รายชื่อหลักที่เด่นชัดคือ Chris Pratt (รับบท Owen Grady) กับ Bryce Dallas Howard (รับบท Claire Dearing) ที่ยังคงเป็นแกนหลักของไตรภาคนี้ คู่กันทำงานคู่กับนักแสดงรุ่นเก๋าที่กลับมาจากยุคแรกๆ ของจักรวาลไดโนเสาร์อย่าง Laura Dern (Dr. Ellie Sattler), Sam Neill (Dr. Alan Grant) และ Jeff Goldblum (Dr. Ian Malcolm) ซึ่งการรวมตัวของทั้งสองยุคทำให้หนังภาคนี้มีความรู้สึกเหมือนการปิดวงจร
นอกจากนั้นยังมีนักแสดงหน้าใหม่และหน้าเก๋าร่วมเสริมพลัง ได้แก่ DeWanda Wise (Kayla Watts), Mamoudou Athie (Rami), Isabella Sermon (Maisie Lockwood), Omar Sy (Barry) และ BD Wong ที่กลับมารับบท Dr. Henry Wu อีกครั้ง แต่ละคนมีจุดเด่นต่างกัน — บางคนเป็นตัวแทนพลังหนุ่ม บางคนเป็นความทรงจำจากต้นฉบับ ทั้งหมดช่วยสร้างโทนของเรื่องที่ผสมความหวือหวากับการทบทวนอดีตได้อย่างไม่น่าเบื่อ
มีเรื่องเล่าเก่าแก่ที่แฟนหนังสือเด็กมักเอ่ยถึงเมื่อพูดถึงปีเตอร์แรบบิท: ต้นกำเนิดของตัวละครมาจากนิทานคลาสสิกเล่มเล็กที่วาดภาพและเขียนโดย Beatrix Potter เอง ซึ่งตีพิมพ์ฉบับพาณิชย์ครั้งแรกในปี 1902 ในนาม 'The Tale of Peter Rabbit' เป็นหนังสือที่ปลุกความคิดสร้างสรรค์ในเด็กหลายรุ่น
ในหนังสือฉบับดั้งเดิม รูปแบบการเล่าเน้นไปที่โทนเบาๆ ผสมการเตือนใจเมื่อตัวละครข้ามเส้นที่ผู้ใหญ่ตั้งไว้ ฉันชอบภาพประกอบสีน้ำที่ยังคงความละมุนและรายละเอียดธรรมชาติไว้ได้อย่างน่าทึ่ง การดัดแปลงสมัยใหม่มักยืมโครงเรื่องหลักจาก 'The Tale of Peter Rabbit' แต่ปรับจังหวะ เหตุผลตลก และคาแรกเตอร์ให้เข้ากับผู้ชมยุคใหม่
การอ้างอิงถึงงานอื่นของ Potter เช่น 'The Tale of Jemima Puddle-Duck' ช่วยให้เราเห็นว่าผลงานเหล่านี้มีความต่อเนื่องด้านทัศนคติและสไตล์ภาพ ทำให้เมื่ออ่านหรือดูการดัดแปลงแล้ว ฉันมักนึกถึงความเรียบง่ายและความอบอุ่นที่ต้นฉบับส่งต่อ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่รากของเรื่องยังคงยึดอยู่กับหนังสือเล่มนั้น