All Chapters of เร้นรักใต้แสงจันทร์: Chapter 11 - Chapter 20

26 Chapters

บทที่ 11

ภายในตำหนักกลับสู่ความเงียบสงัดดั่งป่าช้าอีกครั้งเซียวจือหลิ่นค่อย ๆ นั่งลงที่ข้างเตียงอีกครั้ง กุมมืออันเย็นชืดข้างนั้นไว้ ขยับหน้าผากเข้าไปแนบซบลงไป"ฮวนอี๋..." เขาเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและสับสนจนยากจะคลี่คลาย "เจ้าบอกเราที...ว่าเรา...ทำผิดไปแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่..."ทว่าไม่มีผู้ใดขานรับมีเพียงสายลมหนาวที่พัดผ่านนอกหน้าต่าง ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับกำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้นผ่านไปสามวันร่างไร้วิญญาณของจ้าวฮวนอี๋ยังคงนอนทอดกายอยู่อย่างสงบนิ่งบนเตียงตั่งในตำหนักชั้นในของตำหนักเหยาหวาหลี่เต๋อฉวนยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก เขาขบกรามแน่น สุดท้ายก็ยังโค้งตัวเดินเข้าไป"ฝ่าบาท..." น้ำเสียงของเขาแห้งผาก เจือการการหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง "พระสนม...เสด็จจากไปได้สามวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม้สภาพอากาศช่วงนี้จะหนาวเย็น ทว่าพระศพ...ถึงอย่างไรก็ไม่อาจเก็บรักษาไว้ได้ตลอด พระองค์ทรงคิดว่า...ถึงเพลาที่จะให้กรมพิธีการเตรียมฝังพระศพอย่างสงบแล้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ยามที่พระสนมยังมีชีวิตอยู่ ทรงรักความเรียบร้อยและรักษาเกียรติเป็นที่สุด คาดว่าคงไม่ทรงปรารถนาจะ...""นางยังไม่ตาย! นาง
Read more

บทที่ 12

เขาหวาดกลัวความเงียบสงัดไร้ที่สิ้นสุดนี้ กลัวการเฝ้ารอที่จะไม่ได้อะไรกลับมาอีก กลัวสัมผัสอันเย็นชืดและแข็งทื่อนี้เหลือเกินขณะจ้าวรั่วอิ๋งมองดูความทุกข์ระทมและความอาลัยอาวรณ์ที่ปิดไม่มิดในดวงตาเขา ไฟริษยาก็แทบจะแผดเผาสติสัมปชัญญะของนางจนหมดนางจิกเล็บลงฝ่ามือ ใช้ความเจ็บปวดบังคับตนเองให้สงบนิ่ง ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นและปนเสียงสะอื้นไห้ "ฝ่าบาท พระองค์ยังมีหม่อมฉันอยู่ทั้งคนนะเพคะ...หม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างพระองค์ตลอดไป เหมือนตอนที่พวกเรายังเด็ก... ฝ่าบาท ทรงหันมาทอดพระเนตรหม่อมฉันเถิด ทรงมองดูหม่อมฉันสิ..."ทว่าเซียวจือหลิ่นกลับทำเป็นหูทวนลม เพียงสั่งหลี่เต๋อฉวนที่ยืนหายใจเบา ๆ อยู่ด้านข้าง "ตามหาต่อไป แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ผู้มีวิชาอาคมมากมายถึงเพียงนั้น เราไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครชุบชีวิตนางได้"หลี่เต๋อฉวนจุกแน่นในลำคอ ขานรับเสียงต่ำ "...พ่ะย่ะค่ะ"จ้าวรั่วอิ๋งทรุดนั่งลงกับพื้น มองดูสายตาของเซียวจือหลิ่นที่ไม่เหลือเงาของนางอีกต่อไป มีเพียงร่างไร้วิญญาณเย็นเฉียบบนเตียงตั่งเท่านั้น หัวใจของนางค่อย ๆ ดิ่งจมลงสู่โพรงน้ำแข็งอันเยือกเย็น ทว่ากลับถูกความไม่ยอมแพ้และความเคียดแค้นแผดเผ
Read more

บทที่ 13

จ้าวรั่วอิ๋งไม่กล้าเอ่ยตอบ ได้แต่หมอบกราบอยู่บนพื้น ร่ำไห้จนหัวไหล่สั่นเทิ้ม"ใครอนุญาตให้เจ้าแตะต้องร่างของนาง! ใครอนุญาตให้เจ้าเอานางไปฝัง!" เขาตวาดลั่นด้วย กระบี่ยาวในมือตวัดฟันออกไปอย่างแรง!"เคร้ง!"เสียงดังสนั่น โต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์ม่วงอันประณีตที่อยู่ด้านข้างถูกเขาฟันขาดเป็นสองท่อนด้วยกระบี่เดียว แป้งชาดและเครื่องประดับทองเงินบนโต๊ะร่วงกราวเต็มพื้นจ้าวรั่วอิ๋งตกใจจนร้องเสียงหลง เอามือกุมศีรษะตัวสั่นเทิ้มเซียวจือหลิ่นหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ราวกับอสูรร้ายที่พร้อมจะขย้ำฉีกกินผู้คนเขาหันขวับไปข้างหลัง แผดเสียงคำรามใส่หลี่เต๋อฉวนที่ตื่นกลัวจนใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดว่า "ขุดขึ้นมา! ไปที่สุสานหลวงพระสนมเดี๋ยวนี้! ไปขุดเอาโลงศพของกุ้ยเฟยขึ้นมาให้เรา! เดี๋ยวนี้! ตอนนี้!""พ่ะย่ะค่ะ! พ่ะย่ะค่ะ! บ่าวรับพระบัญชา! บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!" หลี่เต๋อฉวนวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไป ตะโกนเรียกรวมคนด้วยเสียงแหลมเล็กชั่วพริบตา ทั่วทั้งวังหลวงก็โกลาหล องค์จักรพรรดิต้องการขุดสุสานหลวงของพระสนมที่เพิ่งฝังร่างลงไป!นี่เป็นเรื่องราวที่สะเทือนขวัญ
Read more

บทที่ 14

"พอที" เซียวจือหลิ่นขัดจังหวะเสียงกรีดร้องคลุ้มคลั่งของนาง เสียงไม่ได้ดังนัก แต่กลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาดเย็นชาและเหนื่อยอ่อน เขามองนาง มองดูดวงหน้าที่เคยทำให้เขาคะนึงหาแทบขาดใจ ใบหน้าที่เขาเคยคิดว่างดงามที่สุดในใต้หล้า ทว่ายามนี้กลับบิดเบี้ยวอัปลักษณ์เพราะความริษยาและเคียดแค้น จู่ ๆ ก็รู้สึกว่านางเป็นคนแปลกหน้า รู้สึกเหนื่อยล้าถึงขีดสุดเช่นกัน"ยามนี้เรา..." เขาเอ่ยเน้นทีละคำอย่างแจ่มชัด "...ไม่อยากเห็นหน้าเจ้า"พอพูดจบ เขาก็ไม่ชายตามองนางอีกแม้แต่แวบเดียว ถือกระบี่หันกายก้าวเท้าฉับ ๆ พุ่งทะยานออกไปจากตำหนักเฟิ่งอี๋"ฝ่าบาท! ฝ่าบาทจะเสด็จไปที่ใดเพคะ! เซียวจือหลิ่น!" จ้าวรั่วอิ๋งกรีดร้องร่ำไห้ไล่หลัง ทว่ากลับถูกเหล่านางกำนัลขันทีเข้าดึงรั้งเอาไว้สุดกำลังเซียวจือหลิ่นขึ้นบนหลังม้า ถึงขั้นไม่ทันได้ระดมไพร่พลมากมาย พาเพียงกองทัพองครักษ์คู่ใจกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานออกจากประตูวังราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร มุ่งตรงไปยังสุสานไร้ญาตินอกเมืองทันทีสายลมหนาวกระโชกแรง บาดผิวหน้าจนเจ็บแสบราวกับถูกคมมีดกรีดแต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย ในใจหลงเหลือเพียงความคิดเดียว คือต้องหานางให้พบ! ต้องหานางให้พบให
Read more

บทที่ 15

สามปีต่อมานับแต่กุ้ยเฟย 'จากไป' วันเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปสามปีแล้วเหนือท้องพระโรง บรรยากาศช่างชวนอึดอัดใจยิ่งนัก"ฝ่าบาท แคว้นไม่อาจไร้ฮ่องเต้แม้เพียงวันเดียว วังหลังก็ไม่อาจขาดผู้ปกครองที่ตำหนักกลางได้ ตำแหน่งฮองเฮายังว่าง องค์รัชทายาทก็ยังไม่ได้สถาปนา ไม่เป็นมงคลแก่แผ่นดินเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอบังอาจขอร้องให้ฝ่าบาททรงคัดเลือกสตรีผู้มีศีลธรรมเพียบพร้อม รีบแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ใต้หล้าสงบพ่ะย่ะค่ะ"บนบัลลังก์มังกร เซียวจือหลิ่นอยู่ในฉลองพระองค์มังกรสีดำทมิฬ ใบหน้าซูบผอม เบ้าตาลึกหลวง มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่สงบนิ่งดุจน้ำในบ่อโบราณ ล้ำลึกจนมิอาจหยั่งถึงเขาไม่ได้ดูฎีกา เพียงเอ่ยอย่างเรียบเฉย ฟังจากน้ำเสียงไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ใด "ยอดดวงใจของเราตายไปแล้ว จะมีฮองเฮาคนใหม่ได้อย่างไร""ฝ่าบาท การจากไปของกุ้ยเฟย พวกกระหม่อมก็โศกเศร้ายิ่งนัก แต่ผู้ล่วงลับดับสูญไปแล้ว ผู้ที่ยังอยู่ย่อมต้องก้าวเดินต่อไป ฝ่าบาททรงเป็นราชันแห่งแผ่นดิน ควรทรงเห็นแก่ใต้หล้าและราชบัลลังก์เป็นสำคัญ..."แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงดังปังฎีกาเล่มนั้นถูกขว้างลงใต้บันไดหยกอย่างแรง หน้ากระดาษห
Read more

บทที่ 16

ถ้วยชาที่กุมอยู่ในมือเซียวจือหลิ่นพลันชะงักค้างลงฉับพลัน"ให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่งงั้นหรือ?" เขาทวนคำเสียงเบา ฟังไม่ออกว่าโกรธหรือยินดี มีเพียงข้อมือที่แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวเล็กน้อยเพราะแรงบีบ"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมลอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่หลายวัน เสิ่นฮูหยินผู้นั้นเก็บตัวไม่พบปะผู้ใด ทว่าบางคราก็ออกไปซื้อหาผักปลาหรือรับส่งบุตรสาว กิริยาท่าทางและการเจรจา มีส่วนคล้ายคลึง... กับชาววังอยู่หลายส่วนพ่ะย่ะค่ะ..." องครักษ์ก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ไม่กล้าพูดต่อมีเสียง "แกร๊ก" ดังอย่างแผ่วเบาถ้วยชาเครื่องเคลือบดินเผาขาวชั้นเลิศ กลับถูกเขาบีบจนเกิดรอยร้าวขึ้นมารอยหนึ่ง น้ำชาอุ่นร้อนเอ่อล้นออกมาลวกนิ้วจนแดงก่ำ แต่เขากลับไม่รู้สึกไม่รู้สาเลย"ไปสืบมา" เขากล่าว น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "ไปสืบเรื่องของเสิ่นชิงเหอผู้นั้น สืบว่าพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร สืบว่าเด็กคนนั้น...กำเนิดมาเมื่อใด ม่าเรื่องจะยิบย่อยเพียงใด เราก็ต้องการรู้""พ่ะย่ะค่ะ!"องครักษ์เงาถอยออกไป ในห้องพระอักษรกลับสู่ความเงียบสงัด หลงเหลือเพียงเสียงปะทุของเปลวเทียนดังเปรี๊ยะ ๆเซียวจือหลิ่นนั่งเหนือบัลลังก์มังกร นิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหว ดั่
Read more

บทที่ 17

ทุกกิริยาท่าทางและเสียงร้องไห้ของจ้าวรั่วอิ๋งพลันหยุดชะงัก นางตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้น บนใบหน้าที่เปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน ภายในอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกเหลวไหลและเหลือเชื่อ"ไม่... ไม่มีทาง..." นางขยับริมฝีปากแห้งแตก "หม่อมฉันเห็นนางสิ้นใจกับตา! เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด! แม้แต่หมอหลวงก็ยังตรวจชีพจรแล้ว! นางตายไปแล้ว! นางตายไปแล้วชัด ๆ!""นางแค่แกล้งตาย" เซียวจือหลิ่นพูดเรียบ ๆ แต่ทุกถ้อยคำเหมือนเข็มอาบยาพิษที่ทิ่มแทงลึกเข้าไปในใจของจ้าวรั่วอิ๋ง "ยามนี้นางอยู่ที่เจียงหนาน อยู่ร่วมกันกับเสิ่นชิงเหอรักแรกในวัยเด็กของนาง ทั้งยังให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่ง ปีนี้น่าจะอายุได้สองขวบแล้ว"จ้าวรั่วอิ๋งราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายทรุดฮวบอยู่บนพื้น ริมฝีปากสั่นระริก แต่กลับพูดอะไรไม่ออกหลังจากผ่านไปพักหนึ่ง นางพลันระเบิดเสียงหัวเราะที่แหลมจนบิดเบี้ยวออกมา"ฮ่า ๆ...ฮ่า ๆ ๆ! แกล้งตาย นางแกล้งตาย?! แล้วหม่อมฉันเล่า? หม่อมฉันนับเป็นสิ่งใดกัน!" นางหัวเราะจนน้ำตาไหล ชี้มาที่ตนเอง แล้วชี้ไปยังเซียวจือหลิ่น ท่าทางราวกับคนเสียสติ "สามปีมานี้หม่อมฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างครึ
Read more

บทที่ 18

เจียงหนาน ตำบลชิงสุ่ยทัศนียภาพในฤดูใบไม้ผลิช่างงดงามยิ่ง ปุยหลิวล่องลอยไปทั่วสารทิศตรงมุมถนนมีร้านขายภาพวาดอักษรขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ชื่อว่า 'ม่ออวิ้นไจ๋' หน้าเรือนเรียบง่ายธรรมดา แต่ภายในกลับจัดแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและงดงามยามนี้ สตรีผู้หนึ่งในชุดสีเรียบ มวยผมปักไว้เพียงปิ่นไม้ธรรมดาหนึ่งเล่ม กำลังก้มหน้าลง นิ้วมือกดชี้ลงบนหน้าตำราที่เปิดกางไว้อย่างใจเย็น พลางพูดจาอ่อนโยนกับเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างขาของนางเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสองสามขวบ มัดแกละเล็ก ๆ ไว้สองข้าง แก้มเนียนอมชมพูดั่งผลท้อ ดวงตากลมโตสุกใส จับจ้องตามทิศทางนิ้วมือของสตรีผู้นั้น พลางเอ่ยอ่านตามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเดียงสา "นิทรา...วสันต์...มิรู้...อรุณ..."แววตาและคิ้วของสตรีผู้นั้นอ่อนโยน มุมปากประดับรอยยิ้มบาง ๆ พลางลูบผมของเด็กหญิงอย่างทะนุถนอม "หนูน้อยของแม่ช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก"ม่านผ้าตรงประตูหลังร้านถูกเลิกขึ้น เป็นบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีเขียวคราม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มีท่วงท่าภูมิฐานดั่งบัณฑิตก้าวเดินออกมา ในมือถือผ้าคลุมไหล่สีขาวนวล ผืนผ้าถูกคลุมลงบนบ่าของสตรีผู้นั้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อม
Read more

บทที่ 19

เขาเอ่ยปากช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงไว้ด้วยสงบนิ่งที่จงใจแต่กลับชัดเจน "คนคุ้นเคยนี่"ปลายนิ้วของจ้าวฮวนอี๋สั่นเล็กน้อย ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว นางก็ข่มสะกดจิตใจให้สงบนิ่งได้นางหลับตาลง หลบเลี่ยงสายตาอันเร่าร่อนของเขา แล้วเบี่ยงกายกระซิบเสียงกับเสิ่นชิงเหอ "ชิงเหอ ท่านพาหนูน้อยเข้าไปข้างในก่อนเถิด"เสิ่นชิงเหอมองนางแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองเซียวจือหลิ่นอีกครั้ง แววตาแฝงความสงสัยอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรมาก เพียงแต่กุมมือนางไว้แน่นพลันเอ่ยเสียงเบา "มีเรื่องอะไรก็เรียกข้า" จากนั้นก็อุ้มบุตรสาวเดินเข้าบ้านไปอย่างพะว้าพะวง ภายในร้านเหลือเพียงพวกเขาสองคน บรรยากาศรอบกายราวกับจับตัวแข็งทื่อ จ้าวฮวนอี๋สูดลมหายใจลึก ยามเงยหน้าขึ้น ใบหน้าก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม ถึงขั้นย่อกายคำนับเซียวจือหลิ่นอย่างงดงามถูกต้องตามธรรมเนียม สุ้มเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "หม่อมฉันหญิงชาวบ้าน คำนับคุณชายเจ้าค่ะ"หญิงชาวบ้านคุณชายคำเรียกขานทั้งสองคำนี้ ดั่งเข็มอันเย็นเฉียบสองเล่มที่ทิ่มแทงเข้าหูเซียวจือหลิ่นเขาจ้องมองนาง ดูท่าทางนางก้มหน้าก้มตา ดูเส้นแบ่งเขตแดนที่นางจงใจขีดคั่นเอาไว้ พลันยกมุ
Read more

บทที่ 20

ในชั่วพริบตาที่มือของนางแตะโดนม่านประตู เสียงของเซียวจือหลิ่นพลันดังขึ้นจากทางด้านหลัง ไม่ใช่ความเยือกเย็นข่มขวัญดั่งองค์จักรพรรดิอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่สั่นเครือจนยากจะควบคุม กับการลดตัวลงมาขอร้อง"จงกลับไปกับเราเถิด" เขากล่าวเสียงต่ำ ทุกถ้อยคำดั่งเค้นเรี่ยวแรงออกมาจนหมดสิ้น "เรา... คิดถึงเจ้าเหลือเกิน"มือที่กำลังเลิกม่านขึ้นของจ้าวฮวนอี๋ ชะงักนิ่งไปเล็กน้อยจนแทบไม่อาจสังเกตเห็นได้ทว่าก็เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นม่านประตูไหวเอน ร่างของนางพลันเลือนหายออกไปนอกห้อง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาค่อย ๆ ห่างไกลออกไปทุกทีเซียวจือหลิ่นตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ค้างอยู่ในท่ายื่นมือ ปลายนิ้วเย็นยะเยือกด้านนอกแว่วเสียงอันอ่อนโยนเป็นปกติของนาง เอ่ยกล่าวกับเสิ่นชิงเหอว่า "ท่านพี่ หนูน้อยหลับแล้วหรือยัง ข้าจะไปดูสำรับโอสถบนเตาไฟสักหน่อย ท่านช่วยดูแลหน้าร้านด้วยนะเจ้าคะ""ได้ เจ้าไปเถิด ระวังลวก"บทสนทนาระหว่างสามีภรรยา กลับเหมือนเข็มอันแหลมคมที่สุดนับพันนับหมื่นเล่มที่ทิ่มแทงลงในใจเขานางถึงขั้นไม่หันกลับมามองแม้แต่ปราดเดียวคืนนั้น ดวงจันทร์สาดแสงกระจ่าง ทว่าดวงดารากลับเบาบางเรือนหลังของตระ
Read more
PREV
123
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status