคล้อยต่ำลาลับขอบฟ้า ท้องนภาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมทอง เป็นสัญญาณเข้าสู่ยามโหย่ว (17.00-19.00 น.) ...ช่วงเวลาที่ ‘หลี่โม่หราน’ หรือฉินอ๋องผู้เกรียงไกร เฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งวันและตระเตรียมการมาตั้งแต่เที่ยง ภายในห้องเสวยส่วนพระองค์แห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกแว่วมาจากอุทยานไกลๆ เหล่านางกำนัลและขันทีต่างยืนสงบนิ่งก้มหน้า ตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้อง มิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิอันจดจ่อของท่านอ๋อง หลี่โม่หรานนั่งตัวตรงแหน่วสง่างามอยู่ที่หัวโต๊ะ วันนี้เขาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นรอบที่สี่ สวมชุดผ้าไหมสีครามเข้มปักลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงิน เกศาที่เคยยุ่งเหยิงถูกรวบเก็บภายใต้กวานหยกอย่างเรียบร้อย (ฝีมือพ่อบ้านจางที่ต้องแลกด้วยการถูกท่านอ๋องบ่นกระปอดกระแปดไปสามชั่วยามว่า ‘แน่นไป! หลวมไป!’) ใบหน้าหล่อเหลาแสร้งปั้นให้ดูเคร่งขรึมและ... เกร็งจนกล้ามเนื้อกระตุกยิกๆ เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะเสวยทรงกลมขนาดใหญ่ทำจากไม้จันทน์หอม ทว่าบนโต๊ะนั้น... เต็มไปด้วยอาหาร มิใช่เพียงแค่เต็ม แต่ต้องเรียกว่า ‘ล้นทะลัก’
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7 ท่านอ๋องผู้ใจป้ำ กับกำแพงวังที่หายไป
ยามบ่ายของเดือนห้า อากาศร้อนระอุประหนึ่งมีดวงตะวันสิบดวงลอยคว้างอยู่เหนือหลังคา แม้จะเป็นเพียงช่วงต้นคิมหันต์ฤดู ทว่าไอร้อนกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ผู้คนแทบมิอยากย่างกรายออกจากเรือน ภายในห้องทรงอักษรแห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุผ้าไหม พยายามขยับพัดด้ามจิ๋วในมือไปมาเพื่อคลายความร้อนรุ่ม เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและลำคอระหง อาภรณ์ที่สวมใส่แม้จะเลือกเนื้อผ้าที่บางเบาที่สุดแล้ว ทว่ายังรู้สึกเหนอะหนะมิสบายตัว “ร้อนจริง...” เขาบ่นพึมพำแผ่วเบา สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่ไร้ซึ่งสายลม ใบไม้สงบนิ่งมิไหวติง “ห้องนี้ช่างอับทึบ ลมมิถ่ายเทเอาเสียเลย” วาจาลอยลมนั้นช่างแผ่วเบา แต่สำหรับ ‘หลี่โม่หราน’ ผู้มีโสตประสาททิพย์ (เฉพาะเรื่องของภรรยา) ที่กำลังนั่งขัดดาบอยู่ที่มุมห้องประหนึ่งรูปปั้นเฝ้ายาม ประโยคนั้นดังกึกก้องกัมปนาทราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยง! น้องโจวบ่นว่าร้อน! น้องโจวกำลังจะหลอมละลาย! น้องโจวกำลังทรมานจากสภาพอากาศที่เป็นพิษ! หลี่โม่หรานทิ้งดาบในมือทันควัน เขากระเด้งตัวลุกขึ้นยืน แววตาตื่นตระหนกสุดขีด ร
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8 เดทแรกสุดป่วน... ตลาดแตกกับเกราะทองคำพันชั่ง!
หลังเหตุการณ์ "ภูเขาน้ำแข็งถล่มวัง" ผ่านพ้นไปได้มิกี่ราตรี อากาศในเมืองหลวงเริ่มกลับมาเย็นสบายขึ้นบ้าง ด้วยอานิสงส์จากพิรุณหลงฤดูที่โปรยปรายลงมา ทว่า 'ไป๋ชิงโจว' เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอุดอู้อยู่แต่ในกำแพงวังสูงตระหง่าน แม้ชีวิตจักสุขสบายราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า แต่ความเงียบเหงาที่รายล้อมนั้นช่างขัดกับวิสัยปุถุชนที่เคยใช้ชีวิตอิสระเสรี รุ่งอรุณวันนี้ ไป๋ชิงโจวจึงตัดสินใจเอ่ยปากขออนุญาตผู้เป็นสวามี "ท่านอ๋อง... วันนี้ข้าใคร่ออกไปเดินเล่นที่ตลาด" 'หลี่โม่หราน' ที่กำลังนั่งขัดดาบมารเป็นรอบที่ร้อยของสัปดาห์ ชะงักมือทันควัน เขาเงยหน้าขึ้นขวับ แววตาฉายแววตื่นตระหนกประหนึ่งวิฬาร์ที่ได้ยินเสียงอสนีบาตฟาดผ่า "ตลาด? เจ้าจะไปเพื่อการใด? ที่นั่นมัน... มันโสมมยิ่งนัก! เต็มไปด้วยสิ่งแปดเปื้อน! ผู้คนเดินเบียดเสียดกันราวกับมดปลวก! ไหนจะฝุ่นละอองอีกเล่า!" "ข้าเพียงอยากไปเปิดหูเปิดตา" ไป๋ชิงโจวตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง "อยากไปชมดูพู่กันใหม่ๆ อยากไปลิ้มรสถังหูหลู... หากท่านมิอนุญาต ข้าไปกับอาฝูก็ได้" "ไม่ได้!" หลี
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9 ศัตรูหัวใจ? ...หรือแค่ไหดองน้ำส้มแตก!
หลังจากเหตุการณ์ตลาดย่อยยับและความหวานชื่นในรถม้า ความสัมพันธ์ของ 'ไป๋ชิงโจว' และ 'หลี่โม่หราน' ก็ดูเหมือนจะราบรื่นสดใสราวกับท้องนภายามฟ้าหลังฝน แต่ทว่า... ความสงบสุขในนิยายรักมักคงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ "คลื่นใต้น้ำ" จากอดีตกำลังจะซัดสาดเข้ามาเยือนวังพยัคฆ์ทมิฬ รุ่งอรุณวันนี้ ไป๋ชิงโจวกำลังนั่งจิบชาและตวัดปลายพู่กันวาดภาพทิวทัศน์อยู่ในศาลาริมสระบัว สายลมพัดเอื่อยๆ นำพากลิ่นหอมระรื่นของดอกบัวมาแตะนาสิก จู่ๆ พ่อบ้านจางก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจ "พระชายาพะยะค่ะ... มีแขกมาขอเข้าเฝ้า" "ผู้ใดรึ?" ไป๋ชิงโจววางพู่กันลง "เขาแจ้งนามว่า 'ลู่จิน' เป็นสหายเก่าของพระชายาพะยะค่ะ" ดวงตาของไป๋ชิงโจวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนปิติยินดี "ลู่จิน? พี่ลู่จินกลับมาเมืองหลวงแล้วหรือ? รีบเชิญเขาเข้ามาเถิด!" 'ลู่จิน' คือบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล เป็นเพื่อนบ้านสมัยเยาว์วัยของไป๋ชิงโจว ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องศิลปะและบทกวี จนกระทั่งลู่จินต้องเดินทางไปรับราชการที่ต่างเมืองเมื่อสามปีก่อน "ประเดี๋ยวพ่อบ้านจาง" ไป๋ชิ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 10 ความลับหลังบานประตู...ท่านอ๋องหรือผู้แอบถ้ำมอง
สายลมยามบ่ายพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามลานหินกว้าง วังพยัคฆ์ทมิฬในวันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ เนื่องจาก 'หลี่โม่หราน' ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังด่วนเพื่อเตรียมการสำหรับงานล่าสัตว์ประจำปี ทำให้ 'ไป๋ชิงโจว' จำต้องอยู่เฝ้าจวนเพียงลำพัง หลังจากเดินตรวจตราบัญชีและจัดการงานบ้านงานเรือนจนเสร็จสิ้น ไป๋ชิงโจวก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เขาเดินทอดน่องไปเรื่อยเปื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ 'เรือนท้ายวัง'... เรือนไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ท่ามกลางดงไผ่ที่ขึ้นรกครึ้มเสียจนแสงตะวันแทบส่องไม่ถึง เรือนหลังนี้มีบรรยากาศประหลาดพิกล ประตูหน้าต่างปิดทึบทุกบาน มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดเท่ากำปั้นคล้องไว้อย่างแน่นหนา และมีป้ายไม้ปักไว้หน้าประตู เขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านอ๋องว่า: "เขตหวงห้ามอันตราย! ห้ามเข้า! ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกสาปให้ถ่ายท้องสามเดือน!" ปกติแล้วไป๋ชิงโจวไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น แต่ความสงสัยเป็นบ่อเกิดของหายนะฉันใด ความว่างก็เป็นบ่อเกิดของการหาเรื่องใส่ตัวฉันนั้น "เขตหวงห้าม?" ไป๋ชิงโจวทวนคำพลางเลิกคิ้วเรียว "หรือจะเป็นห้องเก็บศพชายาเก่า? หรือห้องท
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status