5 Réponses2026-05-14 23:24:03
อยากเล่าแบบชัด ๆ ให้ฟังว่าฉันสมัครเน็ตฟลิกแบบครอบครัวผ่านมือถืออย่างไร เพราะฉันมักโดนเพื่อนถามบ่อย ๆ
เริ่มจากดาวน์โหลดแอป Netflix ในมือถือ (Android หรือ iOS) แล้วเปิดแอปขึ้นมา กดสมัครสมาชิกแล้วกรอกอีเมลหรือหมายเลขมือถือ จากนั้นระบบจะให้เราเลือกแพ็กเกจ ซึ่งถ้าอยากแชร์กันหลายคนให้มองแพ็กเกจที่มีจำนวนหน้าจอพร้อมกันมาก ๆ เช่นแพ็กเกจสี่หน้าจอ จะสะดวกสุดเพราะสามารถดูพร้อมกันได้เป็นกลุ่มครอบครัว
ขั้นตอนสุดท้ายคือการตั้งค่าชำระเงิน (บัตรเครดิต/เดบิต, Google Play/App Store หรือเรียกเก็บผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายในบางพื้นที่) และสร้างโปรไฟล์แยกสำหรับสมาชิกแต่ละคน รวมทั้งตั้งรหัสโปรไฟล์หรือตั้งค่าควบคุมผู้ปกครองสำหรับเด็ก ๆ เพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว ง่าย ๆ แค่นี้ก็เริ่มดูด้วยกันได้แล้ว
3 Réponses2026-05-28 01:52:27
นี่คือวิธีการยกเลิกสมัครแพ็กเกจเน็ตฟิก 99 ที่ฉันใช้แล้วเห็นว่าทำได้รวดเร็วและชัดเจน:
เริ่มจากล็อกอินเข้าบัญชีผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (ไม่ใช่แค่ลบแอป) แล้วคลิกที่มุมขวาบนเข้า 'Account' จากนั้นมองหาปุ่ม 'Cancel Membership' หรือคำที่ใกล้เคียง ระบบจะพาไปยืนยันอีกครั้ง แล้วการยกเลิกจะสิ้นสุดลงหลังการยืนยัน ซึ่งโดยปกติจะยังดูได้จนกว่าจะหมดรอบบิลที่จ่ายไปแล้ว — ไม่โดนตัดทันที
ถ้าคุณสมัครผ่าน Google Play หรือ App Store ให้ยกเลิกผ่านร้านค้านั้นแทน: สำหรับ Android เปิด Google Play > เมนู > Subscriptions > เลือก Netflix > Cancel; สำหรับ iPhone ไปที่ Settings > Apple ID > Subscriptions > เลือก Netflix > Cancel หากสมัครผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (บิลรวมกับค่าโทร/เติมเงิน) ต้องยกเลิกผ่านแอปหรือเว็บไซต์ของค่ายนั้นๆ เพราะการยกเลิกในบัญชี Netflix จะไม่สามารถตัดการเก็บเงินจากค่ายมือถือได้โดยตรง
ข้อควรรู้จากที่ฉันเจอคือ อย่าลบแอปแล้วคิดว่าการสมัครถูกยกเลิก การยกเลิกต้องยืนยันในบัญชีหรือในร้านค้า และเก็บอีเมลยืนยันไว้เผื่อมีปัญหา หากต้องการกลับมาสมัครใหม่เมื่อไรก็สามารถทำได้ บางครั้งแพ็กเกจ 99 อาจเป็นแพ็กมือถือเฉพาะเครื่อง ดังนั้นเช็กแหล่งที่ชำระเงินก่อนยกเลิกจะช่วยให้ไม่ต้องวนกลับมาจัดการซ้ำ ๆ
3 Réponses2026-04-28 14:48:54
เริ่มจากการเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่ต้องใช้ก่อนสมัคร แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก
ฉันชอบเริ่มด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบนมือถือก่อน ถ้าใช้ Android ให้ไปที่ Google Play ส่วน iPhone ให้ไปที่ App Store แล้วค้นหา 'Netflix' จากนั้นเปิดแอปและกดปุ่มสมัครใหม่ ระบบจะให้กรอกอีเมล เลือกรหัสผ่าน และเลือกรูปแบบการชำระเงินที่ต้องการ นี่แหละเป็นแกนหลักของการสมัครผ่านมือถือ: แอปเดียว จบขั้นตอนหลักทั้งหมด
เมื่อเลือกแผนแล้ว ระบบจะพาไปกรอกข้อมูลการชำระเงิน ซึ่งมีหลายวิธี ขึ้นกับประเทศและเครื่องที่ใช้ บางคนชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต บางคนใช้ระบบเรียกเก็บผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (carrier billing) หรือจ่ายผ่านบัญชี Apple/Google ถ้าชำระผ่าน Google Play / Apple ID การคิดเงินจะถูกจัดการผ่านร้านค้านั้น ๆ แทน ฉะนั้นอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลการคิดเงินก่อนยืนยันการสมัคร
หลังจากสมัครเสร็จ ฉันมักจะตั้งโปรไฟล์ย่อย ปรับภาษา และดาวน์โหลดตอนที่ต้องการดูแบบออฟไลน์ทันทีเพื่อทดสอบการดาวน์โหลด ถ้าต้องการยกเลิกก็เข้าไปที่การตั้งค่าบัญชีในแอปหรือที่เว็บ แล้วเลือกยกเลิกการสมัคร การจัดการบัญชีผ่านมือถือสะดวก แต่อย่าลืมเช็กสรุปใบเรียกเก็บเงินในแอปหรือของผู้ให้บริการที่ชำระเงิน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการคิดเงินผิดพลาด เป็นวิธีที่ฉันคิดว่าเร็วและเรียบง่ายสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูรายการโปรดทันที
2 Réponses2026-06-15 05:38:05
ยกเลิกได้ค่อนข้างยืดหยุ่น แต่วิธีและผลลัพธ์ขึ้นกับว่าคุณสมัครผ่านช่องทางไหน — นี่คือสิ่งที่ฉันเจอและสังเกตเองกับ 'Netflix' หลักการทั่วไปคือถ้าคุณสมัครโดยตรงกับ 'Netflix' ทางเว็บไซต์หรือแอป คุณสามารถกดยกเลิกได้ทันทีแต่จะยังใช้บริการต่อได้จนถึงวันสิ้นสุดรอบบิลที่จ่ายไปแล้ว (ยกเว้นในกรณีของนโยบายพิเศษหรือการชำระเงินแบบพาร์ทเนอร์) ฉันเคยอยู่ในสถานการณ์ที่กดยกเลิกตอนกลางเดือนแล้วยังดูซีรีส์ได้จนถึงวันครบรอบที่จ่ายเงินครั้งถัดไป ส่วนเรื่องการคืนเงินโดยทั่วไปแทบไม่มีให้ — ถ้าจ่ายไปแล้วจะไม่ได้รับเงินคืนสำหรับช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ใช้
สภาพการณ์จะเปลี่ยนไปเมื่อคุณสมัครผ่านผู้ให้บริการอื่น เช่น แอปสโตร์ของมือถือ ขายผ่าน Google Play หรือสมัครผ่านผู้ให้บริการทีวี/แพ็กเกจร่วม ผู้ให้บริการเหล่านี้มักจัดการการต่ออายุและการยกเลิกด้วยนโยบายของเขาเอง ฉันเคยยกเลิกผ่าน Apple แล้วการยกเลิกถูกตั้งค่าให้ไม่ต่ออายุต่อไป แต่การเข้าถึงยังคงอยู่จนกว่าจะครบรอบบิล ในขณะที่บางผู้ให้บริการทีวีหรือแพ็กเกจร่วมอาจตัดการเข้าใช้ทันทีหลังยกเลิก เพราะการเรียกเก็บเงินและสิทธิ์ถูกผูกกับบัญชีของผู้ให้บริการนั้น ๆ แทนที่จะเป็น 'Netflix' โดยตรง
ในมุมมองส่วนตัว ฉันมักจะเช็กว่าฉันสมัครผ่านทางไหนก่อนจะยกเลิก และก็ดูวันที่รอบบิลไว้อย่างชัดเจน เพราะบางทีอยากเก็บการเข้าถึงไปดูซีรีส์ให้จบก่อน อีกเรื่องที่เรียนรู้คือถ้ากำลังใช้บัญชีที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนแบบแชร์กัน (เช่น แผนครอบครัวที่ใครคนหนึ่งจ่าย) การยกเลิกของเจ้าของบัญชีจะส่งผลกับทุกคนทันที ให้คุยกันให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าถ้าคิดจะกลับมาใหม่ การเปิดใช้งานอีกครั้งมักทำได้ง่ายและบัญชีของคุณรวมถึงประวัติการดูอาจจะถูกเก็บไว้สักระยะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับนโยบายปัจจุบันของ 'Netflix' ด้วย
3 Réponses2026-06-13 06:35:28
เราเคยอยู่ในสถานการณ์ที่สมัคร 'Netflix' แล้วอยากเลิกใช้งานทันที เพราะอยากประหยัดหรือเปลี่ยนแพลน เลยจดวิธีง่ายๆ ที่ใช้งานได้จริงไว้ให้ตามนี้
ถ้าสมัครตรงกับเว็บไซต์ ให้เข้าไปที่บัญชีของคุณ (จากเว็บบราวเซอร์) แล้วมองหาเมนูเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกหรือการชำระเงิน จะมีตัวเลือกให้ยกเลิกสมาชิก จากนั้นระบบมักจะส่งอีเมลยืนยันการยกเลิกให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ถ้าสมัครผ่านแอปมือถือและถูกเรียกเก็บโดย Apple หรือ Google Play ต้องยกเลิกจากการตั้งค่าการสมัครของ Apple ID/Google Play แทน แอปเองอาจแจ้งว่าให้ไปรยืนยันในระบบของผู้ให้บริการ
เคยเจอกรณีที่คนโทรมาบอกว่าอยากยกเลิกแต่สมัครผ่านผู้ให้บริการรายอื่น เช่น ผู้ให้บริการทีวีจ่ายรวมหรือแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ถ้าแบบนี้ต้องติดต่อผู้ให้บริการนั้นโดยตรง นอกจากนี้ควรเช็กวันที่รอบบิลเพราะการยกเลิกมักมีผลตอนสิ้นสุดรอบบิลที่จ่ายไปแล้ว ไม่ได้คืนเงินทันที ส่วนไฟล์ที่ดาวน์โหลดไว้บนมือถือมักจะดูได้จนกว่าสมาชิกจะสิ้นสุด ดังนั้นถ้ามีซีรีส์ที่อยากเก็บ เช่น 'Stranger Things' ก็ดาวน์โหลดไว้ก่อนยกเลิกจะปลอดภัยกว่า เก็บสลิปอีเมลยืนยันและสกรีนช็อตการยกเลิกไว้เป็นหลักฐานเผื่อมีปัญหาในภายหลัง
5 Réponses2026-05-14 03:21:06
สมัครแบบทดลองใช้งานเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยและฉันก็เคยอยากรู้แบบเดียวกัน ตอนนี้ขอเล่าสั้น ๆ จากมุมมองคนชอบดูซีรีส์อย่างฉัน: เดิมทีเน็ตฟลิกซ์เคยมีทดลองใช้ฟรีให้ผู้ใช้ใหม่ในหลายประเทศ แต่ช่วงหลังนโยบายเปลี่ยนบ่อยและตัวเลือกนี้หายไปในหลายพื้นที่
จากที่ติดตาม มันขึ้นอยู่กับประเทศและช่วงเวลา — บางประเทศยังมีโปรโมชั่นทดลองฟรี บางประเทศไม่เปิดให้ทดลองเลย ฉันแนะนำให้เข้าไปหน้าเซ็นอัพของเน็ตฟลิกซ์ในประเทศที่เราอยู่ ถ้ามีปุ่มบอกว่า 'ทดลองใช้ฟรี' จะเห็นได้ชัดเจน อีกทางคือสังเกตโปรโมชั่นจากผู้ให้บริการมือถือหรือแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบางเจ้า ซึ่งมักจะมอบสิทธิทดลองหรือเดือนฟรีให้ลูกค้าร่วมเป็นโปรโมชั่น
ถ้าอยากลองแบบไม่เสี่ยงจริง ๆ ให้มองหาข้อเสนอจากคู่ค้าหรือดูคอนเทนต์ฟรีบางตอนที่เน็ตฟลิกซ์เปิดให้ดูโดยไม่ต้องสมัคร เช่น ซีรีส์อย่าง 'Stranger Things' อาจมีตัวอย่างหรือคลิปให้ชมก่อนจะตัดสินใจสมัครเต็มรูปแบบ แต่การจะได้ทดลองฟรีหรือไม่ สรุปคือขึ้นกับเงื่อนไขท้องถิ่นและช่วงเวลานั้น ๆ เท่านั้น
1 Réponses2026-06-15 21:05:22
เอาจริงๆ ฉันคิดว่าคำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัยเวลาอยากเริ่มดู 'เน็ตฟลิกซ์' โดยไม่อยากพกบัตรเครดิตเต็มกระเป๋า มีวิธีหลายทางที่ทำได้และสะดวกมากขึ้นกว่าที่คิด แต่ขึ้นกับอุปกรณ์และประเทศที่ใช้อยู่ เพราะระบบจ่ายเงินของเน็ตฟลิกซ์ยืดหยุ่นพอสมควรและมีช่องทางทดแทนที่ไม่ต้องใช้บัตรเครดิตโดยตรง
บนมือถือ Android กับ iPhone ทางที่ง่ายที่สุดคือสมัครผ่านตัวแอปที่เชื่อมต่อกับระบบจ่ายเงินของร้านแอปนั้น ๆ — บน Android จะชำระผ่าน Google Play, บน iPhone ผ่าน Apple App Store นี่หมายความว่าจะใช้วิธีชำระที่ผูกกับบัญชีร้านแอปได้ เช่น บัตรเดบิตที่ผูกกับ Google/Apple, เครดิตในบัญชี Google/Apple, หรือการเติมเงินผ่านบัตรของร้านสะดวกซื้อบางแห่ง ถ้าไม่ได้มีบัตรเครดิตแต่มีบัตรเดบิตหรือบัตรเติมเงินที่ยอมรับในร้านแอป ก็สามารถใช้ได้โดยตรง
อีกทางหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยคือการจ่ายผ่านผู้ให้บริการมือถือหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบางราย ซึ่งเรียกว่า carrier billing — จะถูกเก็บลงบิลมือถือหรือหักจากยอดคงเหลือของซิมที่เติมเงินไว้ วิธีนี้มีให้ใช้ในบางประเทศและบางเครือข่ายเท่านั้น ดังนั้นต้องเช็กว่าผู้ให้บริการในพื้นที่ของคุณรองรับหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกของบัตรของขวัญหรือโค้ดเติมเงินของเน็ตฟลิกซ์ที่จำหน่ายตามร้านค้าหรือออนไลน์ในบางประเทศ เมื่อซื้อโค้ดแล้วนำมากรอกในบัญชีเน็ตฟลิกซ์เพื่อเปิดบริการโดยไม่ต้องผูกบัตรเครดิต
ถ้ายังไม่อยากผูกบัตรจริง ๆ อีกวิธีคือใช้บัญชี PayPal ถ้าเน็ตฟลิกซ์ในประเทศของคุณรองรับ PayPal ก็สามารถผูกกับบัญชีธนาคารหรือบัตรเดบิตใน PayPal แล้วจ่ายผ่านวิธีนี้ได้ เห็นด้วยว่าทางเลือกเหล่านี้ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศและนโยบายของเน็ตฟลิกซ์ ณ ขณะนั้น ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเลือกช่องทางที่สบายใจและปลอดภัยสำหรับเงินของเรา และหากเจอข้อจำกัดบางอย่าง เช่น แผน 'มือถือ' ที่มีฟีเจอร์จำกัด ก็ต้องตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับความต้องการดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ของเราแค่ไหน
โดยสรุปแล้ว เป็นไปได้แน่นอนที่จะสมัครเน็ตฟลิกซ์บนมือถือโดยไม่ใช้บัตรเครดิต ด้วยวิธีอย่างการจ่ายผ่าน Google/Apple, carrier billing, บัตรของขวัญ หรือ PayPal ขึ้นอยู่กับความพร้อมของช่องทางในประเทศนั้น ๆ ฉันเองมักเลือกจ่ายผ่านระบบร้านแอปหรือเติมด้วยบัตรของขวัญเมื่อไม่อยากผูกบัตรเครดิต เพราะสะดวกและควบคุมค่าใช้จ่ายง่าย รู้สึกว่ามันทำให้การเริ่มติดซีรีส์ใหม่เป็นเรื่องไม่ยุ่งยากมากนัก
5 Réponses2026-04-28 23:34:16
วิธีที่ง่ายที่สุดคือเข้าไปจัดการผ่านหน้าเว็บของ 'Netflix' โดยตรง: เข้าสู่ระบบแล้วไปที่หน้า 'Account' แล้วกดปุ่ม 'Cancel Membership' ซึ่งจะเป็นการยกเลิกการต่ออายุแบบอัตโนมัติ
ผมอยากเน้นว่าเมื่อยกเลิกแล้วจะไม่มีค่าปรับเพิ่มเติม แต่การเข้าถึงบริการจะยังคงอยู่จนกว่าจะครบวันคิดเงินรอบสุดท้าย นั่นหมายความว่าถ้าคิดเงินทุกวันที่ 15 และคุณยกเลิกวันที่ 20 คุณยังดูได้จนถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนการขอคืนเงินมักจะไม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ยกเว้นกรณีพิเศษที่มีการเรียกเก็บเกินหรือโปรโมชันระบุไว้เป็นอย่างอื่น
อีกข้อที่ควรระวังคือถ้าสมัครผ่านตัวกลาง เช่นการจ่ายผ่าน 'App Store' ของ Apple คุณต้องยกเลิกผ่านบัญชีนั้น ไม่สามารถยกเลิกจากหน้าเว็บ 'Netflix' ได้โดยตรง ใครใช้บัญชีร่วมก็ควรแจ้งเจ้าของบัญชีด้วย เพราะการยกเลิกจะมีผลกับทุกโปรไฟล์ที่ผูกอยู่กับบัญชีนั้น
1 Réponses2026-06-15 10:18:26
เริ่มต้นด้วยการบอกตรงๆว่า ณ ตอนนี้การสมัครเน็ตฟลิกซ์แบบทดลองใช้ฟรีนั้นไม่ได้มีให้ในทุกประเทศเหมือนสมัยก่อน บริษัทได้ปรับนโยบายหลายครั้ง ทำให้การทดลองฟรีแบบ 30 วันหรือ 7 วันที่เคยเป็นเรื่องปกติหายไปในหลายพื้นที่ แต่ยังมีช่องทางที่ทำให้ได้ดูเน็ตฟลิกซ์ฟรีแบบจำกัดเวลาอยู่บ้าง เช่น โปรโมชั่นร่วมกับผู้ให้บริการมือถือ บันเดิลกับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต หรือโค้ดทดลองที่แจกผ่านพาร์ทเนอร์เฉพาะกิจ ฉันเองมักจะคอยสังเกตโปรโมชั่นแบบนี้ เพราะบางครั้งได้ทดลองใช้ฟรีร่วมกับแพ็กเกจมือถือที่ใช้อยู่โดยไม่ต้องเปลี่ยนแผนมากนักและยังได้สิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
ในกรณีที่พบโปรโมชั่นทดลองฟรี ให้เตรียมตัวตามขั้นตอนทั่วไปอย่างระมัดระวัง เริ่มจากสมัครบัญชีที่ netflix.com หรือตามลิงก์โปรโมชันของพาร์ทเนอร์ เลือกแพ็กเกจที่โปรโมชั่นครอบคลุมแล้วกรอกข้อมูลส่วนตัวกับวิธีชำระเงินตามปกติ แม้จะเป็นการทดลองฟรี ต้องใส่ข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัญชีชำระเงินไว้เสมอเพราะระบบจะเริ่มเรียกเก็บเงินเมื่อหมดช่วงทดลอง ถ้าไม่ต้องการต่ออัตโนมัติให้ตั้งเตือนในปฏิทินหรือยกเลิกก่อนวันสิ้นสุดการทดลอง หลายโปรโมชั่นมีเงื่อนไขว่าใช้ได้กับผู้ใช้งานครั้งแรกเท่านั้น หรือใช้ร่วมกับบางแพ็กเกจเท่านั้น จึงควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนกดยืนยัน
อีกข้อที่ควรระวังคือข้อจำกัดด้านภูมิภาคและการแชร์บัญชี catalog หรือเนื้อหาบางเรื่องอาจจะแตกต่างกันไปตามประเทศ แม้จะได้ทดลองใช้ฟรีก็อาจไม่มีซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่อยากดูในภูมิภาคนั้นๆ นอกจากนั้นการสับเปลี่ยนบัญชีบ่อยๆ หรือการใช้วิธีการที่ผิดเงื่อนไขเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินอาจทำให้บัญชีถูกระงับได้ ฉันมักจะแนะนำให้ใช้ช่องทางพาร์ทเนอร์ที่น่าเชื่อถือ เช่น โปรโมชันจากโอเปอเรเตอร์มือถือหรือร้านค้าชื่อดังที่เคยร่วมรายการ นอกจากนี้ถ้ามีบัตรของขวัญหรือโค้ดจากกิจกรรม เช่น ได้โค้ดดูฟรีจากการซื้ออุปกรณ์หรือสมัครบริการอื่น ก็นับเป็นวิธีปลอดภัยในการเข้าถึงบริการโดยไม่ต้องเสี่ยงจ่ายเต็มราคา
สุดท้าย การได้ทดลองดูเน็ตฟลิกซ์มีคุณค่าในการตัดสินใจแบบเป็นข้อมูล ไม่ว่าจะลองดูซีรีส์ระดับฮิตอย่าง 'Stranger Things' หรือดูงานสารคดีที่สนใจ การวางแผนล่วงหน้าเพื่อยกเลิกก่อนวันหมดทดลองหรือเลือกสมัครผ่านพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ทำให้ประสบการณ์นี้ราบรื่นมากขึ้น ฉันรู้สึกว่าวิธีนี้ช่วยให้ได้ลองรสชาติของบริการโดยไม่ต้องผูกมัด และบางครั้งก็ได้เจอซีรีส์โปรดใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิด
2 Réponses2026-05-14 18:11:17
ทำได้ไม่ยากเลย แค่ต้องรู้ว่าเราจ่ายผ่านช่องทางไหนก่อน เพราะวิธียกเลิกจะแตกต่างกันไปตามที่ชำระเงิน ฉันเคยเจอคนรอบตัวที่คิดว่ากดปุ่มยกเลิกในแอปแล้วจบ แต่จริงๆ แล้วบางครั้งบัญชีถูกผูกกับ App Store หรือ Google Play หรือให้ผู้ให้บริการเครือข่ายจัดการไว้ ทำให้ต้องยกเลิกจากที่นั่นแทน
เริ่มต้นให้เข้าเว็บ Netflix ผ่านเบราว์เซอร์ (มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็ได้) แล้วล็อกอิน จากนั้นคลิกที่มุมบนขวาเพื่อเข้าเมนูโปรไฟล์ เลือก 'บัญชี' (Account) ในหน้าบัญชีจะเห็นข้อมูลการเรียกเก็บเงินและปุ่ม 'ยกเลิกการเป็นสมาชิก' (Cancel Membership) ถ้าปุ่มนี้ปรากฏ กดแล้วทำตามขั้นตอนก็จะยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติไว้ เมื่อยกเลิกแล้วมักจะยังดูต่อได้จนกว่าจะหมดรอบบิลที่จ่ายไว้แล้ว การยกเลิกจะมีผลเมื่อสิ้นสุดรอบบิลเท่านั้นและโดยปกติจะไม่มีการคืนเงินแบบรายวันที่เหลือ
ถ้าชำระผ่าน App Store หรือ Google Play ให้เปิดการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ของร้านค้านั้น แล้วจัดการการสมัครสมาชิก (Subscriptions) เพื่อยกเลิก หากสมัครผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์หรือแพ็กเกจทีวี ให้ติดต่อผู้ให้บริการนั้นโดยตรงเพื่อยกเลิก ตัวอย่างเช่นคนที่สมัครผ่าน iPhone บ่อยจะต้องยกเลิกใน App Store เท่านั้น ไม่สามารถยกเลิกผ่านเว็บ Netflix ได้ สุดท้ายถ้ามีปัญหา ปุ่มหาย หรือยังถูกเรียกเก็บเงินหลังยกเลิก ให้เก็บอีเมลยืนยันการยกเลิกไว้แล้วติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า Netflix ผ่านหน้าช่วยเหลือเพื่อขอคำอธิบาย แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถเข้าถึงรายการที่บันทึกไว้และโปรไฟล์ได้ถ้าคุณตัดสินใจสมัครใหม่ในอนาคต มองในแง่ดี การยกเลิกทำได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เมื่อรู้ช่องทางการจ่ายเงินแล้วก็สบายใจขึ้นเยอะ