ฉากเมืองวันสิ้นโลกใน 'อะกิระ' ยังก้องอยู่ในหัวผมเมื่อคิดถึงนิยามของไซเบอร์พังค์แบบภาพยนตร์
ผมมองว่าอิทธิพลที่สำคัญอย่างแรกคือระดับความสมจริงในการวาดเมืองและการเคลื่อนไหวของตัวละคร—ไม่ใช่แค่ความสวยของนีออนหรือมอเตอร์ไซค์ แต่เป็นการให้ความรู้สึกว่าพื้นที่นั้นมีชีวิต มีชั้นชั้นของสังคมและความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ ฉากระเบิดของเมืองเกาะกินสำหรับผมเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนในวงการคิดว่าอนิเมะสามารถมีความเข้มข้นทางภาพยนตร์เทียบเท่างานฮอลลีวูดได้
อีกอย่างหนึ่งคือมุมมองการเล่าเรื่องแบบผสมผสานระหว่างการเมืองกับ
ไซไฟ ซึ่งส่งผลชัดต่อผลงานเช่น 'Ghost in the Shell' ที่ต่อยอดไอเดียเรื่องตัวตน เทคโนโลยี และการเมืองสาธารณะ ในฐานะคนที่โตมากับมังงะ ผมรู้สึกว่าการผสมภาพความรุนแรงเชิงกายภาพกับโทนตั้งคำถามทางสังคมทำให้ไซเบอร์พังค์มีมิติและไม่กลายเป็นแฟชั่นเพียงอย่างเดียว
สุดท้ายก็ต้องพูดถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแอนิเมชัน ญี่ปุ่นเริ่มกล้าลงทุนงานระดับใหญ่และฉากแอ็กชันซับซ้อนมากขึ้น หลังจากได้เห็นว่าคนทั่วโลกสนใจการนำเสนอแบบนี้ การสร้างโลกที่พิถีพิถันของ 'อะกิระ' จึงเป็นแบบอย่างที่ยังตามมาในงานร่วมยุคหลายชิ้น