มีเรื่อง 'Portrait of a Lady on Fire' ที่ทำให้ตกหลุมรักตั้งแต่ฉากแรก ผู้กำกับใช้แสงสีและองค์ประกอบภาพบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสองคน แต่ยังพูดถึงศิลปะ เสรีภาพ และการต่อสู้กับกรอบสังคมในศตวรรษที่ 18 แม้จะเป็นหนังฝรั่งเศสแต่ความรู้สึกมัน universal จริงๆ
ส่วน 'The Handmaiden' ของปาร์ก ชานวุกก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เรื่องนี้เล่นกับความคาดไม่ตรงและมีชั้นของเรื่องราวที่ซับซ้อน ภาพสวยทุกฉาก บางทีการดูหนังแบบนี้ทำให้เราเห็นว่าความรักไม่ว่าของใครก็สวยงามเหมือนกัน
'Blue is the Warmest Color' เป็นหนังที่สร้างความประทับใจให้อย่างมาก การแสดงของอเดล เอกซ์อาร์คิโปลิสเต็มไปด้วยความรุนแรงทางอารมณ์ หนังเล่าเรื่องการเติบโตทางความรู้สึกของหญิงสาวที่ค้นพบความต้องการของตัวเอง
ในขณะที่ 'Call Me by Your Name' ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มันเป็นความโรแมนติกในฤดูร้อนที่อิตาลี ความสัมพันธ์ระหว่างเอลิโอและโอลิเวอร์ถูกถ่ายทอดอย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหมาย หนังเรื่องนี้สอนเราว่าความรักไม่ว่าของใครก็สามารถสร้างความเจ็บปวดและความสุขได้เหมือนกัน
โลกของหนัง Queer Cinema นั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งความรัก ความเศร้า และการต่อสู้เพื่อตัวตน ที่อยากแนะนำเป็นพิเศษคือ 'Call Me by Your Name' หนังรักวัยรุ่นชายที่ถ่ายทอดความสดใสและความทุกข์ของ First Love ได้อย่างละมุนละไม ฉากหลังในชนบทอิตาลีทำให้เรื่องราวโรแมนติกเหมือนภาพวาด
อีกเรื่องที่ห้ามพลาดคือ 'Portrait of a Lady on Fire' ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนในศตวรรษที่ 18 ด้วยการนำเสนอที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความเร้าอารมณ์ การใช้ภาษาภาพที่ประณีตทำให้ทุกเฟรมดูมีชีวิตชีวา
สำหรับใครที่ชอบแนวคิดท้าทายสังคม 'Moonlight' เป็นตัวเลือกที่ทรงพลัง หนัง跟踪ชีวิตชายผิวสีตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งสำรวจทั้งปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและการค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศ ชนะรางวัลออสการ์ได้อย่างสมควร
ส่วน 'The Handmaiden' หนังเกาหลีที่ดัดแปลงจากนวนิยายอังกฤษ แต่ปรับให้เข้ากับบริบทเกาหลียุคอาณานิคมได้อย่างเฉียบคม มีทั้งความลับ พล็อตลับและความสัมพันธ์ที่คาดไม่ถึงระหว่างหญิงสาวสองคน
มีหนังเลสเบี้ยนเรื่อง 'Portrait of a Lady on Fire' ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการมากๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องความรักระหว่างผู้หญิง แต่ยังพูดถึงศิลปะ การต่อสู้กับกรอบสังคมในศตวรรษที่ 18 ได้อย่างงดงาม ฉากวาดรูปที่เต็มไปด้วยความเขินอายแต่แฝงไปด้วยความปรารถนา เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่ละเมียดละไมและทรงพลัง
อีกเรื่องที่ประทับใจคือ 'The Handmaiden' ของปาร์ก ชาน-วุก ที่ดัดแปลงจากนวนิยาย 'Fingersmith' แนวเพลทรอยด์ที่ทั้งโหดเหี้ยมและโรแมนติก ตัวละครหลักทั้งสองสลับบทบาทกันอย่างคาดไม่ถึง พล็อตเรื่องที่ซับซ้อนและฉากความรักที่ร้อนแรงทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่คนพูดถึงไม่รู้จบ
อยากให้เทศกาลมีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตาในครั้งเดียว ฉันมักจะคิดถึงการจัดโปรแกรมแบบหลากมิติที่พาผู้ชมข้ามอารมณ์และยุคสมัยได้ในคืนเดียว
เริ่มจากบล็อก 'รักแรกและการเติบโต' ใส่ 'Call Me by Your Name' กับ 'Moonlight' ไว้คู่กันเพื่อโชว์มุมมอง coming-of-age ที่ต่างกันทั้งภาษาและบรรยากาศ ต่อด้วยบล็อก 'แรงปรารถนาและความซับซ้อน' เช่น 'Happy Together' ที่มีความเปล่งประกายทางภาพ และ 'Portrait of a Lady on Fire' ที่เป็นบทสนทนาเงียบระหว่างสายตา สุดท้ายปิดด้วยสารคดีเชิงประวัติศาสตร์อย่าง 'The Celluloid Closet' เพื่อเชื่อมเรื่องส่วนบุคคลกับการต่อสู้ทางสังคม ฉันมักจะแทรกช่วงพูดคุยหลังฉายเล็กๆ ให้คนดูได้แลกเปลี่ยนกัน เพราะเสียงตอบรับหลังฉายมักทำให้ภาพยนตร์นั้นยังคงมีชีวิตต่อ และนั่นแหละคือหัวใจของเทศกาลหนังสำหรับฉัน