3 Answers2026-06-12 19:34:28
มีหลายแพ็กเกจให้เลือกและราคาจะแตกต่างตามคุณสมบัติที่ต้องการ เช่น ความคมชัดของวิดีโอและจำนวนหน้าจอที่ดูพร้อมกัน
ฉันมองว่าโดยสรุปคร่าว ๆ ราคาที่เห็นบ่อยในไทยจะอยู่ในช่วงดังนี้: แพ็กเกจแบบดูได้แค่บนมือถือ (Mobile) มักจะถูกสุด ประมาณราว ๆ 99 บาทต่อเดือน, แพ็กเกจมาตรฐานแบบความละเอียด SD (Basic) อยู่ราว 200–300 บาท, แพ็กเกจแบบ HD (Standard) ประมาณ 300–400 บาท และแพ็กเกจแบบ 4K (Premium) ประมาณ 400–500 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีแผนที่มีโฆษณา (ad-supported) ราคาถูกลงกว่าแผนไม่มีโฆษณา แต่มักแลกมาด้วยโฆษณาที่จะขึ้นระหว่างดู
โปรโมชั่นที่มักเจอจะเป็นโปรโมชั่นจากพาร์ทเนอร์ เช่น ค่ายมือถือหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่จับเป็นแพ็กเกจรวมให้ลูกค้ารายเดือน หรือให้ดูฟรีเป็นเดือนแรกเมื่อลงทะเบียนซิมหรือแพ็กเกจเน็ตบ้านบางรายการ บัตรเครดิตบางธนาคารก็มีแคมเปญคืนเงินหรือส่วนลดเมื่อจ่ายค่าสมาชิกผ่านบัตร ส่วนช่วงเทศกาลหรือวันพิเศษก็มีการแจกโค้ดลดราคา หรือบัตรของขวัญ (gift card) ที่ซื้อถูกกว่าราคาปกติเป็นช่วง ๆ
ถ้าถามฉันว่าเลือกอย่างไร ฉันมักจะดูว่าอยากได้ความคมชัดหรือจำนวนอุปกรณ์ในการดูพร้อมกันแค่ไหน แล้วเช็คว่ามีแพ็กเกจรวมกับค่ายมือถือหรือบัตรเครดิตที่ใช้อยู่ไหม เพราะบางครั้งรวมแพ็กเกจแล้วคุ้มกว่า การเลือกแผนที่มีโฆษณาก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถ้าไม่ติดเรื่องโฆษณา และถ้าชอบดูซีรีส์เกาหลีอย่าง 'Squid Game' หรือหนังต่างประเทศที่ต้องการภาพคมชัด บางครั้งจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อ HD/4K ก็คุ้มค่าในความสุขส่วนตัว
3 Answers2026-06-22 00:45:13
นี่คือภาพรวมแพ็กเกจของช่อง3ทีวีออนไลน์ที่ผมติดตามมานานพอสมควรและสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ
อธิบายแบบรวม ๆ ตอนนี้บริการออนไลน์ของช่อง 3 แบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ สองแบบ: แบบดูฟรีที่สตรีมสดได้ผ่านเว็บหรือแอปแต่มีโฆษณา กับแบบสมัครสมาชิกแบบพรีเมียมที่จ่ายเป็นรายเดือนเพื่อเอาฟีเจอร์เสริม ความคุ้มค่าของแบบพรีเมียมมักคือความคมชัดสูงขึ้น การดูย้อนหลังแบบไม่จำกัด และบางครั้งจะไม่มีโฆษณาระหว่างรับชม ราคาที่เจอกันบ่อยจะอยู่ในช่วงประมาณ 100–150 บาทต่อเดือนสำหรับแผนรายเดือน ซึ่งบางปีหรือช่วงโปรโมชันอาจมีส่วนลด หรือแบบรายปีที่คิดเป็นราคาต่อเดือนถูกลง
แพ็กเกจย่อย ๆ ที่เจอบ่อย ได้แก่ แผนพื้นฐาน (สตรีมสด + มีโฆษณา), แผนพรีเมียม (ดูย้อนหลัง HD, ไม่มีโฆษณา, อุปกรณ์หลายเครื่อง), แผนครอบครัว/หลายจอ (แชร์ได้หลายอุปกรณ์) และแพ็กอีเวนต์หรือเพย์เปอร์วิวสำหรับถ่ายทอดพิเศษ บางครั้งมีทดลองใช้ฟรี 7 วันหรือโปรโมชันร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่าย หากมองจากประสบการณ์ของผม แผนพรีเมียมมีประโยชน์ถ้าคุณดูละครย้อนหลังเยอะหรืออยากได้ความคมชัดสำหรับซีรีส์อย่าง 'บุพเพสันนิวาส' แต่ถ้าดูแค่สดเป็นครั้งคราว แผนฟรีก็เพียงพอแล้ว
3 Answers2026-06-13 06:14:41
นี่คือสรุปค่าใช้จ่ายของ 'Netflix' แบบเข้าใจง่ายที่ฉันมักเล่าให้เพื่อนฟังเมื่อเขาถามว่าจะสมัครแบบไหนดี: พื้นฐานของแพ็กของ 'Netflix' โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นรุ่นที่มีโฆษณาและไม่มีโฆษณา แล้วแยกตามความละเอียดและจำนวนหน้าจอพร้อมกัน (simultaneous streams). ในภาพรวมจะมีแบบราคาถูกสุดที่จำกัดที่ความละเอียด SD และเปิดจอได้แค่เครื่องเดียว ต่อมาเป็นแบบกลางที่ได้ HD และสองหน้าจอสุดท้ายเป็นแบบพรีเมียมที่ให้ 4K/Ultra HD และเปิดพร้อมกันได้ 3–4 เครื่อง ข้อแตกต่างสำคัญคือภาพคมชัด, จำนวนคนที่ดูพร้อมกัน, และบางครั้งฟีเจอร์ดาวน์โหลดหรือการใช้งานบนทีวีบางรุ่นอาจมีข้อจำกัดในแพ็กถูกสุด
เรื่องราคา ฉันขอสรุปแบบกว้าง ๆ โดยประมาณเพื่อให้จับภาพได้ง่าย: แพ็กมีโฆษณามักเริ่มราว ๆ ฿100–฿150 ต่อเดือน, แพ็กพื้นฐานแบบไม่มีโฆษณาอยู่ในช่วงราว ๆ ฿200–฿300, แพ็กมาตรฐาน (HD, 2 หน้าจอ) จะอยู่ประมาณ ฿300–฿450, ส่วนพรีเมียมที่เป็น 4K อาจอยู่ราว ๆ ฿400–฿600 ต่อเดือน ราคาจริงขึ้นกับประเทศและการอัปเดตนโยบายของ 'Netflix' เสมอ ดังนั้นถ้าอยากได้ตัวเลขเป๊ะ ๆ ให้เปิดแอปหรือเว็บแล้วเลือกประเทศของคุณ แต่ถามว่าคุ้มไหม: ถ้าดูแบบคนเดียวและเน้นมือถือแบบประหยัด แพ็กโฆษณาหรือพื้นฐานก็พอใช้ แต่ถ้าครอบครัวหรือรักหนัง/ซีรีส์ภาพสวย ๆ เช่นซีรีส์ทุนสูงอย่าง 'Stranger Things' ที่เห็นความต่างของความละเอียดชัดเจน แพ็กมาตรฐานหรือพรีเมียมจะคุ้มกว่า
4 Answers2026-03-10 22:26:01
มาดูกันแบบจับต้องได้: แพ็กเกจของ 'ช่องวันออนไลน์' แบ่งคร่าว ๆ เป็นแบบฟรีและแบบสมัครสมาชิกที่มีหลายระดับ โดยทั่วไปจะมีข้อเสนอหลัก ๆ ดังนี้
แถวแรกคือเวอร์ชันฟรีที่เปิดให้ดูคอนเทนต์บางส่วนแบบมีโฆษณา เหมาะกับคนอยากตามซีรีส์หรือช็อตคลิปสั้น ๆ โดยไม่อยากจ่ายอะไรเพิ่ม
ระดับถัดมาที่มักเห็นคือแพ็กเกจพื้นฐานแบบรายเดือน ราคาประมาณ 99–129 บาทต่อเดือน ซึ่งให้ความคมชัดระดับ HD, ไม่มีโฆษณาบางส่วน และสตรีมได้บนอุปกรณ์เดียวพร้อมสิทธิ์ดาวน์โหลดจำกัด พอขึ้นมาเป็นแพ็กเกจกลาง (ประมาณ 159–199 บาท) จะได้สตรีมพร้อมกัน 2 เครื่อง, ความละเอียดสูงขึ้น และดาวน์โหลดเก็บไว้ได้มากกว่า
สำหรับคนที่ต้องการเต็มสูบ จะมีแพ็กเกจพรีเมียมที่ราคาอยู่ราว 249–299 บาทต่อเดือน ให้สตรีมพร้อมกันหลายอุปกรณ์ (3–4 เครื่อง), ความคมชัดสูงสุด, ไม่มีโฆษณา และสิทธิ์เข้าถึงคอนเทนต์พิเศษหรืออีเวนต์แบบเสียเงินได้ฟรีบางรายการ นอกจากนี้ยังมีการเช่าดูเป็นตอนหรือแบบ pay-per-view สำหรับคอนเสิร์ตหรือแมตช์พิเศษ ราคาต่อเหตุการณ์มักอยู่ระหว่าง 59–350 บาท
จากมุมมองการใช้งาน ผมมองว่าเลือกแพ็กเกจตามจำนวนคนในบ้านและความจำเป็นเรื่องดาวน์โหลดกับความชัดภาพ ถ้าวางแผนดูเยอะ รายปีมักจะมีส่วนลดให้ด้วย สรุปคือมีตั้งแต่ฟรีจนถึงพรีเมียมเต็มรูปแบบ เลือกได้ตามพฤติกรรมการดูของแต่ละคน
1 Answers2026-05-14 16:29:43
พูดตรงๆ แล้ว ในมุมมองของนักเรียนที่ต้องคุมงบประมาณ การเลือกแพ็กเกจเน็ตฟลิกซ์ให้คุ้มที่สุดไม่ได้หมายถึงแพงที่สุดแต่มักจะเป็นแพ็กเกจที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการดูและการใช้ชีวิตของเรา เช่น ถ้าดูคนเดียวส่วนใหญ่บนมือถือหรือแท็บเล็ต แพ็กเกจพื้นฐานแบบความคมชัดมาตรฐานที่รองรับหน้าจอเดียวมักจะเพียงพอและราคาถูกสุด แต่ถ้าไม่รังเกียจโฆษณา แพ็กเกจแบบมีโฆษณาจะเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุดและเหมาะมากเมื่อรายได้จำกัด เพราะแลกกับการต้องดูโฆษณาเล็กๆ ก่อนหรือกลางเรื่อง แต่ข้อจำกัดส่วนใหญ่คือคุณภาพวิดีโอและการจำกัดจำนวนหน้าจอพร้อมกัน อย่าลืมว่าสำหรับคนที่ชอบดาวน์โหลดไว้ดูตอนเดินทาง การเลือกแพ็กเกจที่มีฟีเจอร์ดาวน์โหลดถือว่ามีคุณค่าไม่น้อยเลย
โดยรวมแล้วหากสามารถแชร์ค่าใช้จ่ายกับเพื่อนได้อย่างถูกต้องและตรงตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการ แพ็กเกจระดับกลางที่ให้ความคมชัดระดับ HD และจำนวนหน้าจอ 2 เครื่องมักจะคุ้มที่สุดสำหรับกลุ่มนักเรียนสองคนหรือแชร์กับรูมเมท เพราะหารเป็นคนก็ลงตัวกว่า แต่ต้องระวังข้อกำหนดเรื่องการใช้งานนอกบ้านและการแชร์บัญชีที่ผู้ให้บริการอาจมีนโยบายจำกัด ในทางกลับกัน ถ้าชอบภาพคมชัดสุดๆ ดูหนังหรืออนิเมะที่ต้องการรายละเอียดระดับ 4K จริงจัง แพ็กเกจพรีเมียมมีประโยชน์ แต่ค่าใช้จ่ายต่อคนจะสูงกว่ามาก จึงไม่แนะนำเป็นแพ็กเกจเริ่มต้นสำหรับนักเรียนโดยทั่วไป
มุมมองเรื่องแพ็กเกจแบบรวมโปรโมชันก็สำคัญ บางครั้งค่ายมือถือหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่มีโปรโมชันรวมเน็ตฟลิกซ์ในแพ็กเกจรายเดือนของตัวเอง ซึ่งนักเรียนที่ใช้ค่ายนั้นอยู่แล้วจะได้ความคุ้มค่าทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งนี้ควรตรวจสอบความสะดวกเรื่องการยกเลิกและระยะเวลาโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจ อีกข้อแนะนำคือหากต้องการประหยัดจริงๆ ให้ตั้งวงกับเพื่อนที่มีพฤติกรรมการดูคล้ายกัน เพื่อสลับการใช้งานและแบ่งค่าใช้จ่าย แต่ต้องคุยกันชัดเจนเรื่องโปรไฟล์ การดาวน์โหลด และการล็อกอิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้งภายหลัง
ส่วนคำแนะนำเพิ่มเติมที่มักช่วยได้คือดาวน์โหลดคอนเทนต์ตอนต่ออินเทอร์เน็ตบ้านเพื่อประหยัดค่าเน็ตมือถือ ปรับความละเอียดวิดีโอตามขนาดหน้าจอ และจัดคอนเทนต์ที่อยากดูจริงจังก่อนเพื่อไม่ต้องเสียเงินกับเดือนที่ไม่ได้ใช้มาก สรุปแล้วนักเรียนที่ต้องการความคุ้มค่าอย่างแท้จริงมักจะเลือกแพ็กเกจแบบมีโฆษณาหรือแพ็กเกจพื้นฐานที่รองรับการดูคนเดียว หากมีเพื่อนแชร์ได้ แพ็กเกจระดับกลางคือคำตอบที่สมดุล สำหรับคนที่ชอบซีรีส์เยอะๆ และคุณภาพภาพที่ดีกว่า เลือกแบบ HD และหารกับเพื่อนจะทำให้รู้สึกว่าเงินที่จ่ายมาคุ้มค่าทีเดียว ส่วนความชอบส่วนตัวคือชอบแพ็กเกจที่ยืดหยุ่นและปรับได้ตามไลฟ์สไตล์มากกว่าราคาอย่างเดียว
5 Answers2026-05-28 15:00:47
บ้านเราเป็นครอบครัวที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กอยากดูพร้อมกันบ่อย ๆ ดังนั้นการเลือกแพ็กเกจต้องคิดเรื่องจำนวนหน้าจอพร้อมกันและคุณภาพวิดีโอเป็นหลัก
ผมมักเลือกแบบที่ให้สตรีมได้หลายหน้าจอถ้าจะดู 'Bluey' กับการ์ตูนเด็กตอนเช้าแล้วต่อด้วยซีรีส์สำหรับผู้ใหญ่ช่วงค่ำ แพ็กเกจที่ให้สตรีม 3–4 หน้าจอพร้อมกันจะช่วยให้ไม่ต้องแข่งกันแตะปุ่มเล่น และยังดีที่มีโปรไฟล์แยกเพื่อเซฟประวัติการดูของเด็กกับของผู้ใหญ่แยกกันชัดเจน
อีกเรื่องที่ต้องคำนึงคือทีวีและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน: ถ้าทีวีเป็น 4K และอยากได้ภาพคมชัด เลือกแพ็กเกจที่รองรับความละเอียดสูง แต่ถ้าเน็ตที่บ้านยังไม่เสถียร อาจไม่คุ้มค่าในทันที สรุปคือสำหรับครอบครัวที่ดูหลากหลายพร้อมกัน ผมแนะนำแพ็กเกจที่เน้นจำนวนสตรีมพร้อมกันเป็นหลัก มากกว่ามองแค่ราคาถูกสุด เพราะความสะดวกในชีวิตประจำวันมันมีค่ามากกว่าแค่ประหยัดเงินนิดหน่อย
3 Answers2026-05-28 23:21:15
ขอพูดแบบไม่อ้อมค้อมก่อนเลย: การเลือกราคาที่คุ้มสุดของเน็ตฟลิกซ์ขึ้นกับเรื่องง่ายๆ สองอย่าง — คุณดูบ่อยแค่ไหน และดูพร้อมกันกี่คน
ฉันเป็นคนที่ดูซีรีส์แนวแฟนตาซีและภาพใหญ่บ่อย ๆ อย่างเช่น 'Stranger Things' และจะสังเกตว่าคุณภาพภาพกับจำนวนสตรีมพร้อมกันมีผลต่อความพึงพอใจมากกว่ารายละเอียดราคาต่อเดือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าคุณอยู่คนเดียวหรือสองคนและไม่ต้องการ 4K แพ็กเกจมาตรฐานแบบ HD มักจะเป็นตัวกลางที่คุ้มค่า เพราะได้ความละเอียดที่ดี สามารถดาวน์โหลดเก็บดูแบบออฟไลน์ และมักรองรับสองสตรีมพร้อมกัน ซึ่งครอบคลุมกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ใช้ร่วมกับคู่หรือเพื่อนร่วมบ้าน
อีกด้านหนึ่ง ถ้าบ้านคุณมีสมาชิกหลายคนที่อยากดูพร้อมกัน ณ เวลาต่างๆ หรือใครชอบดูหนังสมัยใหม่ในความละเอียดสูง เช่น ภาพยนตร์ที่ถ่ายด้วยระบบ 4K แพ็กเกจพรีเมียมก็คุ้ม เพราะรองรับมากขึ้นและให้ภาพที่คมขึ้น แม้ว่าจะจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าหารต่อคนแล้วจำนวนสตรีมและคุณภาพที่ได้มักจะสมเหตุสมผล แต่ถ้างบตึงและไม่สนคุณภาพสุดยอด แพ็กเกจพื้นฐานหรือแบบมีโฆษณาเป็นทางเลือกที่ดี — เหมาะกับการดูแบบสบายๆ ไม่เน้นรายละเอียดภาพ
สรุปแบบตรงไปตรงมาคือ เอามาตรฐานการใช้งานของตัวเองมาวางบนตาชั่ง: ถ้าดูหลายหน้าจอและอยากภาพดี เลือกพรีเมียม ถ้าดูคนเดียวหรือไม่ซีเรียสเรื่องภาพ เลือกมาตรฐานหรือพื้นฐาน แล้วเอาจำนวนคน/ชั่วโมงมาหารกับค่าบริการต่อเดือนดู ผลลัพธ์จะบอกคุณเองว่าคุ้มไหม
5 Answers2026-06-13 09:42:41
พอพูดถึงโปรเน็ตฟลิกในบ้านเรา ผมมักจะแยกมันออกเป็นสองกลุ่มหลักที่ควรรู้: แพ็กเกจจาก 'Netflix' โดยตรง กับโปรที่รวมอยู่ในแพ็กของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือหรืออินเทอร์เน็ตบ้าน
เริ่มจากของ 'Netflix' เอง มีระดับการสมัครสมาชิกตามคุณภาพและจำนวนหน้าจอ เช่น แพ็กเกจแบบถูกที่สุดที่เน้นการดูบนมือถือหรือมีโฆษณา, แพ็กเกจมาตรฐานที่ให้ความคมชัดระดับ HD ดูพร้อมกันได้สองจอ, และแพ็กเกจพรีเมียมที่รองรับ 4K และสตรีมพร้อมกันหลายจอ ผมชอบแบบมาตรฐานเพราะคุ้มสำหรับคนดูจริงจังแต่ไม่ต้องการ 4K ส่วนนักดูซีรีส์ที่ชอบภาพคมจัดอาจเลือกพรีเมียม
อีกแบบคือโปรจากค่ายมือถือ/เน็ตบ้านที่มักจับมือกับ 'Netflix' ทำเป็นแพ็กคู่ เช่น แพ็กรายเดือนที่รวมค่าสมาชิก 'Netflix' ไว้ในบิลเลย หรือโปรเติมเงินที่แถมสิทธิ์ดูระยะสั้น ข้อดีคือไม่ต้องจ่ายแยกและบางครั้งได้ส่วนลด แต่ข้อควรระวังคือเงื่อนไขการยกเลิกและระดับแผนที่ได้อาจไม่ตรงกับที่ต้องการ สรุปคือผมมองว่าถ้าใครอยากความยืดหยุ่นให้สมัครกับ 'Netflix' โดยตรง แต่ถ้าต้องการความสะดวกและประหยัดระยะสั้น โปรจากค่ายก็เป็นตัวเลือกที่ดี
1 Answers2026-06-04 21:17:32
รายชื่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มักร่วมโปรโมชันกับ Netflix ในไทยมีหลายเจ้าทั้งผู้ให้บริการมือถือและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน เช่น True (รวมทั้ง TrueMove H, TrueOnline, TrueVisions), AIS (ทั้ง AIS mobile และ AIS Fibre), dtac และ 3BB รวมถึงผู้ให้บริการรัฐหรือท้องถิ่นบางรายเช่น NT/TOT ที่เคยมีข้อเสนอร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ ด้วย ความร่วมมือรูปแบบที่เจอบ่อยคือการแถมสิทธิ์ดู Netflix เป็นระยะเวลาฟรีเมื่อสมัครแผนที่กำหนด ให้ส่วนลดสำหรับการสมัครสมาชิก หรือใส่ Netflix เป็นหนึ่งในแพ็กเกจคอนเทนต์เสริมของบริการแบบบันเดิล ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการจ่ายค่าบริการเดียวแล้วได้ทั้งเน็ตและคอนเทนต์พร้อมกัน
รายละเอียดของแต่ละเจ้าและแผนมักแตกต่างกันไป: บางเจ้าแถมเฉพาะแพ็กเกจรายเดือนประเภทพรีเมียมหรือแพ็กเกจที่มีความเร็วสูง ในขณะที่บางรายให้สิทธิ์ Netflix แบบจำกัด (เช่น เฉพาะแอปมือถือหรือเฉพาะแพ็กเกจ Basic) หรือให้เป็นคูปองโค้ดสำหรับใช้แลกสมัครสมาชิกเอง นอกจากนี้ยังมีวิธีการร่วมมือแบบใส่ Netflix ไว้ในแอปรวมคอนเทนต์ของค่ายนั้น ๆ (เช่น แอปดูหนังของค่ายมือถือที่รวมบริการสตรีมมิ่งหลายเจ้า) หรือให้สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าระดับ Postpaid/Fiber เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าผู้ให้บริการใหญ่ ๆ อย่าง True และ AIS มักมีข้อเสนอที่จับต้องได้ง่าย เพราะมีทั้งเครือข่ายมือถือ บริการเน็ตบ้าน และบริการบันเทิงแบบครบวงจร ส่วน dtac และ 3BB ก็เคยมีโปรที่รวมสิทธิ์หรือให้ส่วนลดบ้างตามช่วงแคมเปญ
ในมุมมองของคนที่ชอบดูซีรีส์และภาพยนตร์ ผมมองว่าการมีแพ็กเกจรวมเน็ตกับ Netflix จะช่วยลดความยุ่งยากเรื่องการจ่ายหลายบิลและบางครั้งได้คุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการสมัครแยก แต่ข้อควรระวังคือเงื่อนไขการใช้งาน—บางโปรให้ฟรีเป็นระยะเวลาจำกัดหรือให้เพียงระดับบัญชีที่ดูพร้อมกันได้ไม่กี่เครื่อง รวมถึงอาจมีการผูกกับสัญญาระยะยาวหรือเงื่อนไขการยกเลิกที่ต้องอ่านให้ละเอียด สุดท้ายแล้วการเลือกค่ายขึ้นกับความต้องการของแต่ละคน ชอบดูพร้อมกันกี่เครื่อง อยากได้ความคมชัดระดับไหน แล้วก็ความคุ้มค่าของแพ็กเกจที่รวมทั้งเน็ตและคอนเทนต์ ถ้าครั้งหน้ามีโปรดี ๆ ผมมักเลือกเจ้าให้ตรงกับพฤติกรรมการดูของตัวเองมากกว่าตามโปรโมชั่นอย่างเดียว