All Chapters of เร้นรักใต้แสงจันทร์: Chapter 1 - Chapter 10

26 Chapters

บทที่ 1

เขาอยู่ในชุดมังกรสีเหลืองสว่าง ท่วงท่าสง่าผ่าเผย คิ้วและดวงตาดูเย็นชา ยืนอยู่กลางตำหนักราวกับต้นสนหิมะ ทั้งดูสูงส่งทั้งดูห่างเหิน"ฮวนอี๋" เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "การตัดสินใจครั้งนี้ของเรา เจ้ามีสิ่งใดคัดค้านหรือไม่"จ้าวฮวนอี๋รีบลุกขึ้นถวายบังคม "หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ ฝ่าบาททรงแต่งตั้งพี่หญิงเป็นฮองเฮา นับเป็นเรื่องที่ปราดเปรื่อง หม่อมฉัน..ไม่มีข้อคัดค้านเพคะ"เซียวจือหลิ่นมองใบหน้าที่ราบเรียบของนางพลางขมวดคิ้วเดิมทีเขาคิดว่า การที่นางเงียบสงบในช่วงหลายวันมานี้ ก็เพื่อบีบให้เขามาปลอบเองรอจนเขามาถาม นางจะต้องร้องไห้ เสียใจและโวยวายแน่นอนถึงยามนั้นเขาค่อยตบรางวัลให้เสียหน่อย แล้วค่อยกล่าวอย่างเข้มงวดว่า "เราเคยบอกเจ้าตั้งแต่วันที่อภิเษกแล้ว ว่าในใจเรามีเพียงรั่วอิ๋ง เรามอบลาภยศให้เจ้าได้ แต่ไม่อาจมอบความรักให้ได้ ตำแหน่งฮองเฮานั้น มีไว้เพื่อมอบให้สตรีในดวงใจเท่านั้น"ใช้ทั้งพระคุณและพระเดชเช่นนี้ เดี๋ยวเรื่องนี้ก็คงจะผ่านพ้นไปทว่านึกไม่ถึงว่านางกลับไม่ใส่ใจจริง ๆทั้งที่ท่าทีเช่นนี้ของนางนั้นดีมาก ไม่สร้างความวุ่นวาย แสดงว่าในใจนางจดจำคำพูดของเขาในตอนแรกไว้ จึงไม่ก
Read more

บทที่ 2

จ้าวฮวนอี๋ใช้เวลาตลอดทั้งคืน เย็บเสื้อคลุมจนเสร็จ ขนจิ้งจอกสีขาวราวกับหิมะ ประกอบกับงานปักอันประณีต จึงทำให้ทั้งหรูหราและให้ความอบอุ่นยามฟ้าสาง นางก็เตรียมนำไปส่งยังตำหนักเฟิ่งอี๋ของจ้าวรั่วอิ๋งด้วยตนเองจ้าวรั่วอิ๋งกำลังส่องกระจกจัดแต่งทรงผม เมื่อเห็นนาง แววตาพลันเย็นชาลง"ลมอะไรหอบน้องสาวมาที่นี่เล่า""หม่อมฉันมาถวายพระพรฮองเฮาเพคะ" จ้าวฮวนอี๋ทำความเคารพ "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันเย็บเสื้อคลุมให้ฮองเฮา ยามนี้ทำเสร็จแล้ว จึงตั้งใจนำมาถวายเพคะ"นางกำนัลรับเสื้อคลุมมา แล้วยื่นให้จ้าวรั่วอิ๋งจ้าวรั่วอิ๋งลูบคลำดูเล็กน้อย แล้วสีหน้าก็พลันมืดมนลง"คุกเข่าลง"จ้าวฮวนอี๋ชะงัก "เราสั่งให้เจ้าคุกเข่า" จ้าวรั่วอิ๋งน้ำเสียงเย็นเยียบ "ทำไมเล่า เป็นกุ้ยเฟยได้ไม่กี่วัน แม้แต่กฎระเบียบก็ลืมสิ้นแล้วหรือ"จ้าวฮวนอี๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงคุกเข่าลงจ้าวรั่วอิ๋งเดินมาตรงหน้านาง แล้วมองต่ำลงมาที่นาง"จ้าวฮวนอี๋ เจ้าปักเสื้อคลุมได้งดงามเช่นนี้ เพราะอยากให้ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเสื้อคลุมนี้แล้วคิดถึงเจ้า จากนั้นจะได้เสด็จไปหาเจ้าบ่อยขึ้นไม่ใช่หรอกหรือ"นางแสยะหัวเราะ "ข้าจะบอกเจ้าให้
Read more

บทที่ 3

จ้าวฮวนอี๋พลันเบิกตากว้าง"ฝ่าบาท" นางฝืนพยุงสังขารขึ้นมา นิ้วมืออันเย็นเยียบคว้าชายชุดมังกรไว้แน่น "ชิงเหอเพียงแค่...เพียงแค่ปกป้องนายด้วยความภักดี ขอพระองค์...ทรงละเว้นชีวิตนางสักครั้งเถิดเพคะ..."เซียวจือหลิ่นก้มหน้าลงมองนางใบหน้านางขาวซีดราวกับกระดาษ มุมปากยังมีเลือดซึม ปอยผมหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อเย็นแนบติดดวงหน้า ดูเหนื่อยล้าและอ่อนแอยิ่งนักนางไม่เคยอ้อนวอนขอสิ่งใดจากเขาเลย แม้แต่ยามที่เอาตัวเข้ากำบังคมกระบี่แทนเขาจนเกือบสิ้นชีพ ฟื้นขึ้นมาก็ยังคงเอ่ยเสียงเรียบว่า "องค์ชายทรงปลอดภัยก็ดีแล้วเพคะ"นี่เป็นครั้งแรกที่นางมองเขาเช่นนี้ ในดวงตาฉายแววขอร้องหัวใจเซียวจือหลิ่นพลันอ่อนวูบลงอย่างบอกไม่ถูก เขาขมวดคิ้วมุ่น เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะพูดว่า "ช่างเถิด โทษตายละเว้น โทษเป็นไม่อาจหลีก" ทว่าจู่ ๆ จ้าวรั่วอิ๋งกลับดึงแขนเสื้อเขา แล้วกล่าวเสียงสะอื้น "หากวันนี้ฝ่าบาททรงละเว้นนาง วันหน้าหม่อมฉันจะปกครองฝ่ายในได้อย่างไรเพคะ ผู้คนคงตราหน้าว่าฮองเฮาอ่อนแอ กระทั่งบ่าวไพร่อีกคนยังกล้าขัดใจ หม่อมฉัน...หม่อมฉันยอมตายเสียดีกว่าเพคะ!"นางกล่าวพลางทำท่าจะวิ่งเอาศีรษะชนเสาข้างกายจริง ๆ"รั่วอิ๋
Read more

บทที่ 4

ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนกตกใจจ้าวฮวนอี๋เองก็งงเช่นกันเซียวจือหลิ่นรับหลักฐานมา กวาดสายตามองสองสามครั้ง สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงเขาเขวี้ยงหลักฐานใส่ใบหน้าของจ้าวฮวนอี๋อย่างแรง"จ้าวฮวนอี๋" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ "เจ้าทำให้เราผิดหวังเกินไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าบังอาจทำร้ายฮองเฮาครั้งแล้วครั้งเล่า!"เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวาดต่อ "ทหาร"แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำเมื่อเขามองใบหน้าที่ขาวซีดเรียบเฉยของนาง ประโยคที่ว่า "ลากตัวออกไปประหาร" กลับเอ่ยพูดไม่ออกจ้าวรั่วอิ๋งมองเห็นความลังเลของเขา ความแค้นแวบผ่านด้วยตาสายหนึ่งนางคุกเข่าลง ร่ำไห้วิงวอน "ฝ่าบาท ถึงอย่างไรฮวนอี๋ก็เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน... ขอฝ่าบาททรงเมตตา ละเว้นชีวิตนางด้วยเถิด เพียง...เพียงส่งนางไปคุมขังในคุกหลวงสักสองสามวันเพื่อเป็นการสั่งสอนก็พอเพคะ"คุกหลวง?เซียวจือหลิ่นขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายความลังเลขึ้นมาอีกครั้งคุกหลวงคือสถานที่เช่นไร ทั้งมืดมนอับชื้น เครื่องทัณฑ์ทรมานเต็มพื้น ผู้ที่ถูกคุมขังในนั้นหากไม่ตายก็ต้องพิการ บาดแผลที่หลังของนางยังไม่ทันหายดี หากเข้าไปเกรงว่า...จ้าวรั่วอิ๋งมองเห็นความย้อนแย้งในส่วนลึ
Read more

บทที่ 5

จ้าวฮวนอี๋พลันเหลือบตาขึ้น มองเขาอย่างไม่ยากจะเชื่อหูตนเองเซียวจือหลิ่นหลบสายตานาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "สายลับของเราไม่ได้ไร้ประโยชน์ถึงขนาดนั้น ผู้ใดที่คอยสร้างคลื่นลมอยู่เบื้องหลัง เรากระจ่างดี"เขารู้? เขารู้อยู่เต็มอกว่าทั้งหมดนี้เป็นงิ้วฉากใหญ่ที่จ้าวรั่วอิ๋งกำกับเองและเล่นเองอย่างนั้นหรือ?!หัวใจของจ้าวฮวนอี๋ราวกับถูกคำพูดนี้กระแทกใส่อย่างแรง ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปนเหลวไหลพรั่งพรูเข้ามา"เช่นนั้นฝ่าบาท..." น้ำเสียงของนางสั่นระริก"แต่รั่วอิ๋งนาง..." น้ำเสียงของเซียวจือหลิ่นเจือความเหนื่อยล้าและจนใจเล็กน้อย "เราบอกนางไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าเราไม่ได้รู้สึกแบบชายหญิงต่อเจ้า ตอนแรกที่แต่งเจ้าเข้าจวนก็เพราะสถานการณ์บังคับ แต่นาง...ถึงอย่างไรก็เป็นสตรี ย่อมขาดความมั่นใจในรัก เมื่อเห็นเรากับเจ้าแต่งงานกันมาหลายปี เห็น...เราเอาใจใส่ดูแลเจ้าอยู่บ้างในบางครั้ง ใจนางย่อมเกิดความระแวง นางก็แค่อยากอาศัยโอกาสนี้ลองใจเราเท่านั้น"เขาชะงักไป ก่อนจะหันไปมองจ้าวฮวนอี๋ด้วยสายตาที่สื่อหลากหลายความรู้สึก "เราไม่อาจทำร้ายจิตใจนางได้ และเพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้นางเห็น จึงทำได้เพียงร่วม
Read more

บทที่ 6

ยามที่ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง นางก็ถูกลมหนาวพัดใส่จนตื่นขึ้นมาจ้าวฮวนอี๋พยายามฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วพบว่าตนเองกำลังอยู่บนที่สูงลิบลิ่ว สองมือถูกมัดด้วยเชือกเส้นหนาจนขยับไม่ได้เลยข้างกายของนางคือจ้าวรั่วอิ๋งที่ถูกมัดไว้เช่นกัน นางสวมชุดชาววังอันหรูหราสง่างาม ทว่ายามนี้กลับตื่นตระหนกจนใบหน้างามถอดสีไร้เลือดฝาดพวกนางถูกมัดเอาไว้บน...หอประตูเมือง!เบื้องล่างหอประตูเมือง คบเพลิงสว่างไสวราวกับกลางวัน กองทัพองรักษ์อัดแน่นมืดฟ้ามัวดินตั้งค่ายเตรียมพร้อมรบ ตรงแถวหน้าสุด เซียวจือหลิ่นในชุดลำลองสีดำสนิท ท่วงท่าเหยียดตรงดั่งสนแกร่ง เขากำลังเงยหน้ามองขึ้นมาบนหอประตูเมือง สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจับจ้องอยู่ที่ร่างของพวกนางทั้งสองอย่างไม่วางตา"เซียวจือหลิ่น!" น้ำเสียงแหบพร่าและบ้าคลั่งสายหนึ่งดังขึ้นจากอีกด้านของหอประตูเมืองจ้าวฮวนอี๋ฝืนหันศีรษะไปมอง เห็นบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดมังกรที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง ท่าทางดูเสียสติ เขาคืออดีตองค์รัชทายาทเซียวจืออวี้!หลังจากพ่ายแพ้ในการแย่งชิงบัลลังก์ เขาก็ถูกคุมขังมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าเหตุใดในยามนี้จึงสามารถหลบหนีออกมาได้"นึกไม่ถึงว่าเราสองพ
Read more

บทที่ 7

"ฮ่าๆๆ! ดี! ช่างเป็นคนคลั่งรักยิ่งนัก!" เซียวจืออวี้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลางส่งสัญญาณให้ลูกน้องแก้เชือกที่มัดจ้าวรั่วอิ๋งออก ผลักนางไปยังประตูบานเล็กที่นำไปสู่เขตปลอดภัยจ้าวรั่วอิ๋งทั้งวิ่งทั้งคลานลงจากหอประตูเมือง โผเข้าสู่อ้อมอกของเซียวจือหลิ่นแล้วปล่อยโฮเสียงดังส่วนเซียวจืออวี้กลับยิ้มเหี้ยมเกรียม เดินตรงเข้าไปหาจ้าวฮวนอี๋ที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง"ถ้าเช่นนั้น ลาก่อนตลอดกาล พระสนมกุ้ยเฟย!"ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง ตรงมุมมืดบนหอประตูเมือง ลูกหน้าไม้หลายดอกพุ่งแหวกอากาศออกมา เจาะทะลวงจุดตายของเซียวจืออวี้และลูกน้องอีกหลายคนอย่างแม่นยำ!เซียวจืออวี้ร่างแข็งทื่อทันที ในดวงตายังคงหลงเหลือแววแห่งความสะใจอันบ้าคลั่ง เขาล้มตึงไปข้างหลังตรง ๆ ทว่าก่อนตาย เขากลับเค้นแรงเฮือกสุดท้าย ผลักจ้าวฮวนอี๋ที่ร่างกายครึ่งหนึ่งห้อยโหนอยู่กลางอากาศอย่างแรง!"ฮวนอี๋!"เซียวจือหลิ่นทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ ขณะร่างบางนั้นร่วงหล่นลงมาจากหอประตูเมืองอันสูงลิบลิ่วดุจดั่งว่าวที่สายป่านขาด!"ตุ้บ!"เสียงกระแทกพื้นดังทึบ จ้าวฮวนอี๋ร่วงกระแทกลงบนพื้นหินสีดำเบื้องล่างหอประตูเมือง ร่างกายสั่นกระตุกเบา ๆ ครั้
Read more

บทที่ 8

เหล่านางกำนัลและขันทีคุกเข่าเต็มพื้น เสียงร่ำไห้ยังไม่ทันดัง ประตูตำหนักก็ถูกกระแทกเปิดออกด้วยแรงมหาศาลเซียวจือหลิ่นที่ได้รับแจ้งข่าวพุ่งทะยานเข้ามาข้างในเขาผลักหมอหลวงที่คุกเข่าอยู่หน้าเตียงออกไปอย่างแรง ด้วยแรงอันมหาศาล ทำให้หมอหลวงชราผู้นั้นเสียหลักล้มคว่ำลงกับพื้น"เจ้าบังอาจรายงานเท็จอะไร!" เซียวจือหลิ่นเสียงแหบพร่า ตวาดเสียงเข้ม "นางจะตายได้อย่างไร เมื่อครู่นางแค่ร่วงลงจากหอประตูเมือง เราตรวจดูแล้ว มีเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น!"เขาปรี่เข้าไปที่ข้างเตียง โน้มกายลงมองดูจ้าวฮวนอี๋นอนทอดกายอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าขาวซีดไร้สัญญาณชีวิต ริมฝีปากไร้สีเลือดฝาด แผงขนตาหลุบลงอย่างสงบเงียบจนเกิดเป็นเงาโค้งเล็ก ๆ สองวงบนวงหน้าเซียวจือหลิ่นยื่นมือออกไป ปลายนิ้วสั่นเทาขณะยื่นไปทาบใต้จมูกของนางว่างเปล่าไม่มีลมหายใจเลยสักนิดสัมผัสที่เย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายนิ้วไปทั่วร่างในชั่วพริบตา เยือกเย็นเสียจนเลือดในกายคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนฉับพลัน เขาชักมือกลับมา ทว่าคล้ายกับยังยอมรับความจริงไม่ได้ จึงยื่นมือออกไปตรวจดูอีกหน กระทั่งเอื้อมไปสัมผัสที่ข้างลำคอและทาบล
Read more

บทที่ 9

ความทรงจำพรั่งพรูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับน้ำป่าทลายทำนบกั้น นำพาความเจ็บปวดอันเก่าแก่ทว่าแหลมคมเข้ามาท่วมทับร่างของเขาจนมิดเขาหวนนึกถึงคืนวันวิวาห์เทียนมงคลมังกรหงส์ส่องสว่าง นางสวมชุดวิวาห์สีแดงชาด นั่งนิ่งสงบอยู่ตรงขอบเตียงตั่งเขาเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้น เห็นดวงตาอันราบเรียบไร้ระลอกคลื่นของนาง ไม่ได้มีความเอียงอายอย่างเจ้าสาวคนใหม่ ไม่มีความตื่นตระหนกของบุตรสาวอนุที่ถีบตัวเองขึ้นที่สูง เฉยชาดุจดั่งห้วงน้ำลึกในใจเขาพลันเกิดความหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุ เอ่ยกับนางด้วยใบหน้าเย็นชา "จ้าวฮวนอี๋ เราแต่งกับเจ้าเพียงเพื่อปกป้องความปลอดภัยของรั่วอิ๋ง เรามอบตำแหน่งชายาเอกให้เจ้าได้ มอบลาภยศให้เจ้าได้ แต่ไม่อาจมอบความรักให้เจ้าได้ ทางที่ดีเจ้าจงจำไว้ จงเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้า"ยามนั้นนางตอบกลับมาว่าอย่างไรเล่า?นางค่อย ๆ ลุกขึ้น ย่อกายคำนับเขาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ ขอบพระทัยองค์ชายที่ชี้แนะ"ความสงบนิ่งเช่นนั้น ความรู้กาลเทศะเช่นนั้น ทำให้คำเตือนอันเย็นชาและโหดร้ายกว่านี้ที่เขาเตรียมมาต้องจุกติดอยู่ท
Read more

บทที่ 10

"ฝ่าบาท!" นางโผเข้าไปที่ข้างเตียงตั่ง ขณะมองจ้าวฮวนอี๋ที่นอนนิ่งไร้ซุ่มเสียงอยู่บนเตียง นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ร้องสะอื้นจนแทบพูดไม่เป็นภาษา "หม่อมฉันได้ยินข่าวเรื่องน้องสาวแล้ว...เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้... เมื่อวานยังดีอยู่แท้ๆ..."นางทำท่าจะโผเข้าไปร้องไห้ซบร่างจ้าวฮวนอี๋ ทว่ากลับเห็นเซียวจือหลิ่นเอาแต่กุมมือจ้าวฮวนอี๋เอาไว้ นั่งอยู่ข้างเตียง จ้องไปเบื้องหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า ราวกับไม่ได้รับรู้ถึงการมาเยือนของนางเลยแม้แต่น้อยจ้าวรั่วอิ๋งพลันรู้สึกบีบหัวใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุนางข่มตัวเองให้สงบใจ ใช้น้ำเสียงที่โศกเศร้าและอ่อนหวานกว่าเดิม "ฝ่าบาท อย่าเศร้าไปเลยเพคะ... น้องสาว... เฮ้อ ชะตากรรมของนางคงกำหนดมาให้เป็นเช่นนี้ พระองค์ทรงเฝ้านางมาทั้งคืนแล้ว พระวรกายล้ำค่าสำคัญที่สุด ให้หม่อมฉันปรนนิบัติพระองค์ไปพักผ่อนสักครู่เถิดเพคะ ทางนี้...ปล่อยให้ข้าราชบริพารจัดการเถิด"เซียวจือหลิ่นค่อย ๆ ขยับลูกตา เคลื่อนสายตามาจับจ้องบนใบหน้าของนางจ้าวรั่วอิ๋งถูกเขาจ้องจนรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง แทบจะประคองสีหน้าโศกเศร้าเอาไว้ไม่อยู่"ชะตากรรมอย่างนั้นหรือ" เซียวจือหลิ่นเอ่ย น้ำเสีย
Read more
PREV
123
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status