เข้าสู่ระบบ
เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นปูนชื้นน้ำค่อย ๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ซอยที่มีเพียงแสงไฟถนนห่าง ๆ สาดลงมาทีละดวงเหมือนคนเอาเทียนไปปักไว้ตามทางเพื่อกันไม่ให้ความมืดกลืนกินทั้งพื้นที่ไปเสียก่อน
เตอร์ ศิรภพ จิตใจดี ชายหนุ่มรูปร่างกำยำในเสื้อกล้ามสีซีดกับกางเกงวอร์มขายาวเดินหิ้วถุงเปล่าผ่านซอยนั้นอย่างไม่รีบร้อน เขาเพิ่งเลิกจากงานพิเศษในยิมเก่าที่เคยซ้อมชกมวยประจำ เส้นเลือดที่แขนยังปูดชัดกล้ามเนื้อที่ไหล่แข็งราวกับสลักจากหิน ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งเดียวที่เหลือจากชีวิตบนสังเวียนที่ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง
เตอร์ถอนหายใจเบา ๆ พลางยกมือเสยผมที่เริ่มยาวระต้นคอก่อนสายตาจะเหลือบขึ้นไปมองเสาไฟที่ส่องสว่างอยู่ไกลออกไป
"โห ไฟก็เปิดเว้นกันเป็นช่วง ๆ แบบนี้อีก…" เขาบ่นงึมงำกับตัวเอง แต่ก็ยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนพ้นซอยออกมาสู่ถนนใหญ่ที่มีป้ายรถเมล์ตั้งอยู่
เสียงรถวิ่งผ่านไปมาในความเงียบของค่ำคืนทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกยังไม่หลับดีนัก เตอร์นั่งลงบนเก้าอี้เหล็กเย็นเฉียบล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดดูข่าวเล่นโซเชียลแก้เบื่อระหว่างรอรถเมล์
หน้าจอสะท้อนแสงอ่อน ๆ ตรงใบหน้าคมเข้มของเขาเหงื่อบาง ๆ ยังจับอยู่ที่ขมับ แววตานิ่งขรึมแต่แฝงความอ่อนล้ามันไม่ใช่ความเหนื่อยจากแรงกายเท่านั้น.
..แต่เป็นความเหนื่อยจากการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยที่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง แกรก แกรก ทำให้เตอร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวในชุดทำงานสีเทาอ่อนเดินผ่านมาพร้อมถือถุงของชำในมือ เขาไม่ทันได้สนใจนักกระทั่งเธอชะงักและทำหน้าตกใจ
“น้อง! ระวัง!!”
เสียงนั้นดังชัดเจนพร้อมมือที่ยกขึ้นชี้ไปทางด้านหลังของเขาโดยไม่ทันคิด เตอร์ขมวดคิ้วหันกลับไปช้า ๆ ตามทิศทางนั้น
เพียงเสี้ยววินาที...แสงไฟจากหน้ารถยนต์คันหนึ่งก็พุ่งเข้าตา แสงขาวจ้าเหมือนฟ้าผ่าทำให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นวูบวาบ ความคิดพล่านขึ้นทันทีแต่ร่างกายกลับขยับไม่ทัน
โครม! เสียงเบรกแหลมสูงดังขึ้นพร้อมแรงกระแทกมหาศาลร่างของเตอร์ปลิวไปกระแทกพื้น รู้สึกถึงความเจ็บแล่นไปทั่วทั้งตัว เหมือนร่างกำลังแหลกเป็นชิ้น ๆ
เขาพยายามจะลืมตาอีกครั้งแต่ภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือน เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นรอบ ๆ เหมือนมาจากที่ไกลแสนไกล
“ช่วยด้วย! มีคนโดนรถชน!!”
เสียงนั้นดังแทรกผ่านความมืดที่กำลังกลืนกินสติของเขา เตอร์พยายามจะขยับนิ้วแต่ขยับไม่ได้เลย ความเย็นเริ่มไหลผ่านร่างจนหัวใจเต้นช้าลงเรื่อย ๆ
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือไฟถนนที่กระพริบหรี่ ๆ อยู่เหนือหัว...ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาในเงียบงันของค่ำคืน
เฮือก!
เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ดีดตัวจากเตียงอย่างตกใจ เตอร์เหงื่อซึมทั่วแผ่นหลังหัวใจเต้นแรงรัวเหมือนเพิ่งหนีตายมา เขายกมือขึ้นกุมอกสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติกล้ามเนื้อแขนยังสั่นเล็กน้อยจากแรงสะดุ้ง
“เชี่ย...นี่กูฝันเหรอวะ” เสียงทุ้มแหบพร่าพูดขึ้นเบา ๆ ขณะมองรอบตัว เตอร์ก้มหน้าลงลูบใบหน้าตัวเองช้า ๆ ไล่ตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงคางรู้สึกถึงผิวที่อุ่นและมีเหงื่อบาง ๆ เกาะอยู่ เขาตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองที
เพี๊ยะ... เพี๊ยะ...
“ฝันจริง ๆ ด้วย...” แววตาคมที่เคยนิ่งเรียบเปลี่ยนเป็นคลายลงเขาเริ่มยิ้มบาง ๆ ออกมาเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโล่งอก
แต่ความโล่งอกนั้นอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาทีเพราะทันทีที่สายตาเริ่มกวาดไปรอบห้องเขาก็ชะงักงันเหมือนโดนสาป เตอร์ขมวดคิ้วแน่นยกหัวขึ้นมองเพดานห้องที่สูงเกินกว่าบ้านไม้เก่า ๆ ที่เขาเคยอยู่
“ที่นี่...ที่ไหนวะ” เสียงพึมพำออกมาพร้อมสีหน้าตกใจสุดขีด
เตียงที่เขานั่งอยู่ใหญ่มากผ้าปูเรียบกริบสีขาวสะอาดกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ลอยฟุ้งในอากาศ รอบห้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักอย่างดี โต๊ะเครื่องแป้งมีขวดน้ำหอมวางเรียงเป็นแถว
ผ้าม่านผืนใหญ่ปลิวเบา ๆ จากลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง เตอร์กลืนน้ำลายฝืด ๆ รู้สึกเหมือนสมองกำลังพยายามหาคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีคำอธิบาย
เขาค่อย ๆ ขยับขาลงจากเตียงเท้าเปล่าสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบ เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดเบา ๆ ทุกครั้งที่เขาเดินไปทีละก้าวท่าทางระวังเหมือนกลัวว่าถ้าขยับแรงไปนิดเดียว ทุกอย่างตรงหน้าจะหายวับไปเหมือนภาพลวงตา
ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างนุ่มนวลแต่กลับทำให้เขาแข็งทื่ออยู่กับที่
“วิคเตอร์ตื่นหรือยังลูก”
เสียงหญิงวัยกลางคนดังลอดเข้ามาเตอร์เบิกตากว้างหัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ สีหน้าสับสนสุดขีดก่อนคิ้วจะขมวดแน่น
“พ่อแม่กู...ตายไปนานแล้วหนิ” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นพร่า
ขาของเขาชะงักอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ประตูอย่างช้า ๆ มือที่ยื่นออกไปสั่นระริกเหมือนลังเลว่าจะเปิดดีไหม
แต่ระหว่างที่กำลังจะเอื้อมถึงลูกบิดสายตาก็เหลือบไปเห็นกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งตรงมุมห้อง
เตอร์ชะงักกึก...
ในกระจกนั้นไม่ใช่ใบหน้าของเขาไม่ใช่คนที่มีกรามชัด ผิวเข้ม และรอยแผลจาง ๆ ที่หางคิ้วจากการต่อยบนสังเวียน แต่เป็นชายหนุ่มหน้าขาวจัดผิวเรียบเนียนเหมือนคนไม่เคยผ่านการต่อสู้ แววตากลมโตในกรอบหน้าเรียวที่ดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นเขา
“เชี่ย...” เสียงนั้นหลุดออกมาแทบไม่เป็นคำเขาทรุดตัวลงกับพื้นแขนขาอ่อนแรงจนต้องใช้มือยันไว้กับขาเก้าอี้
แววตาของเตอร์เต็มไปด้วยความตกใจและสับสนเขามองภาพในกระจกอย่างไม่เชื่อสายตา เหมือนคนที่เพิ่งถูกพรากตัวตนไปโดยไม่ทันตั้งตัว
ในอกแน่นจนหายใจแทบไม่ออกเขายกมือขึ้นแตะหน้าแต่ภาพในกระจกกลับขยับช้ากว่าครึ่งวินาที
ความเย็นแล่นผ่านสันหลังทันทีก่อนทุกอย่างจะเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นถี่รัว
“นี่...ไม่ใช่กู”
แนะนำตัวละคร
นนท์ รัชชานนท์ รัตนทรัพย์ไพศาล 189-78-60
อายุ 21 ปี หนุ่มหล่อ ตัวสูง ผิวขาว ใบหน้าคม กรามชัด คิ้วเข้ม จมูกคม ริมฝีปากได้รูป ผมหนาดกดำ หุ่นสูงใหญ่กล้ามแน่น
นักศึกษาปี 4 คณะบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ มหาลัยเอกชนดัง ทายาทเจ้าของเครืออสังหาและพลังงานอันดับ 1 ของประเทศ
วิคเตอร์ กิตติขจรรุ่งโรจน์ 180-70-56
อายุ 19 ปี หนุ่มหล่อหน้าใส ผิวขาว ใบหน้าเรียว คิ้วเข้ม ตาคมโต จมูกคม ริมฝีปากได้รูป หุ่นบาง รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวแรงแนวเซ็กซี่ ลูกไม้ซีทรู นักศึกษาปี 2 คณะบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ มหาลัยเอกชนเดียวกันกับรัชชานนท์ ทายาทโรงแรมห้าดาว
แต่เมื่อมีวิญญาณของเตอร์เข้ามาอยู่แทนบุคลิกจึงเปลี่ยนแปลงไป
เตอร์ ศิรภพ จิตใจดี
อายุ 22 ปี ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ผิวสีแทน โครงหน้ากรามชัดแบบหนุ่มไทย เรียนจบ ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ แต่ยังหางานทำไม่ได้ทำให้ตอนนี้ต้องทำงานที่โรงยึมมวยไทย เตอร์อยู่ตัวคนเดียวเพราะพ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้







