เข้าสู่ระบบเป็นแนว Mpreg นายเอกท้องได้นะคะ ราชโองการสายฟ้าแลบสั่งให้ ไป๋ชิงโจว เกอตกอับต้องแต่งงานกับ หลี่โม่หราน อ๋องวิปลาสที่ใครๆ ก็หวาดกลัว เล่าลือกันว่าชายาเก่าตายเพราะทนความบ้าคลั่งไม่ไหว คนเขาลือกันว่า หลี่โม่หราน คืออ๋องวิปลาสผู้กระหายเลือด แต่สำหรับ ไป๋ชิงโจว... สามีของเขาเป็นเพียง 'ก้อนขนขี้กลัว' ที่รวยล้นฟ้าเท่านั้น การแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยความหวาดระแวง กลับกลายเป็นมหกรรมความคลั่งรักระดับตำนาน กฎของจวนอ๋องจึงมีเพียงข้อเดียว... "คำสั่งของพระชายา คือประกาศิตสวรรค์ ใครขัดใจเมียข้า... เจอดีแน่!"
ดูเพิ่มเติมลมหนาวเดือนสิบสองกรรโชกแรงหวีดหวิวราวเสียงวิญญาณคร่ำครวญ ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุพังเข้ามาจนร่างผอมบางหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ 'ไป๋ชิงโจว' กระชับเสื้อคลุมตัวเก่าที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนเข้าหาตัว พยายามกักเก็บไออุ่นอันน้อยนิดไม่ให้ระเหยหายไปกับสายลม
แม้อากาศจะเย็นเยียบจนปลายนิ้วเรียวงามซีดเผือด ทว่ามือข้างขวายังคงประคองก้านพู่กันมั่น จรดปลายขนสัตว์ลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างตั้งใจ ตวัดหมึกวาดกิ่งเหมยที่ชูช่อท้าทายหิมะอย่างเด็ดเดี่ยว ราวกับสะท้อนตัวตนของผู้วาดที่แม้จะอยู่ในที่ต่ำต้อยเพียงใด ก็มิยอมค้อมหัวให้โชคชะตา
แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตตกยากในสกุลขุนนางปลายแถวที่ถูกลืมเลือน ทว่าฝีมือการวาดภาพของไป๋ชิงโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือระบือไกลในตลาดมืด ภาพวาดทิวทัศน์และดอกไม้ภายใต้นามแฝงของเขา เป็นที่ต้องการของเหล่าคหบดีมีเงิน แลกเปลี่ยนเป็นเบี้ยหวัดได้มากพอจะต่อลมหายใจคนสกุลไป๋ให้อยู่รอดไปได้อีกแรมเดือน
"คุณชาย... คุณชายขอรับ!"
เสียงตื่นตระหนกของ 'อาฝู' บ่าวคนสนิทดังแทรกความเงียบสงบในห้องหนังสือ ก่อนที่ประตูไม้บานเก่าจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแทบจะหลุดออกมาจากวงกบ
ไป๋ชิงโจวมิได้เงยหน้าขึ้นจากงาน แพขนตายาวงอนยังคงหลุบต่ำจับจ้องอยู่ที่ปลายพู่กัน "อาฝู ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่งตึงตัง พื้นเรือนเรามันเก่านัก หากเจ้าเหยียบทะลุตกลงไป ข้าไม่มีเบี้ยซ่อมให้หรอกหนา"
"มิใช่เรื่องพื้นขอรับ! แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย!" ใบหน้าของอาฝูซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ "กงกงจากวังหลวง... มาที่หน้าจวนขอรับ! แจ้งว่ามีราชโองการด่วนจากฝ่าบาท!"
ปลายพู่กันที่กำลังจะตวัดเส้นสุดท้ายชะงักค้างกลางอากาศ หยดหมึกสีนิลร่วงหล่นลงบนกลีบดอกเหมยสีชาดจนด่างพร้อย... ดวงตากลมโตไหววูบ ลางสังหรณ์บางอย่างกรีดร้องก้องในใจจนเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
บิดาของเขา 'ไป๋ซู' เป็นเพียงอาลักษณ์จดบันทึกตัวเล็กๆ วันๆ ขลุกอยู่แต่กองตำราประวัติศาสตร์เก่าคร่ำครึ ไฉนเลยจะมีราชโองการมาถึงเรือนซอมซ่อแห่งนี้ได้?
เว้นเสียแต่ว่า... จะเป็นเรื่องร้าย
ไป๋ชิงโจววางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก สูดหายใจลึกยาวเหยียดเพื่อเรียกสติ ใบหน้างดงามที่มักเรียบเฉยฉายแววกังวลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่นเช่นเดิม
"ไปกันเถิด อย่าให้ท่านพ่อต้องรับหน้าลำพัง"
บรรยากาศโถงหน้าเรือนสกุลไป๋เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ขุนนางระดับล่างเช่นไป๋ซู ฮูหยินรอง รวมถึงบ่าวไพร่ไม่กี่คนในจวน ต่างหมอบกราบตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าขันทีร่างท้วมในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองระยับที่ดูสูงส่งและน่าเกรงขามเกินกว่าจะมายืนอยู่ในเรือนไม้เก่าๆ แห่งนี้
ไป๋ชิงโจวก้าวเข้ามาอย่างสำรวม ทรุดกายลงคุกเข่าเคียงข้างบิดา ประสานมือคำนับแนบพื้น
"สกุลไป๋รับราชโองการ!" น้ำเสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของกงกงดังก้องกังวาน บาดลึกเข้าไปในความหวาดกลัวของทุกคนที่ก้มหน้าแนบธรณี
"ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ... บุตรเกอแห่งสกุลไป๋ นามไป๋ชิงโจว รูปงามเพียบพร้อม เฉลียวฉลาดหลักแหลม... สมควรคู่ครองแก่เชื้อพระวงศ์..."
หัวใจคนฟังกระตุกวูบ ร่างกายพลันแข็งทื่อ สมควรคู่ครองแก่เชื้อพระวงศ์?
ราชวงศ์นี้มีองค์ชายที่ยังมิได้ออกเรือนเพียงไม่กี่พระองค์ และส่วนใหญ่ล้วนหมายปองบุตรหลานตระกูลขุนนางใหญ่โตที่มีอำนาจหนุนหลัง มิใช่ลูกขุนนางยากจนไร้ปากเสียงเช่นเขา เว้นเสียแต่ว่า... จะเป็นคนผู้นั้น
"...จึงมีสมรสพระราชทานแก่ 'ฉินอ๋อง หลี่โม่หราน' แต่งตั้งเป็นพระชายาเอก ฤกษ์มงคลในอีกสามวัน... จบราชโองการ!"
สิ้นเสียงประกาศ ราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางจวน
บิดาของเขาหน้ามืดสิ้นสติล้มพับไปทันที ฮูหยินรองหวีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ อาฝูปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม ส่วนไป๋ชิงโจวยังคงคุกเข่านิ่งงัน ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน คล้ายวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปชั่วขณะ
ฉินอ๋อง... หลี่โม่หราน
นามนี้ใครบ้างในเมืองหลวงจะไม่รู้จัก? บุรุษผู้ได้รับฉายาว่า 'อ๋องวิปลาส'
คำเล่าลือหนาหูว่าหลี่โม่หรานเสียสติจากการกรำศึกหนักในแดนเถื่อน เขามีพละกำลังมหาศาลดุจสัตว์ร้าย ฆ่าคนไม่กะพริบตา อารมณ์แปรปรวนอำมหิต ว่ากันว่ายามค่ำคืนมักจะมีเสียงคำรามโหยหวนดังออกมาจากวังอ๋องจนชาวบ้านละแวกนั้นขวัญผวา
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือข่าวลืออาถรรพ์เรื่อง 'พระชายา'
ชายาคนแรก เข้าหอได้เพียงครึ่งคืน ก็ถูกหามออกมาในสภาพเสียสติ พูดจาไม่รู้ความ
ชายาคนที่สอง ทนอยู่ได้สามวัน ก็ผูกคอตายหนีความหวาดกลัว
และบัดนี้... เหยื่อรายที่สามคือเขา
"ไป๋ชิงโจว รับราชโองการ!"
คนถูกเรียกขบเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ในปาก ดวงหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือดค่อยๆ เงยขึ้นสบตาขันทีผู้ถือสารมรณะ แม้นัยน์ตาจะสั่นไหวด้วยความหวั่นเกรงทว่ากลับไร้หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอ
"กระหม่อมไป๋ชิงโจวน้อมรับราชโองการ ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
สองมือสั่นเทายื่นออกไปเหนือศีรษะ รับม้วนผ้าสีทองที่หนักอึ้งราวกับขุนเขาไท่ซาน
นี่มิใช่ราชโองการมงคล... แต่มันคือใบสั่งตายที่ไม่อาจปฏิเสธ
...
ราตรีกาลมาเยือน เรือนสกุลไป๋เงียบเหงายิ่งกว่าป่าช้า ไร้งานเลี้ยงฉลอง ไร้โคมไฟประดับประดา มีเพียงเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของบิดาที่ดังแว่วมาจากห้องข้างเคียง คล้ายบทเพลงส่งวิญญาณ
ไป๋ชิงโจวนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานเก่า มองดูเงาสะท้อนเลือนรางของตนเองท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่
ใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วน ผิวขาวละเอียดดุจหิมะแรกฤดู และจุดเด่นที่สุดคือ 'ไฝจูซา' เม็ดเล็กสีแดงสดแต้มอยู่กึ่งกลางหน้าผาก สัญลักษณ์แห่งเพศสภาพพิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้ เรียกว่า 'เกอ'
ความงามนี้เองหรือที่เป็นภัย? ความงามที่ทำให้ฮ่องเต้ระลึกถึงชื่อเขา และโยนเขาลงไปในบ่อพยัคฆ์เพื่อสังเวยแก่อนุชาสติวิปลาส เพื่อรักษาหน้าตาของราชวงศ์มิให้ใครครหาว่าไร้คนดูดำดูดีน้องชายวิกลจริต
"ลูกพ่อ... พ่อขอโทษ... พ่อมันไร้น้ำยา..." ไป๋ซูเดินโซซัดโซเซเข้ามาพร้อมไหสุราในมือ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง สภาพเมามายสิ้นหวัง "เจ้าหนีไปเถิดโจวเอ๋อร์... พ่อจะถ่วงเวลาให้ หนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว..."
ไป๋ชิงโจวรีบลุกขึ้นประคองร่างบิดาที่โอนเอนให้นั่งลงบนตั่งเตียง "ท่านพ่อ ขัดราชโองการมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร หากข้าหนี ทุกคนในสกุลต้องตายกันหมด มิอาจทำเช่นนั้นได้"
"แต่เจ้าต้องไปตาย!" ไป๋ซูตะโกนทั้งน้ำตา มือหยาบกร้านกำไหล่บุตรชายแน่น "เจ้าจะไปอยู่กับคนบ้านั่นได้อย่างไร! มันมิใช่คน! มันเป็นปีศาจดื่มเลือดกินเนื้อ!"
ไป๋ชิงโจวยิ้มขื่น แววตาหม่นแสงลง เขาได้ยินข่าวลือที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก บ้างก็ว่าฉินอ๋องอัปลักษณ์ ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ตัวเหม็นสาบสางดุจศพเดินดิน บ้างก็ว่าเขากินหัวใจคนสดๆ
"ท่านพ่อ... คนเราเกิดมาหนีความตายไม่พ้น อย่างน้อยข้าตาย คนสกุลไป๋ก็รอด..." เขาปรายตามองกองสินสอดทองคำและหีบผ้าไหมที่วางกองอยู่มุมห้อง "...และทองพวกนี้ ก็จะทำให้ท่านพ่อซ่อมหลังคาเรือน และมีข้าวสารกรอกหม้อไปตลอดชีวิต อย่างน้อยการเสียสละของข้าก็ไม่สูญเปล่า"
หลังจากปลอบโยนจนบิดาหลับไปเพราะฤทธิ์สุรา ไป๋ชิงโจวกลับมานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปเปิดกล่องไม้ใต้เตียง หยิบมีดสั้นด้ามงาช้างที่เจียดเงินเก็บก้อนสุดท้ายลอบซื้อมาจากตลาดมืดเมื่อหลายเดือนก่อน
เขาค่อยๆ ดึงมันออกจากฝัก ใบมีดที่ลับมาอย่างดีวาววับต้องแสงจันทร์ สะท้อนเข้าตาราวกับจะยั่วยวนให้ใช้งาน
เขาไม่ได้คิดจะใช้สังหารอ๋องวิปลาส... บัณฑิตไร้วรยุทธ์แรงน้อยเช่นเขาจะไปต่อกรกับแม่ทัพปีศาจผู้เจนศึกได้อย่างไร มีดเล่มนี้มีไว้เพื่อตัวเขาเองต่างหาก
"หากท่านอ๋องโหดร้ายทารุณดั่งคำร่ำลือ..." แววตาที่เคยโศกซึ้งแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยววาวโรจน์ "ข้าจะไม่ยอมให้เขาหยามเกียรติ ยอมปลิดชีพตนเสียดีกว่าอยู่อย่างทาสรองรับอารมณ์วิปริต"
มือเรียวบรรจงซ่อนมีดไว้ในช่องลับของรองเท้าหุ้มข้อสีแดงสำหรับวันวิวาห์
อีกสามวัน... ชีวิตของ 'ไป๋ชิงโจว' อาจจบสิ้นลงในวังอ๋อง หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกบนดินเขาก็มิอาจล่วงรู้ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เขาจะไม่ยอมจำนนโดยง่าย ต่อให้ต้องแต่งงานกับปีศาจ เขาก็จะเป็นเหยื่อที่เคี้ยวยากที่สุด!
…
สามวันต่อมา
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง ควันสีขาวลอยคลุ้ง ขบวนรับเจ้าสาวของฉินอ๋องเคลื่อนตัวมารับเกอสกุลไป๋อย่างยิ่งใหญ่จนชาวบ้านแตกตื่นพากันออกมามุงดูจนแน่นถนน มิใช่เพราะความงดงามตระการตา หากแต่เป็นเพราะความ 'วิปลาส' ที่ไม่เหมือนผู้ใด
แทนที่จะเป็นนางรำโปรยกลีบบุปผาหอมฟุ้ง กลับนำขบวนด้วยกองทหารองครักษ์เกราะดำหน้าตาดุดันนับร้อยนาย เดินย่ำเท้าพร้อมกันจนธรณีสะเทือนเลือนลั่น รังสีสังหารแผ่ซ่านจนไม่มีใครกล้าสบตา
เกี้ยวเจ้าสาวมิใช่เกี้ยวไม้แกะสลักลวดลายมงคลทั่วไป แต่เป็นเกี้ยวไม้สักสีดำทมิฬขนาดมหึมา ตกแต่งด้วยผ้าแพรสีแดงสดที่พันผูกไว้อย่างหยาบๆ ดูราวกับโลหิตสาดกระเซ็นตัดกับสีดำทึมทึบ ชวนให้รู้สึกขนลุกมากกว่าปีติยินดี
และที่น่าตื่นตะลึงที่สุด คือสิ่งที่เหล่าทหารโปรยตลอดเส้นทาง... มิใช่ดอกไม้มงคลแต่เป็น เหรียญทองแดงและก้อนเงินจำนวนมหาศาล
"รับเจ้าสาว! หลีกทาง!"
เสียงตวาดดุดันของนายกองดังขึ้น ชาวบ้านต่างกรีดร้องแย่งชิงเงินที่หล่นเกลื่อนกลาดอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ขบวนดูวุ่นวายโกลาหลราวกับเกิดจลาจลย่อมๆ
ไป๋ชิงโจวในชุดมงคลสีแดงเพลิง ปักลายหงส์คู่มังกรด้วยดิ้นทองอร่าม ถูกประคองออกมาจากเรือน ผ้าคลุมหน้าสีแดงผืนบางบดบังสายตาเห็นเพียงพื้นดินเบื้องล่าง และปลายรองเท้าของตนเอง
"ขึ้นเกี้ยว!"
ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่ง ประตูเกี้ยวก็ถูกกระแทกปิดลง ขังเขาไว้ในความมืดมิด เสียงดนตรีมงคลที่ฟังดูโหยหวนพิกลเริ่มบรรเลงอีกครา
เกี้ยวสีดำโยกไหวเบาๆ พาเขาเคลื่อนมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพา...สู่ 'วังพยัคฆ์ทมิฬ' รังของสัตว์ร้าย
ตลอดเส้นทาง ไป๋ชิงโจวนั่งหลังตรงแน่ว ตัวเกร็งเครียด มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อตัวยาวแน่นจนชื้นเหงื่อ อีกข้างลูบคลำด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าเพื่อเรียกความมั่นใจ หัวใจเต้นแรงกระหน่ำแทบทะลุอก
เสียงชาวบ้านซุบซิบดังลอดเข้ามาในเกี้ยวเป็นระยะ
"น่าเวทนานัก คุณชายไป๋รูปงามปานนั้น ต้องไปสังเวยให้อ๋องบ้า"
"พนันกันไหมว่าเขาจะอยู่รอดเกินสามวันหรือไม่? ข้าแทงว่าไม่เกินสองวันศพก็ถูกหามออกมาแน่!"
ไป๋ชิงโจวสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงช้าๆ เพื่อข่มความหวาดกลัวที่แล่นพล่านไว้ในอก
เอาเถิด... จะเป็นอ๋องวิปลาส หรือพญายมราช ข้าไป๋ชิงโจวก็พร้อมจะเผชิญหน้าแล้ว มาลองดูกันสักตั้ง!
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาเอากลิ่นหอมหวานของดอกท้อให้ลอยอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณของวังพยัคฆ์ทมิฬ กลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิดปลิวจากต้นลงสู่พื้นดินดุจพรมธรรมชาติที่ปูลาดต้อนรับฤดูกาลแห่งชีวิต วันเวลาล่วงเลยผ่านไปดั่งสายน้ำไหล ห้าปี... เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วที่ราชโองการสมรสพระราชทานฉบับนั้นได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของคนสองคนไปตลอดกาล จากวังที่เคยเงียบเหงา วังเวง และเต็มไปด้วยข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับเสียงกรีดร้องยามค่ำคืน บัดนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวา อบอุ่น และงดงามที่สุดในเมืองหลวง กำแพงสูงที่เคยกันคนนอกมิให้เข้า บัดนี้กลับกันเสียงหัวเราะแห่งความสุขมิให้ล้นออกไปรบกวนชาวบ้านเสียมากกว่า เสียงหัวเราะและเสียงโวยวายที่คุ้นเคยดังลอดออกมาจากลานฝึกยุทธ์ท้ายวัง ซึ่งบัดนี้ถูกดัดแปลงให้เป็นสนามเด็กเล่นกึ่งสมรภูมิขนาดย่อม "ท่านพ่อ! ท่านพ่อขี้โกง!" เสียงเล็กๆ แต่ทรงพลังของเด็กชายวัยห้าขวบดังขึ้นด้วยความขัดใจ 'ต้าเป่า' (หลี่หมิงเจ๋อ) คุณชายใหญ่แห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ ในชุดฝึกยุทธ์สีขาวสะอาดตา ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดี (ที่สะอาดเกินกว่าจะเรียกว่าชุดฝึก เพราะเจ้าตัวระ
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วปานกะพริบตา ฤดูกาลก็หมุนเวียนครบรอบอีกครั้ง เสียงกรรแสงแรกเกิดของทารกน้อยในวันนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะก้องกังวานและเสียงอ้อแอ้ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ของเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบปี ภายในวังพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ธงทิวสีแดงมงคลถูกประดับประดาไปทั่วทุกมุม ข้าราชบริพารเดินขวักไขว่ด้วยรอยยิ้ม เพราะวันนี้คือ "วันเกิดครบรอบ 1 ปี" ของสองฝาแฝดทายาทท่านอ๋อง ที่ลานกว้างหน้าเรือนรับรอง ถูกเนรมิตให้เป็นลานพิธีสำหรับงาน 'จัวโจว' (พิธีจับสิ่งของเสี่ยงทาย) พรมสีแดงผืนใหญ่ปูลาดอยู่ตรงกลาง บนพรมนั้นเต็มไปด้วยข้าวของมากมายที่วางเรียงรายเป็นวงกลม มีทั้งตำรา พู่กัน ดาบ (จำลอง) ก้อนทอง ลูกคิด ขลุ่ย และของมงคลอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน 'หลี่โม่หราน' ในชุดขุนนางเต็มยศ (ที่ดูหล่อเหลาเป็นพิเศษ) กำลังอุ้มลูกชายคนโต 'ต้าเป่า' (หลี่หมิงเจ๋อ) ไว้ในอ้อมแขน ส่วน 'ไป๋ชิงโจว' ที่ดูสง่างามและมีน้ำมีนวลขึ้น อุ้มลูกชายคนเล็ก 'เสี่ยวเป่า' (หลี่หมิงยู) "ต้าเป่าลูกพ่อ..." หลี่โม่หรานกระซิบข้างหูลูกชายคนโต "วันนี้เป็นวันสำคัญน
หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการกำเนิดอันแสนโกลาหลมาได้สามวัน วังพยัคฆ์ทมิฬก็ยังคงคึกคักและวุ่นวายมิหยุดหย่อน เสียงร้อง "อุแว้! อุแว้!" ของสองแฝดน้อยดังก้องกังวาน เป็นสัญญาณชีพที่บ่งบอกถึงความแข็งแรง และปอดที่ใหญ่ยักษ์เหมือนบิดา 'ไป๋ชิงโจว' นอนพักฟื้นอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาด โดยมีสองก้อนแป้งขาวๆ อวบๆ นอนหลับปุ๋ยอยู่ขนาบข้าง แต่ทว่า... ความสงบสุขของแม่ลูกอ่อนกำลังถูกรบกวนด้วยเสียงเดินงุ่นง่านของใครบางคน "มิได้... ชื่อนี้มิได้... เบาไป..." 'หลี่โม่หราน' เดินวนไปวนมาอยู่ปลายเตียง ในมือถือพู่กันและกระดาษแผ่นยาวที่เขียนรายชื่อไว้จนเต็มพรืด คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม สีหน้าเคร่งเครียดราวกำลังวางแผนกู้ชาติ "ท่านอ๋อง..." ไป๋ชิงโจวเอ่ยเรียกเสียงเนือย "ท่านเดินวนมาแปดสิบรอบแล้วหนา ข้าเวียนศีรษะ" "ข้าเครียด!" หลี่โม่หรานหันมาตอบเสียงดัง แต่พอเห็นลูกหลับก็รีบลดเสียงลงเป็นกระซิบ "ข้าเครียดเรื่องนามของลูก! อีกสามวันจะมีพิธีรับขวัญเดือนแล้ว แต่ลูกเรายังมิมีนามเลย!" "ก็ท่านเล่นปฏิเสธทุกชื่อที่เสด็จแม่กับฝ่าบาทส่งม
ราตรีกาลอันเงียบสงัดของวังพยัคฆ์ทมิฬ ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นด้วยเสียงตะโกนที่ดังยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องของเจ้าของวัง "หมออออ! หมออยู่ไหน! ลูกข้าจะออกมาแล้ว!" 'หลี่โม่หราน' วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องนอน ทั้งที่ยังสวมชุดนอนหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก เขาตะโกนสั่งการบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกจนลิ้นพันกัน "ต้มน้ำ! ต้มน้ำร้อน! เอาให้เดือดปุดๆ! มิใช่! เอาแค่อุ่นๆ ประเดี๋ยวลูกข้าสุก!" "ผ้าสะอาด! เอามาทั้ง โรงทอผ้า!" "กรรไกรทองคำ! ไปตามกรรไกรมา!" ทั่วทั้งวังโกลาหลวุ่นวาย แสงไฟจากคบเพลิงถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทุกมุม ม้าเร็วถูกส่งออกไปตามหมอหลวงฮัวถึงจวน ส่วนกองทัพหมอตำแยสิบคนที่ เตรียมพร้อม อยู่ รีบวิ่งกรูกันเข้ามาในห้องบรรทมพร้อมกล่องเครื่องมือครบครัน ภายในห้องนอนที่ถูกบุด้วยนุ่นจนนุ่มนิ่ม 'ไป๋ชิงโจว' นอนบิดกายอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวซีดเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย ความเจ็บปวดจากการบีบตัวของครรภ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระลอก "อึก..." เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามปรับลมหายใจตามที่หมอเคยสอน "พระชายา! หายใจเข้าลึก
สายลมยามบ่ายพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามลานหินกว้าง วังพยัคฆ์ทมิฬในวันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ เนื่องจาก 'หลี่โม่หราน' ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังด่วนเพื่อเตรียมการสำหรับงานล่าสัตว์ประจำปี ทำให้ 'ไป๋ชิงโจว' จำต้องอยู่เฝ้าจวนเพียงลำพัง หลังจากเดินตรวจตราบัญชีและจัดการงานบ้านงานเรือนจนเสร็จสิ้น ไ
หลังจากเหตุการณ์ตลาดย่อยยับและความหวานชื่นในรถม้า ความสัมพันธ์ของ 'ไป๋ชิงโจว' และ 'หลี่โม่หราน' ก็ดูเหมือนจะราบรื่นสดใสราวกับท้องนภายามฟ้าหลังฝน แต่ทว่า... ความสงบสุขในนิยายรักมักคงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ "คลื่นใต้น้ำ" จากอดีตกำลังจะซัดสาดเข้ามาเยือนวังพยัคฆ์ทมิฬ รุ่งอรุณวันนี้ ไป๋ชิงโจวกำลังน
หลังเหตุการณ์ "ภูเขาน้ำแข็งถล่มวัง" ผ่านพ้นไปได้มิกี่ราตรี อากาศในเมืองหลวงเริ่มกลับมาเย็นสบายขึ้นบ้าง ด้วยอานิสงส์จากพิรุณหลงฤดูที่โปรยปรายลงมา ทว่า 'ไป๋ชิงโจว' เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอุดอู้อยู่แต่ในกำแพงวังสูงตระหง่าน แม้ชีวิตจักสุขสบายราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า แต่ความเงียบเหง
ยามบ่ายของเดือนห้า อากาศร้อนระอุประหนึ่งมีดวงตะวันสิบดวงลอยคว้างอยู่เหนือหลังคา แม้จะเป็นเพียงช่วงต้นคิมหันต์ฤดู ทว่าไอร้อนกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ผู้คนแทบมิอยากย่างกรายออกจากเรือน ภายในห้องทรงอักษรแห่งวังพยัคฆ์ทมิฬ ‘ไป๋ชิงโจว’ นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุผ้าไหม พยายามขยับพัดด้า





