มีอีกมุมที่อยากเปรียบเทียบคือ 'The Saga of Tanya the Evil' ซึ่งแม้ตัวเอกไม่ได้เป็นเทพ แต่ภาพยนตร์และซีรีส์ซีนนั้นมีการจัดองค์ประกอบภาพและบรรยากาศที่เหมือนหนัง ทำให้การเล่าเรื่องมีความหนักแน่น ทั้งการเล่นแสง เงา และโทนสีที่สมจริง เป็นตัวอย่างของอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคเชิงภาพยนตร์มาสร้างอารมณ์ อย่างไรก็ตามถาวรและสไตล์งานแบบนี้ต่างจากอนิเมะเกิดใหม่ที่เฉพาะเจาะจงว่าจะโชว์พลังวิเศษหรือการเปลี่ยนร่างอย่างตระการ ซึ่งกลับกลายเป็นจุดเด่นของสองเรื่องแรกมากกว่า
สรุปแล้วถาตัวเลือกที่ชี้ชัดว่า 'ดีที่สุด' ขึ้นกับนิยามของคำว่า ‘‘ดีที่สุด’’ ถ้าต้องการความสม่ำเสมอในการเล่าเรื่องผ่านภาพและการสร้างโลก ผมจะให้คะแนนสูงกับ 'That Time I Got Reincarnated as a Slime' แต่ถ้าชอบความกล้าทดลอง มุมกล้องสุดล้ำและจังหวะบู๊ที่ดุดัน 'So I'm a Spider, So What?' จะตรึงใจมากกว่า ทั้งสองเรื่องมีเสน่ห์ต่างกันและตอบโจทย์คนดูคนละแนว แต่ถาต้องเลือกเพียงเรื่องเดียวโดยรวมในแง่อนิเมชั่นที่สร้างประสบการณ์ดูครบทุกมิติ ผมยกให้ 'That Time I Got Reincarnated as a Slime' เป็นผู้ชนะที่ทำให้ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่มีฉากสำคัญ ปิดท้ายด้วยความรู้สึกว่าผลงานพวกนี้ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก และรอชมว่าซีซันต่อๆ ไปจะก้าวกระโดดข้ามขอบเขตได้แค่ไหน
ภาพแรกที่ผุดขึ้นในหัวเมื่อได้ยินการเปรียบเทียบนี้คือภาพของคนที่ถูกขับไล่แล้วกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ — ผู้เขียนเปรียบแรงบันดาลใจของ 'ราชันคืนบัลลังก์' กับนิยายคลาสสิกอย่าง 'The Count of Monte Cristo' อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่มีเหตุผลและน่าสนใจในหลายมิติ โดยเฉพาะมุมของการกลับคืน การแก้แค้น และการเปลี่ยนตัวตนจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้กำหนดชะตาเอง ผมรู้สึกว่าการนำเส้นเรื่องของการพลิกชะตาแบบนี้มาใส่ในบริบทของการเมืองและบัลลังก์ทำให้เรื่องใหม่มีทั้งความขรึมและความเข้มข้นทางอารมณ์
การเปรียบเทียบชิ้นนี้ช่วยชี้ให้เห็นแก่นสำคัญบางอย่าง: ทั้งสองเรื่องพูดถึงการสูญเสียอันร้ายแรง การเติบโตผ่านความทุกข์ และการกลับมาพร้อมแผนการ/อุดมการณ์ที่ชัดเจน ตัวเอกใน 'The Count of Monte Cristo' ผ่านการทรมานและกลายเป็นบุคคลที่มีทรัพยากรและแผนการ ส่วนตัวเอกใน 'ราชันคืนบัลลังก์' ก็มีเส้นทางคล้ายคลึงกัน แต่กรอบเรื่องถูกขยายไปสู่ระดับรัฐและอำนาจ ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องจริยธรรม การเสียสละเพื่อประชาชน และความยุติธรรมเชิงสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องแก้แค้นส่วนตัว แต่เป็นการปะทะกันของอุดมการณ์และการคืนตำแหน่งอย่างมีความหมาย
ถ้าดูรายละเอียดเชิงโครงสร้างและโทน สีสันของสองเรื่องก็มีความต่างที่สำคัญ: 'The Count of Monte Cristo' เป็นนิยายความแค้นที่ละเอียด ละเมียดในขั้นตอนการคิดและลงมือ ส่วน 'ราชันคืนบัลลังก์' มักจะเติมความอลังการของการเมือง การวางกลยุทธ์ในระดับกองทัพ และภาพลักษณ์ของการกลับมาที่ต้องสะท้อนต่อสายตาสาธารณะ การเดินเรื่องจึงอาจเร็วกว่าและมีฉากความขัดแย้งแบบกลุ่มมากกว่า นอกจากนี้ตัวละครข้างเคียงในเรื่องเกี่ยวกับบัลลังก์ยังมีบทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้เรื่องขยายมิติจากความเป็นเรื่องส่วนตัวไปสู่การสะท้อนสังคมด้วย
ท้ายที่สุด มุมมองนี้ทำให้ผมยิ่งชอบแนวคิดของผู้เขียน เพราะมันเอาโครงเรื่องคลาสสิกมาขยายความในแบบที่เป็นสมัยใหม่และมีบริบททางการเมืองได้อย่างน่าติดตาม การเปรียบเทียบกับ 'The Count of Monte Cristo' จึงไม่ใช่แค่การยกชื่อเพื่อความน่าเชื่อถือ แต่เป็นการชี้ทางให้ผู้อ่านเห็นแก่นของเรื่อง: การกลับมาพร้อมกับบทเรียนจากอดีตและการตัดสินใจว่าความยุติธรรมควรใกล้ชิดกับมนุษยธรรมหรือการแก้แค้นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวผมชอบการผสมผสานนี้ที่ทำให้เรื่องมีทั้งความเข้มข้นและความคิดคมคาย