3 Jawaban2025-10-23 20:24:27
การตามหาเวอร์ชันแปลไทยของ 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' มันสนุกกว่าที่คิดและมีหลายทางให้ลองเลือกตามความชอบของคนอ่าน
ฉันชอบเริ่มจากร้านหนังสือจริง เพราะครั้งหนึ่งได้เจอฉบับแปลเก่าที่มีคำนำและบันทึกผู้แปลซึ่งทำให้การอ่านมีรสชาติพิเศษ ร้านที่มักจะมีหนังสือแปลคลาสสิกแบบนี้คือร้านใหญ่ ๆ ในห้างสรรพสินค้าและร้านเชนชื่อดังที่มีชั้นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิก บางครั้งหนังสือจะใช้ชื่อนไทยอย่าง 'เครื่องย้อนเวลา' หรือยังคงใช้ชื่อตรงตัว 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' จึงควรลองถามพนักงานหรือค้นในหมวดวรรณกรรมแปลด้วยชื่อผู้แต่ง 'H. G. Wells' เพื่อความชัวร์
ถ้าไม่เจอฉบับพิมพ์ปกกระดาษ ฉันมักจะมองหาเวอร์ชันอีบุ๊กหรือฉบับนำเข้าออนไลน์ เพราะบางสำนักพิมพ์ไทยอาจพิมพ์เป็นชุดรวมเล่มคลาสสิกแล้วปล่อยเป็นอีบุ๊กบนแพลตฟอร์มไทย ๆ ที่เก็บงานแปลไว้ เช่น แอปอ่านหนังสือหรือร้านหนังสือออนไลน์ที่ขายทั้งเล่มและไฟล์ดิจิทัล การเช็กชื่อผู้แปลและปีพิมพ์ช่วยให้เลือกฉบับที่ตรงใจมากขึ้น เหมาะกับคนที่อยากอ่านเร็วหรือสะสมเล่มงาม ๆ ก็มีทางเลือกทั้งสองแบบ สรุปคือ ถ้าอยากจับต้อง ฉันจะแวะร้านใหญ่ก่อน แต่ถ้าต้องการสะดวกและรวดเร็ว อีบุ๊กก็เป็นมิตรกับเวลามาก
3 Jawaban2025-10-23 06:24:23
ครั้งแรกที่กลับมานั่งคิดจริงจังเกี่ยวกับเวอร์ชันปี 2002 ของ 'The Time Machine' คือการสังเกตว่าหนังเรื่องนี้ตั้งใจจะเป็นงานที่เน้นอารมณ์และภาพมากกว่าการเป็นนิยายสังคมวิจารณ์แบบต้นฉบับของ H.G. Wells
ฉันมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนสองด้าน: ด้านหนึ่งคือการให้เหตุผลเชิงอารมณ์แก่ตัวเอก ซึ่งในฉบับปี 2002 ถูกเติมด้วยเรื่องรักส่วนตัวและแรงผลักดันภารกิจแก้แค้นหรือพยายามเปลี่ยนโชคชะตา คนดูถูกพาเข้าไปผูกพันกับชะตากรรมของตัวละครมากขึ้น ขณะที่เวอร์ชันหนังสือเน้นการเป็นบทบรรยายเชิงสังเกตและปริศนาทางสังคมมากกว่า
อีกด้านหนึ่งคือสไตล์การนำเสนอ: ผู้กำกับคนนี้เลือกใช้เทคนิคภาพและเอฟเฟกต์สมัยใหม่เพื่อสร้างโลกอนาคตหลายชั้น ทั้งภาพของ Eloi ที่ดูเปราะบางและ Morlocks ที่ดุดันขึ้น เส้นเรื่องของหนังจึงกลายเป็นการผสมระหว่างดราม่า ความตื่นเต้น และการสำรวจสังคม ในขณะที่แก่นดั้งเดิมของ Wells มักเรียกร้องการตีความเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและวิวัฒนาการ
สรุปในแบบส่วนตัว ฉันคิดว่าเวอร์ชันปี 2002เหมาะกับคนที่อยากเห็นการตีความที่ทันสมัยและมุ่งเน้นอารมณ์ แต่ถาใครตามหาความลึกเชิงสังคมเชิงปรัชญาแบบของต้นฉบับ อาจรู้สึกว่าถูกลดทอนบางมิติไปบ้าง
1 Jawaban2025-10-22 02:15:33
ความแตกต่างระหว่างนิยาย 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' กับฉบับภาพยนตร์ชัดเจนจนทำให้มุมมองต่อเรื่องเปลี่ยนไปพอสมควร ทั้งสองเวอร์ชันต่างใช้สื่อคนละแบบจึงเลือกเน้นคนละเรื่อง: นิยายของเอช.จี. เวลส์เป็นงานสั้นที่เน้นแนวคิดเชิงสังคมวิทยาและปรัชญา ขณะที่หนังมักเพิ่มเสน่ห์ของตัวละคร ความสัมพันธ์ และฉากแอ็คชันเพื่อให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมได้ง่ายขึ้น
ในเชิงเนื้อหา นิยายต้นฉบับให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสังคม ความเหลื่อมล้ำ และชะตากรรมของมนุษยชาติ ตัวละครผู้เล่าเรื่องและนักท่องเวลาเป็นเครื่องมือในการพาผู้อ่านไปเห็นภาพเชิงอุปมาอุปไมย เช่น การแบ่งชนชั้นระหว่าง Eloi และ Morlocks ที่ถูกตีความว่าเป็นผลจากการแยกชั้นทางสังคมอย่างสุดขั้ว หนังหลายเวอร์ชันจะคงภาพใหญ่ของสองเผ่าพันธุ์นี้ไว้ แต่ปรับรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น เช่น การทำให้ Morlocks เป็นตัวร้ายชัดเจนขึ้น หรือขยายบทของตัวละครหญิงอย่าง Weena เพื่อสร้างปมอารมณ์และแรงจูงใจของตัวเอกมากขึ้น นอกจากนี้ตอนจบในนิยายมักทิ้งความคลุมเครือและบรรยากาศอันหลอนไว้ให้ผู้อ่านคิดไปเอง ขณะที่หนังมักเปลี่ยนตอนจบให้แสดงผลทางอารมณ์หรือให้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่า
ด้านโทนและวิธีเล่า นิยายมีน้ำเสียงทดลองและวิชาการผสมกับการเล่าเรื่องแบบกรอบ (frame narrative) ที่ทำให้ความเชื่อถือของเรื่องมีความไม่แน่นอนและชวนคิดตามมากกว่า หนังซึ่งเป็นสื่อภาพจะใช้ภาพ ลำดับตัดต่อ และเสียงเพื่อสร้างความตื่นเต้น ทำให้ต้องใส่ฉากตามสไตล์ภาพยนตร์ เช่น การไล่ล่า การต่อสู้กับ Morlocks หรือการใช้เทคนิคพิเศษเพื่อโชว์เครื่องจักรเวลา นอกจากนั้นหนังมักเน้นการพัฒนาบทบาทตัวเอกให้เป็นฮีโร่ที่มีปมส่วนตัวชัดเจนและเดินเรื่องเพื่อแก้ปมเหล่านั้น ในขณะที่นิยายต้นฉบับเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านตีความปรัชญาและข้อกังวลเชิงสังคมของผู้เขียนมากกว่า
เหตุผลที่ทำให้ทั้งสองเวอร์ชันต่างกันเป็นเรื่องของสื่อและบริบททางวัฒนธรรม หนังถูกออกแบบมาให้เข้าถึงคนหมู่มากและต้องรักษาจังหวะการเล่าอยู่เสมอ จึงมีการเติมความรัก ความขัดแย้ง หรือฉากตื่นเต้น ในขณะที่นิยายดั้งเดิมเข้มข้นกับไอเดียและการตั้งคำถามเชิงทฤษฎีมากกว่า เมื่อเทียบกันแล้วฉันยอมรับว่าทั้งสองเวอร์ชันมีเสน่ห์ต่างกัน: นิยายให้ความคิดกระแทกใจ ส่วนหนังให้ความรู้สึกและประสบการณ์ภาพที่จับต้องได้ ที่ชอบเป็นการได้อ่านแล้วค่อยดูหนังตาม เพราะจะเห็นมิติที่ต่างกันของเรื่องเดียวกัน และนั่นทำให้รักทั้งสองเวอร์ชันในแบบของมันเอง
3 Jawaban2025-10-23 11:39:36
มีช่วงหนึ่งที่ฉันชอบย้อนดูหนังเก่า ๆ แล้วสะดุดกับความคลาสสิกของ 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' เวอร์ชันปี 1960 มากเป็นพิเศษ
ฉันพูดตรง ๆ ว่าเสน่ห์ของหนังยุคนั้นมาจากทีมงานเบื้องหลังที่กล้าคิดกล้าทำ เรื่องนี้ผลิตโดยจอร์จ พาล ผ่านบริษัทของเขา 'George Pal Productions' ซึ่งเป็นชื่อที่คนรักหนังไซ-ไฟยุคเก่าย่อมคุ้นเคยสุด ๆ การจัดจำหน่ายและการผลักดันให้หนังเข้าฉายในวงกว้างเป็นหน้าที่ของ Metro-Goldwyn-Mayer หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า MGM — นี่คือเหตุผลที่หนังถึงได้มีงบและทรัพยากรเพียงพอสำหรับเอฟเฟกต์ที่ถือว่าอลังการในยุคนั้น
การพูดถึงบริษัทผู้ผลิตมันทำให้ฉันนึกถึงการออกแบบเครื่องเวลา และการเลือกนักแสดงอย่าง Rod Taylor ที่ทำให้เรื่องดูมีน้ำหนัก การที่ผลงานออกมามีทั้งรางวัลสาขาต่าง ๆ และยังถูกพูดถึงมาจนถึงวันนี้ แสดงถึงการทำงานที่มีทั้งวิสัยทัศน์และการสนับสนุนจากสตูดิโออย่างจริงจัง ถ้าใครอยากเข้าใจบริบทของหนังคลาสสิก ฉันมักจะแนะนำให้เริ่มจากการอ่านเครดิตเบื้องหลัง — จะเห็นเลยว่า 'George Pal Productions' กับ MGM มีบทบาทชัดเจนในการพาหนังเรื่องนี้เข้าสู่วงการภาพยนตร์โลก
5 Jawaban2025-10-22 12:47:34
เวอร์ชันหนังของ 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' มักจะโฟกัสที่การแลกเปลี่ยนระหว่างความรักส่วนตัวกับผลกระทบในระดับสังคมและมวลมนุษยชาติ โดยฉากที่ตัวเอกย้อนเวลาไม่ใช่แค่การผจญภัย แต่มันคือเครื่องมือที่เปิดเผยความแตกต่างทางชนชั้นและอนาคตที่แยกออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน—ชีวิตที่สวยงามแต่เปราะบางกับโลกใต้พิภพที่โหดร้าย ผมรู้สึกว่าหนังเอาประเด็นนี้มาขยายให้เห็นผลในภาพที่ชัดขึ้น ทั้งด้านภาพ เสียง และการจัดวางฉาก
อีกประเด็นที่เด่นคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่ตามมา หนังทำให้ฉันนึกถึงงานภาพยนตร์เก่า ๆ อย่าง 'Metropolis' ที่ใช้วิสัยทัศน์อนาคตเพื่อสะท้อนปัญหาปัจจุบัน แต่ 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' เน้นความเปราะบางของความหวังมนุษย์เป็นพิเศษ ในมุมของคนดูที่ผ่านเรื่องมาก ฉากบางฉากทำให้ฉันต้องหยุดคิดว่าเรากำลังก่อปัญหาอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง และถึงแม้ว่าจะมีฉากโรแมนติกเป็นพลังขับเคลื่อน ความเงียบและความว่างเปล่าของอนาคตก็ทิ้งร่องรอยให้คิดต่อไปอีกนาน
5 Jawaban2025-10-22 01:46:16
พอจะเล่าแบบย่อได้ว่า 'The Time Machine' เป็นนิยายสั้นที่พาเราไปดูอนาคตผ่านสายตานักประดิษฐ์คนหนึ่ง ซึ่งฉันมองว่าโครงเรื่องแบ่งได้เป็นจุดสำคัญสามข้อ
1) การสร้างและทดลองเครื่องย้อนเวลา รวมถึงความตื่นเต้นของการก้าวข้ามขอบเขตทางวิทยาศาสตร์
2) การพบกับคนในอนาคต—Eloi และ Morlocks—ที่สะท้อนปัญหาสังคมในยุคของผู้เขียน
3) การกลับมาเล่าเรื่องและการหายตัวไปครั้งสุดท้ายที่ทิ้งปริศนาไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อ
ฉันรู้สึกว่าความเรียบง่ายของโครงเรื่องทำให้ข้อความวิพากษ์สังคมคมชัดขึ้น อีกทั้งบรรยากาศที่กดดันในฉากใต้ดินก็ยังกระตุ้นความรู้สึกไม่สบายใจได้ดี
3 Jawaban2025-10-23 14:21:40
เพลงประกอบฉบับปี 2002 ของ 'The Time Machine' แต่งโดย Klaus Badelt และมีผลงานเสริมจาก John Powell ซึ่งเสียงรวมๆ ให้ความรู้สึกเป็นบล็อกบัสเตอร์ยุคใหม่ที่เน้นออร์เคสตร้าขนาดใหญ่กับโทนอารมณ์ทั้งหวานและเศร้าไปพร้อมกัน
ความประทับใจส่วนตัวเกิดจากการจับคู่ภาพกับดนตรีในฉากการเดินทางข้ามเวลา: พาร์ทเปิดที่มีจังหวะเตือนใจตามด้วยเมโลดี้โค้งกว้างทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวละครกำลังเผชิญสิ่งที่ยากจะย้อนกลับได้ เสียงสตริงที่ยื่นยาวกับคอรัสบาง ๆ ช่วยยกระดับฉากโรแมนติกและช่วงที่ตัวเอกต้องตัดสินใจได้อย่างนุ่มนวล แต่ก็มีการใช้เพอร์คัชชันและซินธิไซเซอร์ที่ชวนตื่นเต้นในฉากแอ็กชัน ฉันชอบวิธีที่ Badelt แบ่งธีมให้กับความหวังและความสูญเสีย ทำให้ฟังแล้วเหมือนได้อ่านซีนผ่านหู เป็นดนตรีที่ฟังซ้ำแล้วยังจับรายละเอียดเล็ก ๆ เจออยู่เสมอ
เมื่อฟังแยกเฉพาะซาวด์แทร็ก บางช่วงก็ฟังง่ายและเป็นเพลงประกอบสไตล์ฮอลลีวูดที่คุ้นเคย แต่พอใส่กับภาพมันทำงานได้ดีจนฉากธรรมดากลายเป็นฉากมีพลัง นี่คือเหตุผลที่ผมมักกลับมาฟังแทร็กนี้เวลาต้องการอารมณ์แบบผสมทั้งหวานและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน
2 Jawaban2025-10-22 06:45:54
อ่าน 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' ฉบับแปลไทยแล้วรู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อนเก่าที่เปลี่ยนสำเนียงไปหน่อย — คุ้นเคยแต่มีรสชาติใหม่ ๆ ที่ต้องปรับตัวบ้าง
การแปลงานคลาสสิกแบบนี้ทำให้ฉันสังเกตทิศทางความตั้งใจของผู้แปลได้ง่าย: เลือกถ้อยคำที่เข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยมากขึ้น แทนที่จะยึดติดกับสำนวนแปลแบบสำนักพิมพ์เก่า ๆ ที่มักทำให้ภาษาไทยอ่านแข็งหรือเคอะเขิน สำหรับฉัน การเลือกคำแปลสำหรับคำศัพท์เชิงวิทยาศาสตร์และความหมายเชิงสังคมนั้นค่อนข้างชัดเจนและเรียบง่าย เช่น การถ่ายทอดความต่างระหว่าง Eloi และ Morlocks ทำให้ภาพโลกอนาคตดูชัดเจนทั้งด้านรูปลักษณ์และความรู้สึกของการถูกทิ้ง การใช้คำที่ไม่ชวนให้คนอ่านรู้สึกว่าถูกยัดเยียดความหมายยุควิคตอเรียนมากเกินไปเป็นจุดแข็ง
รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการถอดสำเนียงของผู้บรรยายกับบทสนทนาในฉบับนี้ทำได้ค่อนข้างดี ผู้แปลไม่ได้พยายามทำให้คำพูดมีสำเนียงไทยจัดจนเสียอรรถรส แต่ยังคงรักษาน้ำเสียงเล่าที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความเป็นนักวิชาการนิด ๆ เอาไว้ ฉากที่เครื่องย้อนเวลาขยับขึ้นลงในอนาคตกับฉากที่พบกับสังคม Eloi ถูกถ่ายทอดด้วยภาพภาษาไทยที่ชัดเจน ทำให้ฉากนั้นไม่สูญเสียความตึงเครียดและความแปลกประหลาดที่ต้นฉบับตั้งใจจะสื่อ นอกจากนี้ บทนำหรือหมายเหตุประกอบ (ถ้ามีอยู่ในฉบับนี้) ช่วยเติมบริบททางประวัติศาสตร์และแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ทำให้ผู้อ่านไทยเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตของคนยุคนั้น
ถ้าต้องชี้เป้า ฉบับแปลนี้เหมาะกับคนที่อยากเริ่มอ่านงานคลาสสิกโดยไม่ต้องทนภาษาหนา ๆ มากนัก และยังคงมอบประสบการณ์ทางความคิดที่เข้มข้นสำหรับคนที่อยากขบคิดเรื่องเวลาและอนาคต การอ่านครั้งนี้ทำให้ฉันนึกถึงการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เก่า ๆ ที่มีทั้งความหวังและความเหงาในเวลาเดียวกัน — เป็นฉบับที่ถ้าตั้งไว้บนชั้นหนังสือจะถูกหยิบขึ้นมาบ่อยกว่าที่คิด
3 Jawaban2025-10-23 08:29:31
การอ่าน 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' ในรูปแบบเสียงเป็นเรื่องที่ฉันสนใจมาตลอดเพราะนิยายเล่มนี้มีบรรยากาศและจังหวะเล่าเรื่องที่เหมาะกับการฟังมากกว่าการอ่านเร็วๆ
ในประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่เคยเจอฉบับออดิโอบุ๊กภาษาไทยที่ออกโดยสำนักพิมพ์ใหญ่ขึ้นหิ้งโดยตรงสำหรับงานชิ้นนี้ แต่มีเล่มแปลภาษาไทยของนิยายชิ้นนี้วางจำหน่ายเป็นหนังสือเล่มและอีบุ๊กภายใต้ชื่อ 'นักเดินทางข้ามเวลา' หรือบางครั้งยังถูกเรียกเป็น 'เดอะ ไทม์ แมชชีน' ในปกหลายฉบับด้วย นักอ่านชาวไทยที่ชอบคลาสสิกมักจะอัดอ่านส่งขึ้นยูทูบหรือแชร์ในช่องพอดแคสต์เป็นการอ่านแบบชุมชน ซึ่งคุณภาพเสียงและการเล่าแตกต่างกันไปตามผู้อ่าน
ความรู้สึกตอนฟังเวอร์ชันแปลไทยแบบไม่เป็นทางการเหล่านั้นคือได้มุมมองใหม่จากน้ำเสียงผู้เล่า บางคนตีความตัวละครหรือบรรยากาศได้คมชัดจนเหมือนดูฉากจากหนัง ช่วงเวลาที่เล่าเกี่ยวกับสังคมในอนาคตและความเปราะบางของมนุษย์กลับมีพลังเมื่อได้ยินเสียงคนอ่านอย่างไพเราะ แต่ถาต้องการเวอร์ชันที่เป็นมืออาชีพแบบมีลิขสิทธิ์ อาจจะยังหายากในตลาดไทยทั่วไป สรุปคือมีทางเลือกแบบอิสระและงานแปลเป็นตัวหนังสือ แต่เวอร์ชันเสียงจากเครือสำนักพิมพ์หลักยังไม่เป็นที่แพร่หลาย สุดท้ายแล้วฉันมักจะผสมการฟังและการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดของเรื่องนี้ให้ครบทุกมิติ
1 Jawaban2025-10-22 02:38:35
แฟนวรรณกรรมเก่าๆ อย่างฉันมักจะกลับไปหาเรื่องของผู้เขียนที่เปลี่ยนแปลงทิศทางนิยายวิทยาศาสตร์ และ H. G. Wells คือชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นเสมอ ชื่อเต็มคือ Herbert George Wells เกิดเมื่อปี 1866 ในเมืองบรมลีย์ (Bromley) ประเทศอังกฤษ เขามาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่มีความลำบากด้านการเงินในวัยเด็ก แต่ความอยากรู้อยากเห็นและโอกาสทางการศึกษาเปิดทางให้เขาได้เรียนวิทยาศาสตร์ที่ Royal College of Science ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนักชีววิทยาชื่อดังอย่าง T. H. Huxley งานศึกษาด้านวิทยาศาสตร์นี่เองที่ทำให้ข้อความทางนิยายของเขามีพื้นฐานความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะผสมกับจินตนาการอย่างหนักหน่วงก็ตาม
ผลงานที่ทำให้ชื่อของ Wells ติดตรึงในประวัติศาสตร์วรรณกรรมได้แก่ 'The Time Machine' (ตีพิมพ์ 1895) ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเดินทางข้ามเวลา แต่ยังเป็นการสะท้อนปัญหาแบ่งชนชั้นผ่านภาพของ Eloi และ Morlocks ตามมาด้วยนิยายเด่นอื่นๆ ที่กลายเป็นคลาสสิกอย่าง 'The Island of Doctor Moreau' (1896), 'The Invisible Man' (1897), และ 'The War of the Worlds' (1898) แต่ผลงานของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนิยายแนวล้ำหน้าเท่านั้น ในบรรดางานเขียนยังมีนิยายวิทยาศาสตร์เชิงความคิดอย่าง 'A Modern Utopia' รวมถึงงานสารคดีและประวัติศาสตร์อย่าง 'The Outline of History' (1920) และ 'A Short History of the World' (1922) ที่แสดงถึงมุมมองกว้างไกลของเขาต่อสังคมและมนุษยชาติ
มุมมองทางการเมืองและสังคมเป็นแกนสำคัญในงานของ Wells เขามีแนวคิดสังคมนิยมและมักใช้นิยายเป็นเวทีวิพากษ์ระบบสังคม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อชีวิตมนุษย์ เหตุนี้งานของเขาจึงมีความหลากหลายทั้งในเชิงบันเทิงและเชิงความคิด นอกจากนี้ Wells ยังเขียนเรื่องสั้น บทความ และบทละครอีกจำนวนมาก ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่อุดมไปด้วยผลงานทั่วทั้งศตวรรษที่ 19-20 ผลงานหลายชิ้นถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละคร และสื่ออื่นๆ ส่งอิทธิพลต่อผู้สร้างสรรค์ยุคหลังมากมาย ทั้งนักเขียนและผู้กำกับที่ยกย่องเขาเป็นบรรพบุรุษนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เชิงสังคม
ส่วนตัวแล้วการอ่าน 'The Time Machine' และผลงานอื่นๆ ของ Wells ทำให้ฉันหลงใหลในวิธีที่เขาเอานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นกรณีศึกษาทางศีลธรรมและสังคม เรื่องราวของเขาไม่เคยล้าสมัยเพราะยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคต ความไม่เท่าเทียม และการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อมนุษยธรรม เมื่อคิดถึงการวางโครงเรื่องที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นด้วยความหมาย ก็ต้องยอมรับว่า Wells มีความสามารถพิเศษในการทำให้ไอเดียใหญ่กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ — นี่แหละเหตุผลว่าทำไมชื่อของเขายังไม่จางหายไปจากชั้นวรรณกรรมของฉัน