3 Answers2025-11-02 11:54:23
ภาพในหัวของฉันชัดเจนเมื่อคิดถึงการใช้กาลเวลาใน 'แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษอัซคาบัน' — ฉากที่โลกไม่ได้เปลี่ยนจากภายนอก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือวงกลมเวลาเดียวกันวนกลับมาเติมเต็มตัวเองจนไม่มีช่องว่างให้ขัดแย้งกันได้
ในฐานะแฟนที่โตมากับหนังสือ ฉันมองการเดินทางข้ามเวลาแบบนี้ว่าเป็นตัวอย่างของ 'การวนกลับแบบสอดคล้อง' (consistent time loop) มากกว่าโลกที่แตกเป็นเส้นทางคู่หรือการย้อนอดีตเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างโจ่งแจ้ง เหตุการณ์ที่เราเห็น — Harry และ Hermione หันหลังกลับไปช่วย Buckbeak แล้วต่อมาก็เป็น Harry ในอดีตที่ส่งสัญญาณให้ตัวเองสร้าง Patronus — ถูกออกแบบให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วเสร็จในวงจรเดียวกัน การกระทำในอดีตคือสาเหตุของปัจจุบัน และในทางกลับกันไม่มีประเด็น 'ใครเป็นคนเริ่มต้น' ที่ลอยอยู่ เพราะความรู้หรือวัตถุที่ดูเหมือนจะถูกส่งย้อนเวลาก็กลายเป็นสิ่งที่มีอยู่เพราะวงจรนั้นเอง
นั่นแปลว่าเรื่องราวไม่ได้มุ่งไปที่การแก้ไขอนาคต แต่เป็นการเพิ่มมิติของชะตากรรม: ตัวละครต้องยอมรับบทบาทของตัวเองทั้งในฐานะผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ฉันชอบความเป็นไปได้นี้เพราะมันทำให้ฉากสุดท้ายระหว่างเงาและความมืดมีน้ำหนักทางอารมณ์มากขึ้น — ไม่ใช่แค่การหลบหนี แต่มันคือการยอมรับชะตาของวงกลมที่เราเคยอยู่ในนั้นอยู่เสมอ
4 Answers2025-10-13 16:25:14
ความคิดแรกที่ชอบคิดเล่นๆ เกี่ยวกับ 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' คือว่าสไตล์การจัดการของดัมเบิลดอร์ดูเหมือนการเล่นหมากรุกระยะยาว มากกว่าจะเป็นการปกป้องแบบตรงไปตรงมา การที่ข้อมูลบางอย่างถูกเก็บไว้จากแฮร์รี่จนเกิดความโกรธและความเปราะบาง ทำให้การตัดสินใจของเขาเฉียบคมขึ้นเมื่อถึงจุดวิกฤติ
จากมุมมองส่วนตัว การปล่อยให้แฮร์รี่เจอความสูญเสียเองบางครั้งเป็นวิธีที่โหดร้ายแต่ได้ผลในเชิงพัฒนาการ ตัวอย่างเช่นการปล่อยให้เหตุการณ์ที่ห้องเผยความจริงใน Department of Mysteries เกิดขึ้นแล้วค่อยโผล่มาช่วยในท้ายที่สุด ดูเหมือนจะเป็นการบีบให้ผู้เล่นหลักทุกคนต้องเปิดบทบาทตัวเองออกมา
บทบาทแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกทั้งชื่นชมและไม่สบายใจไปพร้อมกัน เพราะการเป็นผู้นำที่เห็นแก่ผลลัพธ์สูงสุดบางครั้งก็ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดของผู้อื่น ซึ่งทำให้ตัวละครดัมเบิลดอร์มีมิติและข้อโต้แย้งในทางศีลธรรมมากกว่ารูปแบบฮีโร่คลาสสิก
5 Answers2025-10-14 15:25:35
ทฤษฎีที่ว่าผู้ถูกเลือกจริงๆ อาจไม่ใช่แค่ 'แฮร์รี่' เป็นแนวคิดที่ผมมักเอามาคิดเล่นเวลานอนดึก
ผมเชื่อว่าร่องรอยของการเลือกคนของคำพยากรณ์เปิดช่องให้ทั้งแฮร์รี่และเนวิลล์เป็นไปได้ ความต่างอยู่ที่การตัดสินใจของผู้ใหญ่รอบตัว—ใครได้รับการอบรม ใครถูกเอาไปซ่อน ใครถูกผลักเข้าสู่สถานะของผู้กล้า ในมุมผม เหตุการณ์ภาคห้าเผยให้เห็นว่าการกระทำของดัมเบิลดอร์ตั้งใจหรือไม่ ก็ส่งผลต่อเส้นทางของเด็กทั้งสองอย่างลึกซึ้ง: การที่แฮร์รี่ถูกดึงเข้าไปในภารกิจ การให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น และการเก็บความจริงบางอย่างไว้ ในนัยหนึ่งมันเหมือนกับการทดสอบว่าคนไหนจะเลือกยืนหยัดเมื่อเจอการต่อต้านจากสังคม
การคิดแบบนี้ทำให้ฉันมองฉากต่างๆ เช่นการที่แฮร์รี่รู้สึกถูกโดดเดี่ยวหรือการที่เนวิลล์เติบโตหลังจากสูญเสียความมั่นใจ มีความหมายใหม่ มันไม่ใช่แค่การเลือกจากพรหมลิขิต แต่เป็นการเลือกผ่านการเลี้ยงดู ภาวะแวดล้อม และโอกาสที่ถูกมอบให้ นี่แหละที่ทำให้ทฤษฎีนี้น่าสนใจสำหรับผม เพราะมันเปลี่ยนคำถามจาก "ใครถูกเลือก" เป็น "คนถูกทำให้เป็นผู้ถูกเลือกได้ยังไง" และผมมักจินตนาการว่าถ้าเส้นทางสลับกัน ผลงานทั้งชุดอาจจะอ่านต่างออกไป
3 Answers2025-10-30 23:29:31
ในตอนที่พลิกหน้าหนังสือ 'แฮร์รี่ พอตเตอร์กับนักโทษอัซคาบัน' ความคิดเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาทำให้ชั้นตื่นเต้นจนอยากอภิปรายยาว ๆ ว่าที่จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นวงจรนิรันดร์ที่สร้างตัวเองขึ้นมาเอง (bootstrap paradox) ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอดีตตามความตั้งใจของตัวละคร
มุมมองของชั้นคือเหตุการณ์อย่างการช่วย Buckbeak และการที่แฮร์รี่กับเฮอร์ไมโอนีกลับไปช่วยตัวเอง ไม่ได้เป็นการแก้ไขอดีต แต่เป็นการยืนยันสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไว้แล้ว นั่นทำให้เกิดคำถามหนัก ๆ ว่าใครเป็นคนเริ่มต้นของเหตุการณ์เหล่านี้จริง ๆ — Dumbledore อาจรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่การรู้ล่วงหน้าไม่จำเป็นต้องแปลว่าเขาเป็นคนควบคุมทุกอย่างทั้งหมด
ส่วนทฤษฎีที่ชอบคุยกับเพื่อน ๆ คือว่า Patronus ของแฮร์รี่ในฉากริมทะเลสาบมีองค์ประกอบแบบ bootstrap ด้วย: แฮร์รี่ที่อนาคตส่งสัญญาณบางอย่างกลับมาที่อดีตของตัวเอง ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะปล่อย Patronus ได้ในจังหวะที่สำคัญ เหมือนกับเวทมนตร์ตอบสนองต่อการยึดโยงตัวตนข้ามเวลา นั่นทำให้ฉาก Shrieking Shack กับการเปิดเผยตัวตนของ Pettigrew ดูเหมือนบทบาทที่ถูกวางไว้ร่วมกับการเดินทางข้ามเวลา ทั้งหมดนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้รู้สึกก้ำกึ่งระหว่างชะตากรรมกับการเลือกของตัวละคร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟน ๆ ถึงคุยกันไม่หยุด: ทุกครั้งที่อ่านใหม่จะเจอเงื่อนงำเล็ก ๆ ที่ทำให้ทฤษฎีต่าง ๆ มีมิติลึกขึ้นและชั้นยังชอบจินตนาการว่าเวทมนตร์บางอย่างอาจมีตรรกะในตัวมันเองที่เราเพียงแค่เข้าใจไม่หมด
1 Answers2025-10-17 22:12:42
แฟนๆ มักจะมีทฤษฎีวนเวียนกันเยอะมากเมื่อพูดถึงฉากและชะตากรรมของดัมเบิลดอร์ใน 'แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม' — หนังสือเล่มนั้นเปิดประเด็นให้คนตั้งคำถามทั้งความตั้งใจและความลับของเขาอย่างเต็มที่ หลายคนมองจากมุมความเป็นผู้นำที่ลึกซึ้งและบางครั้งก็ดูโหดร้าย ทฤษฎียอดนิยมประการหนึ่งคือดัมเบิลดอร์คือ ‘ผู้วางแผนสูงสุด’ ที่ควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมด เบื้องหลังการตายของเขาถูกมองว่าไม่ใช่อุบัติเหตุหรือความพังทลายจากคำสาปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวในการกำจัดโวลเดอมอร์และปกป้องโรงเรียน เมื่อพิจารณาถึงการตัดสินใจทำให้สเนปรับผิดชอบบางอย่างและความลับที่เขาเก็บไว้กับแฮร์รี่ ทฤษฎีนี้ชวนให้ตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม: การยอมเสียสละชีวิตของคนหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่พอจะยอมรับได้หรือไม่
หนึ่งในทฤษฎีที่ฮิตมากคือการที่ดัมเบิลดอร์อาจ 'กำกับ' ให้สเนปเป็นคนฆ่าเขา จนกลายเป็นประเด็นว่าดัมเบิลดอร์อาศัยการจัดลำดับเหตุการณ์และความไว้วางใจในสเนปเพื่อนำมาสู่เป้าหมายสุดท้าย แนวคิดนี้ไปจับคู่กับรายละเอียดอย่างแหวนคำสาปที่ทำให้ดัมเบิลดอร์อ่อนแอลงและความจริงที่ว่าเขามีข้อมูลมากกว่าที่บอกกับแฮร์รี่ ทำให้แฟนๆ บางส่วนเห็นภาพของผู้นำที่ยอมรับชะตากรรมตัวเองเพื่อแผนใหญ่ อีกฝั่งหนึ่งเสนอว่าดัมเบิลดอร์อาจกำลังถูกกดดันจากอดีตความสัมพันธ์กับกรินเดลวัลด์และความผิดพลาดในวัยเยาว์ ทำให้เขามีความลับและวิธีคิดแบบพลิกแพลง—แบบที่คนภายนอกอาจตีความว่าเป็นการทรยศหรือการบงการ แต่จริงๆ มาจากภาระด้านจิตใจและความต้องการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด
อีกมุมที่น่าสนใจคือทฤษฎีว่าดัมเบิลดอร์เป็นตัวร้ายแฝง หรืออย่างน้อยก็มีด้านมืดที่ซ่อนอยู่ บางคนชี้ไปที่อดีตของเขากับกรินเดลวัลด์และความหลงใหลในอำนาจ ซึ่งอธิบายความลับและการตัดสินใจที่ดูโหดร้ายได้ ในทางตรงกันข้ามก็มีคนที่เชื่อว่าการตายของเขาอาจถูกจัดฉากหรือเลื่อนเวลาได้ เพื่อให้เขามีพื้นที่เงียบๆ ในการวางแผนหรือทดสอบฝ่ายศัตรู ทฤษฎีการปลอมตายนี้มักปรากฏในแฟนฟิคและการวิเคราะห์ แต่ก็ไม่ได้รับหลักฐานหนักหนาเท่าทฤษฎีการร่วมมือกับสเนปหรือความเสื่อมจากคำสาป
เมื่อมองรวมแล้ว สิ่งที่ทำให้ทฤษฎีเหล่านี้น่าสนใจคือการที่ดัมเบิลดอร์ไม่ใช่ฮีโร่เรียบง่าย—เขามีชั้นเชิง ความผิดพลาด และความลับ ซึ่งกระตุ้นให้แฟนๆ จินตนาการไปต่างๆ นานา สำหรับตัวเอง ผมชอบมุมที่ดัมเบิลดอร์เป็นคนซับซ้อนที่ยอมตัดสินใจยากเพื่อภาพรวมของโลกเวทมนตร์ มันทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์มากขึ้นและเปิดช่องให้ถกเถียงเรื่องศีลธรรมอย่างยาวนาน
3 Answers2025-10-13 12:07:35
แปลกดีที่ฉากการตายของดัมเบิลดอร์ใน 'Harry Potter and the Half-Blood Prince' ยังเป็นแหล่งทฤษฎีที่ฉันชอบคิดเล่นๆ อยู่เสมอ ฉันมองว่าการตายของดัมเบิลดอร์ไม่ใช่แค่เหตุการณ์สุดท้ายของชายชราผู้เมตตา แต่มันเป็นแผนที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ใต้การแสดงความอ่อนแอ ในความเห็นของฉัน เหตุผลที่ดัมเบิลดอร์ยอมให้สเนปเป็นคนจบชีวิตเขามากกว่าจะเป็นแค่การขอละเว้นความทุกข์ของเดรโก เรื่องแหวนที่สาปทำให้เขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้ และการมอบหน้าที่ให้สเนปคือการปกป้องโรงเรียนรวมถึงอนาคตของแฮร์รี
เมื่อคิดถึงฉากในหอคอยดาราศาสตร์ ฉันเห็นภาพการตกลงที่ลึกซึ้งระหว่างสองคนที่รู้จักกันมานาน แทนที่จะตั้งคำถามว่าการตายถูกบังคับหรือไม่ ฉันนึกถึงความตั้งใจที่ซับซ้อน: ดัมเบิลดอร์ต้องการให้สเนปคงสถานะของผู้ทรยศต่อโวลเดอมอร์เพื่อให้ข้อมูลข้างในมีค่ากว่าแค่การต่อสู้ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของคาถาและไม้กายสิทธิ์—การตายแบบนี้ทำให้ความเป็นเจ้าของไม้สูงสุดซับซ้อนขึ้น ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญในภาพรวมของสงคราม
ส่วนตัวฉันชอบความโหดร้ายแบบมีเหตุผลของเรื่องนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของฮีโร่บางครั้งถูกบงการด้วยความเสียสละที่เจ็บปวด ไม่ใช่แค่โชคชะตาหรือชั้นเชิงเวทมนตร์เท่านั้น แต่เป็นการคำนวณแบบมนุษย์ที่มีทั้งความรัก ความผิด และความสิ้นหวัง ซึ่งทำให้บทนี้ตราตรึงในใจไปอีกนาน
3 Answers2025-10-14 02:45:13
หลังอ่าน 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' แบบตั้งใจจนจบหนึ่งรอบ ประเด็นที่ฉันยังกังวลมากที่สุดคือโพรเฟซี่ (prophecy) กับผลกระทบเชิงจริยธรรมที่มาพร้อมกับมัน. หนังสือเปิดเผยว่าโพรเฟซี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งดัมเบิลดอร์และโวลเดอมอร์ตัดสินใจ แต่คำถามคือโพรเฟซี่นั้นผูกมัดชะตาหรือเปิดทางให้เกิดการเลือกจริงๆ, และความลับรอบโพรเฟซี่นั้นจำเป็นแค่ไหนสำหรับการคุ้มครองคนรอบข้างของแฮร์รี่. ด้านหนึ่งการเก็บความลับช่วยลดความเสี่ยง แต่ในอีกด้านมันก็สร้างความอ้างว้างให้แฮร์รี่และทำให้เขาตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลสำคัญ.
นอกจากปมโพรเฟซี่แล้ว ความไม่ชัดเจนของบทบาทของดัมเบิลดอร์ก็เป็นเรื่องที่ฉันยังคิดวน. การที่เขาถอนตัวและปล่อยให้แฮร์รี่แบกรับข้อมูลบางอย่างเพียงลำพังทำให้เกิดการฝึกฝน Occlumency ที่ล้มเหลวและความโกรธในตัวแฮร์รี่ ซึ่งสะท้อนถึงคำถามทางจริยธรรมว่า 'ความล้มเหลวเพื่อเป้าหมายใหญ่' นั้นรับได้หรือไม่. สุดท้ายฉันก็ชอบการที่หนังสือไม่ยัดคำตอบให้วางใจง่าย — มันบังคับให้คิดว่าอำนาจความรู้ (knowledge) กับความรับผิดชอบ (responsibility) ต้องมีความสมดุลอย่างไร.
ภาพในห้องโถงแห่งความลับของ 'Department of Mysteries' ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอน โดยเฉพาะทรงกลมโพรเฟซี่ที่วางไว้ในความเงียบ. บทเรียนที่ฉันเก็บได้คือแม้เรื่องเหนือธรรมชาติจะอธิบายไม่ได้ทั้งหมด แต่วิธีที่ผู้ใหญ่จัดการกับความจริงนั้นสำคัญไม่แพ้ความจริงเอง — และนั่นทำให้ฉันยังคิดถึงการตัดสินใจของตัวละครในมุมที่ละเอียดอ่อนอยู่เรื่อยๆ.
5 Answers2025-10-18 04:55:43
นี่คือมุมมองที่ฉันมักหยิบมาคุยกับเพื่อนๆ เวลาพูดถึง 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' — ว่าดัมเบิลดอร์อาจกำลังจัดการเหตุการณ์ในเงามืดมากกว่าที่เห็นเบื้องหน้า ฉันคิดว่ามีทฤษฎีดังที่ว่าเขาเลือกปฏิบัติและคำนวณความเสี่ยงแบบเย็นชา: การเว้นระยะจากแฮร์รี การไม่บอกข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคำทำนาย และการอนุญาตให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเพื่อให้แผนใหญ่เดินต่อไป
ฉันชอบยกฉากการโต้วาทีและประชุมของ Order เป็นตัวอย่าง เพราะท่าทีของดัมเบิลดอร์กับสมาชิกบางคนให้ความรู้สึกเหมือนผู้นำที่ยอมแลกบางสิ่งเพื่อเป้าหมายสูงกว่า อีกข้อน่าสนใจคือทฤษฎีเกี่ยวกับคำทำนายเอง—หลายคนชี้ว่าเนื้อหาของคำทำนายถูกตีความไปในทิศทางที่ 'ต้อง' เกิดกับแฮร์รี ทั้งที่ Neville ก็เข้าได้เหมือนกัน ประเด็นนี้ทำให้ฉากห้องคำทำนายที่ Department of Mysteries ดูยิ่งมีน้ำหนักทางจริยธรรม และทำให้เราตั้งคำถามกับความหมายของการเสียสละและการตัดสินใจของผู้นำในเรื่องราวด้วยความรู้สึกค่อยๆ เจ็บปวดแต่ยังน่าสนใจอยู่เสมอ
3 Answers2025-10-13 00:24:56
สมัยที่อ่าน 'แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีแห่งฟีนิกซ์' ใหม่ๆ ความคิดว่าดัมเบิลดอร์อาจกำกับเหตุการณ์บางอย่างเบื้องหลังเป็นทฤษฎีที่ติดตาไม่เลิกเลย เพราะในเล่มนี้มีโมเมนต์ที่ชวนให้ตั้งคำถามมากมาย เช่น การปกปิดข้อมูลเรื่องคำทำนาย การกระตุ้นให้แฮร์รี่มีความเชื่อมั่นแบบที่เสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเหยื่อ และฉากใน 'Department of Mysteries' ที่นำไปสู่การสูญเสียครั้งใหญ่ของเขา ฉันมักนึกภาพว่าถ้าดัมเบิลดอร์มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ เขาอาจมองเห็นเส้นทางยาวไกลกว่าที่คนทั่วไปเห็น และเลือกปล่อยให้แฮร์รี่เผชิญการทดลองทางอารมณ์บางอย่างเพื่อเตรียมตัวสำหรับอนาคต
ความน่าสนใจของทฤษฎีนี้ไม่ใช่แค่การกล่าวหาว่าเขาใจร้าย แต่มันคือการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของผู้นำเมื่อเผชิญภัยคุกคามระดับโลก อย่างฉากที่แฮร์รี่ถูกบอกให้ฝึก Occlumency และกลับถูกปิดบังข้อมูลสำคัญ ฉันเคยคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างผลลัพธ์ระยะยาวกับความทุกข์ในปัจจุบัน ถ้าดัมเบิลดอร์เลือกทางที่เลวร้ายน้อยสุดสำหรับโลก แต่ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดของคนใกล้ชิด มันก็เป็นปมจริยธรรมที่น่าตั้งคำถามมากกว่าคำตอบเดียว
ท้ายสุดแล้ว ความเก่งกาจของทฤษฎีนี้คือมันทำให้เราเห็นตัวละครในมิติใหม่ ไม่ได้เป็นฮีโร่เพียวหรือวายร้ายเพียว แต่เป็นมนุษย์ที่แบกรับการตัดสินใจอันหนักหน่วง ซึ่งทำให้การอ่าน 'แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีแห่งฟีนิกซ์' ครั้งต่อไปมีความหมายและแสบทรวงขึ้นอีกระดับ
4 Answers2025-10-22 17:37:33
เคยสงสัยไหมว่าไดอารี่ใน 'แฮร์รี่ พอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ' อาจไม่ใช่แค่เศษส่วนวิญญาณแบบฮอร์ครักซ์ธรรมดาๆ แต่เป็นการทดลองเชิงเวทมนตร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งทอม ริดเดิ้ลใช้ทดสอบความสามารถในการควบคุมความทรงจำของผู้อื่น
ในมุมมองของฉัน ทฤษฎีนี้อธิบายหลายอย่างได้ดี—ไดอารี่มีความจำและความตั้งใจเหมือนคน แต่ก็มีข้อจำกัดชัดเจน ต่างจากฮอร์ครักซ์ที่มีอยู่เพื่อแบ่งส่วนวิญญาณอย่างถาวร ไดอารี่ของริดเดิ้ลทำงานเหมือนภาพความทรงจำที่มีพลังชีวิต ซึ่งสามารถซึมซับและค่อยๆ ทำให้เหยื่อกลายเป็นอ่อนแอทางจิต นั่นทำให้เหตุผลว่าทำไมมันถึงหลงเหลือแค่ความทรงจำของริดเดิ้ลในรูปแบบที่ไม่ครบถ้วน
ความคิดนี้ทำให้ฉันเห็นร่องรอยการพัฒนาแนวคิดฮอร์ครักซ์ในงานของโรว์ลิ่ง ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุกเพราะมันเชื่อมโยงเหตุการณ์ในเล่มสองกับทิศทางมืดในเล่มต่อๆ ไป โดยไม่ต้องบอกว่าริดเดิ้ลเก่งสุดยอดแต่เป็นนักทดลองมืดที่เริ่มจากของเล็กๆ ก่อนจะก้าวไปสู่การสร้างวิญญาณแยกชิ้นที่แท้จริง