อยากให้เทศกาลมีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตาในครั้งเดียว ฉันมักจะคิดถึงการจัดโปรแกรมแบบหลากมิติที่พาผู้ชมข้ามอารมณ์และยุคสมัยได้ในคืนเดียว
เริ่มจากบล็อก 'รักแรกและการเติบโต' ใส่ 'Call Me by Your Name' กับ 'Moonlight' ไว้คู่กันเพื่อโชว์มุมมอง coming-of-age ที่ต่างกันทั้งภาษาและบรรยากาศ ต่อด้วยบล็อก 'แรงปรารถนาและความซับซ้อน' เช่น 'Happy Together' ที่มีความเปล่งประกายทางภาพ และ 'Portrait of a Lady on Fire' ที่เป็นบทสนทนาเงียบระหว่างสายตา สุดท้ายปิดด้วยสารคดีเชิงประวัติศาสตร์อย่าง 'The Celluloid Closet' เพื่อเชื่อมเรื่องส่วนบุคคลกับการต่อสู้ทางสังคม ฉันมักจะแทรกช่วงพูดคุยหลังฉายเล็กๆ ให้คนดูได้แลกเปลี่ยนกัน เพราะเสียงตอบรับหลังฉายมักทำให้ภาพยนตร์นั้นยังคงมีชีวิตต่อ และนั่นแหละคือหัวใจของเทศกาลหนังสำหรับฉัน