5 Jawaban
การเรียงตามไทม์ไลน์ภายในเรื่องมักทำให้ชัดว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อนหลัง โดยผมมักจัดลำดับให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่หนังตั้งไว้ มากกว่าจะเรียงตามปีฉายจริง นี่คือลำดับที่ผมแนะนำสำหรับการดูแบบไทม์ไลน์: เริ่มที่ 'X-Men: First Class' (เหตุการณ์หลักในยุค 1960s) ต่อด้วยส่วนอดีตของ 'X-Men: Days of Future Past' (1970s ในพาร์ทอดีต), แล้ว 'X-Men: Apocalypse' (1980s เหตุการณ์ในหนัง), จากนั้น 'Dark Phoenix' (ช่วงต้น 1990s ตามน้ำหนักเรื่อง), ตามด้วยยุคหลังที่เชื่อมกับไตรภาคยุคท้ายคือ 'X-Men' (2000), 'X2' (2003), 'X-Men: The Last Stand' (2006) และต่อด้วย 'The Wolverine' ที่เกิดหลังจากไตรภาคต้นแบบ
ผมใส่ 'X-Men Origins: Wolverine' ไว้ก่อนหรือแทรกตามฉากย้อนหลังที่ต้องการเห็นชีวิตวูล์ฟเวอรีน และวาง 'Logan' ไว้ท้ายสุดเพราะเกิดในอนาคตไกลกว่าภาพรวมอื่นๆ ส่วน 'Deadpool' กับ 'The New Mutants' จัดว่าเป็นเส้นขนาน — บางคนดูตามลำดับนี้แล้วจะเข้าใจพัฒนาการตัวละครได้ดีขึ้น
ยุคทองของ 'X-Men' ช่างน่าจดจำและผมชอบย้อนดูทีละภาคเพื่อจับจังหวะการเปลี่ยนผ่านของหนังแฟรนไชส์นี้
ผมมองว่าเมื่อพูดถึงภาพรวมของจักรวาลหนังเวอร์ชัน 20th Century Fox จะนับรวมทั้งหนังทีมและสปินออฟได้ทั้งหมด 13 ภาค ได้แก่ 'X-Men' (2000), 'X2'/'X-Men 2' (2003), 'X-Men: The Last Stand' (2006), 'X-Men Origins: Wolverine' (2009), 'X-Men: First Class' (2011), 'The Wolverine' (2013), 'X-Men: Days of Future Past' (2014), 'X-Men: Apocalypse' (2016), 'Deadpool' (2016), 'Logan' (2017), 'Deadpool 2' (2018), 'Dark Phoenix' (2019), และ 'The New Mutants' (2020)
การเรียงตามปีฉายในบรรดาภาพยนตร์เหล่านี้ก็คือลำดับที่ผมเขียนไว้ข้างต้น สำหรับคนอยากดูตามวิวัฒนาการของโปรดักชันและทิศทางการเล่าเรื่อง นี่คือกรอบที่ชัดเจนที่สุด — ตั้งแต่หนังชุดต้นยุค 2000 ที่วางพื้นฐานตัวละคร จนถึงสไตล์มืดและเป็นผู้ใหญ่ของ 'Logan' ที่ปิดบทหนึ่งของแฟรนไชส์ได้อย่างทรงพลัง
การนับแบบเข้มงวดอาจแยกประเภทระหว่างภาพยนตร์ที่เป็นตัวทีม 'X-Men' กับสปินออฟและหนังเดี่ยวของตัวละครต่างๆ ซึ่งวิธีนี้เปลี่ยนจำนวนที่เราพูดถึงได้เยอะ ผมมักจะแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก: กลุ่มทีมหลักที่ใช้ทีม X เป็นแกนเรื่อง กับกลุ่มสปินออฟของตัวละครเด่น
ผมจะนับทีมหลักว่าเป็นเจ็ดภาค หากรวมเฉพาะหนังที่โฟกัสเรื่องราวของทีมและใช้แนวเล่าเรื่องของกลุ่ม ได้แก่ 'X-Men' (2000), 'X2'/'X-Men 2' (2003), 'X-Men: The Last Stand' (2006), 'X-Men: First Class' (2011), 'X-Men: Days of Future Past' (2014), 'X-Men: Apocalypse' (2016) และ 'Dark Phoenix' (2019) ส่วนสปินออฟที่เน้นตัวละครเดี่ยวเช่น 'X-Men Origins: Wolverine', 'The Wolverine', 'Logan', รวมถึง 'Deadpool' กับ 'Deadpool 2' และ 'The New Mutants' ผมถือเป็นการขยายจักรวาลมากกว่าเป็นภาคหลักเดียวกัน เหมาะสำหรับผู้ชมที่อยากแยกเส้นเรื่องหลักกับงานทดลองของแฟรนไชส์
หากต้องการไล่ดูตามปีฉายจริง นี่คือรายการเรียงตามปีฉายตั้งแต่ต้นจนล่าสุดแบบสั้น ๆ ผมมักจดลงโน้ตเวลาแนะนำคนอื่นดู: 'X-Men' (2000), 'X2'/'X-Men 2' (2003), 'X-Men: The Last Stand' (2006), 'X-Men Origins: Wolverine' (2009), 'X-Men: First Class' (2011), 'The Wolverine' (2013), 'X-Men: Days of Future Past' (2014), 'X-Men: Apocalypse' (2016), 'Deadpool' (2016), 'Logan' (2017), 'Deadpool 2' (2018), 'Dark Phoenix' (2019), 'The New Mutants' (2020)
จบแบบนี้จะเห็นพัฒนาการทั้งด้านงานสร้างและทิศทางของเรื่องได้ง่าย และผมมักแนะนำให้เริ่มจากต้นจนถึง 'Logan' เพื่อจับความเชื่อมโยงก่อนจะข้ามไปดูสปินออฟที่มีโทนต่างกัน
มุมมองแบบคนดูผ่านสายตานักสะสมตัวยงทำให้ผมชอบแยกแยะหนังที่เป็นสปินออฟของตัวละครแต่ละคนมากกว่า จำนวนภาคทั้งหมดในแฟรนไชส์ยุค Fox เมื่อรวมทุกอย่างแล้วคือ 13 เรื่อง แต่ถาแยกว่าใครเป็นหนังเดี่ยวของตัวละครบ้าง รายการจะมี 'X-Men Origins: Wolverine' (2009), 'The Wolverine' (2013), 'Logan' (2017) ซึ่งเป็นสามภาคที่ผมมองว่าเล่าเรื่องวูล์ฟเวอรีนได้ต่อเนื่องและมีโทนต่างกันอย่างชัดเจน
การจัดกลุ่มแบบนี้สะดวกสำหรับคนที่สะสมฟิกเกอร์หรือชอบติดตามตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะจะได้เห็นการเปลี่ยนคาแรกเตอร์จากสไตล์ฮีโร่เชิงบล็อกบัสเตอร์ไปสู่หนังดราม่าผู้ใหญ่ของ 'Logan' อย่างชัดเจน นี่ทำให้ผมจับรสชาติของแฟรนไชส์ได้ดีขึ้น