2 Answers2026-02-24 15:36:19
เริ่มเกมแบบสตอรี่ของ 'Game of Thrones' ด้วยความตั้งใจเล่นไปตามบทของตัวละครคนใดคนหนึ่งก่อนจะดีที่สุด — นี่เป็นสิ่งที่ผมมักจะแนะนำให้เพื่อนใหม่ที่อยากอินกับเนื้อเรื่องลองทำ
ผมชอบเริ่มจากการทำความเข้าใจกับโลกและความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก่อน เช่น ในเวอร์ชันเล่าเรื่องของ 'Game of Thrones' (Telltale) จะมีหลายครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน การรู้ว่าใครเป็นใครและมีปมข้อไหนช่วยให้การเลือกตอบสนองดูมีน้ำหนัก ไม่ต้องพยายามเป็นคน ‘ฉลาดที่สุด’ เสมอไป — เลือกคำตอบที่เข้ากับแนวทางของตัวละครที่เล่นจะให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจกว่า และยอมรับได้ว่าการตัดสินใจบางอย่างจะมีผลถ่วงเวลายาวนาน
เทคนิคการเล่นจริงๆ ที่ผมเห็นว่าช่วยได้คือการเซฟหลายช่องไว้เสมอ เวลาเล่นให้แบ่งเซฟเป็นจุดสำคัญ เช่น ก่อนการตัดสินใจใหญ่หรือก่อนฉาก QTE เพราะบางครั้งการย้อนกลับไปดูผลลัพธ์ของทางเลือกต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของสตอรี่มากขึ้น นอกจากนี้อย่าละเลยการสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับตัวละครย่อย และอ่านข้อมูลในอินเวนทอรีหรือบันทึกเรื่องราว — รายละเอียดย่อยๆ เหล่านี้มักจะให้มิติแก่เหตุผลของการตัดสินใจและทำให้โลกของเกมดูมีชีวิต
เรื่องการต่อสู้และระบบเกม ถ้าเป็นเวอร์ชันที่มี QTE หรือคอมแบทแบบง่าย ให้ตั้งใจกับจังหวะและปิดตัวเลือกระบบช่วยเหลือถ้ารู้สึกว่ามันเกะกะ ปรับซับไตเติ้ลและความเร็วในการแสดงบทให้เหมาะกับการอ่านของเรา ถ้าเล่นแบบต้องบริหารทรัพยากรหรือกองกำลัง (ในบางภาค) ให้เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ก่อน อย่ากระโดดเปิดสงครามหลายหน้าในทีเดียว เพราะผลจะสะเทือนยาว การเล่นซ้ำ (replay) ถือเป็นส่วนที่สนุก — เหมือนอ่านนิยายตอนที่สองแล้วเห็นมุมมองใหม่ๆ — และมันช่วยให้เห็นภาพการเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม
สรุปท้ายสุด ผมมักจะบอกเพื่อนว่าอย่าเพิ่งเครียดกับการเลือกผิด สนุกกับการดื่มด่ำกับบท และยอมให้ตัวเองได้ลองผิดลองถูก การที่เกมแบบนี้บีบให้เราตัดสินใจจริงๆ คือเสน่ห์สำคัญ — เล่นให้สบาย แล้วปล่อยให้เรื่องเล่าเป็นตัวพาเราไป
4 Answers2026-07-29 01:07:15
ฉันเล่นเกม 'Game of Thrones' มาหลายแบบและอยากเล่าให้ฟังว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากได้ประสบการณ์แบบไหนก่อนอื่นเลย
ถ้าอยากเน้นเนื้อเรื่องและการตัดสินใจที่มีผลต่อเรื่องราว ให้มองหา 'Game of Thrones: A Telltale Games Series' — เวอร์ชันนี้มีให้เล่นบนพีซีและคอนโซล ทำให้การอ่านบทสนทนาและการกดเลือกคำตอบสะดวกบนจอยหรือคีย์บอร์ด ถ้าคุณชอบความรู้สึกเหมือนนั่งดูละครและต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวละคร นี่คือเวอร์ชันที่ตอบโจทย์ที่สุด มันไม่ใช่เกมต่อสู้หรือวางแผนหนัก ๆ แต่จะเน้นบทพูดและผลลัพธ์จากการตัดสินใจ
ในทางกลับกัน หากชอบระบบ RPG หรือกลไกการเล่นที่ลุ่มลึก ลองหาเวอร์ชันที่เป็นเกมแนวแอ็กชัน/สวมบทบาทซึ่งมักจะลงบนพีซีเป็นหลักและมีบางครั้งที่พอร์ตไปยังคอนโซล ถ้าคุณอยากได้กราฟิกแบบเต็มจอ การควบคุมที่ละเอียด และม็อด (สำหรับพีซี) ประสบการณ์บนพีซีจะให้ความยืดหยุ่นมากที่สุด แต่ถ้าคุณชอบนั่งเล่นบนโซฟาแล้วใช้จอย คอนโซลก็เป็นตัวเลือกที่สะดวกกว่า
อีกด้านหนึ่ง ถ้าต้องการเล่นแบบไม่จริงจังหรือเล่นระยะสั้น ๆ ระหว่างวัน ให้มองหาเกมบนมือถือหรือเกมเบราว์เซอร์ที่หยิบธีม 'Game of Thrones' มาใช้ เกมแนววางแผนหรือสร้างเมืองบนมือถือเหมาะกับการเล่นแบบเล่นเป็นช่วงสั้น ๆ และมักรองรับทั้ง iOS และ Android แต่ถาคุณต้องการประสบการณ์ครบถ้วนและปรับแต่งเยอะที่สุด พีซียังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมที่สุดเพราะมีทั้งเกมที่เน้นเรื่องราว คอนโทรลแบบลุ่มลึก และคอมมิวนิตี้สำหรับม็อดหรือแผนที่เพิ่มเติม
สรุปสั้น ๆ ว่าถ้าชอบเล่าเรื่องบนหน้าจอและการตัดสินใจ: พีซี/คอนโซลสำหรับ 'Telltale' ถ้าต้องการเกมระบบลึก ๆ และปรับแต่ง: พีซีเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และถา้ต้องการเล่นง่าย ๆ ระหว่างวัน: มองหาเวอร์ชันมือถือหรือเบราว์เซอร์ แล้วเลือกตามสไตล์การเล่นของคุณ ความหลากหลายของแพลตฟอร์มทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเล่นจริงจังหรือแค่ผ่านไปมา ก็มีเวอร์ชันที่เหมาะสมกับเวลาว่างของคุณ
3 Answers2026-05-15 00:44:40
หลังจากใช้เวลาจมอยู่กับฉากคัทซีนและบทพูดหลายบทของ 'Mortal Kombat 11' ฉันบอกเลยว่าเวอร์ชันนี้ให้ความรู้สึกเป็นภาพยนตร์ต่อเนื่องมากที่สุดเท่าที่แฟรนไชส์เคยทำมา เนื้อเรื่องหลักสอดประสานตัวละครจำนวนมาก ทั้งเซตช็อตที่กระแทกอารมณ์และจังหวะต่อสู้ที่เล่าเรื่องได้ชัดเจน ทำให้การผ่านโหมดเนื้อเรื่องใช้เวลานานกว่าภาคก่อน ๆ เยอะ ระหว่างบทมีการสลับมุมมองผู้เล่นหลายคน ทำให้ต้องเล่นหลายฉากเพื่อรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผ่านทีละฉากแล้วจบไปแบบตรง ๆ
การขยายเนื้อหาในภายหลังเช่นแพ็กขยายที่เพิ่มบทเสริมยังเป็นตัวเร่งให้เวลารวมของการจบเนื้อเรื่องยาวขึ้นอีก ฉันชอบที่มีจังหวะให้เราได้สำรวจมุมมองตัวละครที่ไม่ได้เด่นสุดในตอนแรก และคัทซีนบางฉากมีการย้อนเวลา/สลับไทม์ไลน์ซึ่งยืดเรื่องได้มากขึ้นด้วย ความรู้สึกหลังจบคือไม่ใช่แค่เล่นสู้เสร็จแล้วจบ แต่รู้สึกเหมือนผ่านช่วงเหตุการณ์ใหญ่หลายตอน จึงทำให้ในเชิงของ 'โหมดเนื้อเรื่องแบบภาพยนตร์' แล้วฉันมองว่า 'Mortal Kombat 11' มักจะถูกยกให้เป็นภาคที่ยาวที่สุดและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ต้องอิ่มเอมไปทีละจังหวะก่อนจะไปต่อ
2 Answers2026-02-24 19:03:05
มีหลายเวอร์ชันของ 'Game of Thrones' ที่ออกมาในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นคำตอบสั้นๆ คือ: บางเกมรองรับออนไลน์แบบเต็มรูปแบบ ขณะที่บางเกมถูกออกแบบมาเพื่อเล่นคนเดียวเท่านั้น และสิ่งที่คุณเจอจะขึ้นกับชื่อเกมนั้นๆ ไม่ใช่แค่คำว่า 'เกมออฟทรอน' เพียงอย่างเดียว
ผมเป็นคนที่ชอบลองทั้งเกมเนื้อเรื่องและเกมออนไลน์ ดังนั้นผมมักจะแบ่งเกมซีรีส์นี้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ เพื่ออธิบายให้ชัดเจน กลุ่มแรกคือเกมแนวเนื้อเรื่องหรือ RPG อย่างเช่น 'Game of Thrones' ที่พัฒนาโดย Cyanide หรือซีรีส์ตอนของ 'A Telltale Series' ซึ่งเน้นการเล่าเรื่องเชิงอินเตอร์แอคทีฟและการตัดสินใจของผู้เล่น พวกนี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นประสบการณ์แบบเล่นคนเดียว ไม่มีระบบมัลติเพลเยอร์ออนไลน์ให้แข่งขันหรือร่วมทีมอย่างที่เกมแนว MMO มี
อีกกลุ่มคือเกมที่ถูกออกแบบให้เล่นออนไลน์เป็นหลัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกมแนววางแผน/กลยุทธ์หรือเกมบริการรายวันที่อิงเนื้อหา 'Game of Thrones' — พวกนี้มักมีระบบพันธมิตร (alliance/guild), PvP, เหตุการณ์ออนไลน์เป็นรอบๆ และการจัดการทรัพยากรเพื่อยึดครองดินแดน ถ้าคุณอยากแข่งขันกับผู้เล่นจริงหรือร่วมมือกับคนอื่นออนไลน์ ควรมองหาเกมที่บอกชัดว่าเป็น MMO หรือมีคำว่าออนไลน์/multiplayer ในหน้าเพจของเกม อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือเกมสายนี้มักเป็นเกมบริการที่พึ่งเซิร์ฟเวอร์ — ถ้าเกมเลิกให้บริการ ระบบออนไลน์ก็จะปิด และบางครั้งมีเนื้อหาจำกัดซึ่งผมมองว่าเหมาะกับคนที่ต้องการเล่นแบบสั้นๆ เป็นกิจวัตรมากกว่าการจมดิ่งในเนื้อเรื่องยาวๆ
โดยสรุป ถ้าคำถามคือ "เกมออฟทรอน มีระบบมัลติเพลเยอร์รองรับออนไลน์ไหม" คำตอบคือขึ้นอยู่กับชื่อเกม: บางเกมมี (มักเป็นเกมแนววางแผน/มือถือ/บราวเซอร์ที่เน้น PvP และกิลด์) ขณะที่เกมแนวเนื้อเรื่องแบบ Telltale หรือ RPG บางเวอร์ชันจะไม่มีระบบออนไลน์ ผมมักเลือกเกมแบบออนไลน์เมื่อต้องการความวุ่นวายของสงครามกับผู้เล่นจริง แต่ถาอยากอินกับตัวละครและการตัดสินใจ ผมจะกลับไปหาเกมเล่นคนเดียวมากกว่า เพราะทั้งสองแบบให้ความสนุกคนละแบบกัน
2 Answers2026-02-24 17:43:50
เทคนิคหนึ่งที่ผมมักใช้เมื่ออยากรีบเพิ่มทรัพยากรคือการมองทั้งแผนที่และตารางเวลาของตัวเองให้เป็นระบบ
ผมมักเริ่มจากการแยกประเภททรัพยากรที่จำเป็นจริง ๆ ในช่วงนั้นก่อน เช่น ไม้เพื่อเก็บอาคารหรือน้ำมันสำหรับฝึกทหาร แล้วปรับการกระจายกำลังให้สอดคล้อง: ส่งกองกำลังไปเก็บแหล่งทรัพยากรที่ใกล้ฐานที่สุดก่อน เพราะระยะทางสั้นทำให้รอบเดินทัพเร็วขึ้นและเสี่ยงโดนจู่โจมน้อยกว่า การเลือกแหล่งที่มีระดับสูงแต่ไกล มักไม่คุ้มถ้าต้องเสียเวลาและเสี่ยงสูญเสียกำลัง ระหว่างนี้ให้ใช้ไอเท็มเพิ่มการเก็บและบัฟการขนส่งเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญหรือเวลาจำกัด นอกจากนี้การตั้งฮีโร่/ผู้นำผู้เชี่ยวชาญด้านเก็บของ หรือแต่งตัวละครที่เพิ่มอัตราการเก็บกับความจุ ถือเป็นหัวใจสำคัญเพราะเพิ่มประสิทธิภาพแต่ละครั้งที่ออกเดินทัพ
การทำงานร่วมกับพันธมิตรช่วยย่นระยะเวลาได้มาก เพราะการแบ่งหน้าที่บนแผนที่ทำให้แต่ละคนโฟกัสแหล่งทรัพยากรใกล้ตัวและผลัดกันส่งทรัพยากรเข้าคลังของพันธมิตรเมื่อมีระบบแลกเปลี่ยนหรือเทรด ในเกมที่มีระบบลงทุน/เทคโนโลยี ผมจะเน้นวิจัยที่เพิ่มการผลิตระยะยาวก่อนการซื้อไอเท็มชั่วคราว เพราะถ้าเล่นแบบยาว ๆ ผลตอบแทนจะคุ้มกว่า อีกมุมที่คนมักมองข้ามคือการจัดคิวสร้างและอัพเกรดให้ต่อเนื่อง—ปล่อยเวลาว่างของโรงงานหรือเวิร์กช็อปให้น้อยที่สุด การเก็บเวลาเล่นเป็นรอบ เช่น เช้า-เย็น-ก่อนนอน แล้วตั้งเป้าให้แต่ละรอบมีเป้าการเก็บชัดเจน จะช่วยให้ทรัพยากรหมุนเวียนเร็วขึ้น
ตัวอย่างจากประสบการณ์การเล่นเกมแนววางแผนแบบเดียวกับ 'Rise of Kingdoms' และการปรับแผนแบบที่ใช้ใน 'Clash of Clans' ชี้ให้เห็นว่าการจัดกองหนุนเล็ก ๆ เพื่อคอยสำรวจและเก็บแหล่งทรัพยากรระดับกลางรอบ ๆ ฐาน จะให้ผลรวดเร็วกว่าเทกระจาดไปเก็บแหล่งใหญ่ที่ไกล ๆ สุดท้ายผมมักสรุปตัวเองด้วยกฎง่าย ๆ ว่าอย่าเน้นของใหญ่ถ้าต้องแลกกับความเสี่ยงและเวลาที่มากเกินไป—เก็บทีละเล็กทีละน้อยจนสะสมได้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลเสมอ
1 Answers2026-02-23 01:54:44
ปกติแล้วการตอบคำถามว่าเกมหนึ่งต้องเล่นกี่ชั่วโมงจึงจะจบนั้นไม่มีคำตอบเดียวที่แน่นอนเพราะมันขึ้นกับเป้าหมายการเล่นของแต่ละคนและประเภทของเกมเอง
ฉันมักแบ่งการเล่นออกเป็นสองแกนหลัก: เล่นเพื่อผ่านเนื้อเรื่องหลักกับเล่นเพื่อทำทุกอย่าง หากมองแบบผ่านเนื้อเรื่องอย่างเดียว เกมสไตล์เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงจะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เช่นเกมอินดี้แนวเนื้อเรื่องอาจจบใน 6–12 ชั่วโมง แต่เกมโลกเปิดอย่าง 'The Witcher 3' ที่ฉันตั้งใจเสพเนื้อเรื่องหลักเท่านั้นก็ต้องราว 40–60 ชั่วโมง เพราะมีเงื่อนไขและเควสต์เชื่อมกัน
ในทางกลับกัน ถ้าตั้งใจจะเก็บให้ครบทั้งแผนที่ เควสต์เสริม และของสะสม เกมประเภทโอเพนเวิลด์หรือ RPG ใหญ่ๆ อาจกินเวลาเกินร้อยชั่วโมงได้อย่างง่ายดาย ผมเคยใช้เวลากว่า 150 ชั่วโมงกับบางเกมเพราะติดเควสต์เสริมที่สนุกและโลกที่อยากสำรวจจนไม่อยากหยุด เท่าที่เล่นมา การตั้งเป้าหมายก่อนเริ่ม (แค่ผ่านเนื้อเรื่อง, ผ่านแล้วเก็บบางส่วน, หรือเก็บครบ) จะช่วยให้คาดเวลาที่ต้องใช้ได้แม่นขึ้น
2 Answers2026-02-24 17:10:01
พูดถึงตัวละครใน 'Game of Thrones' ที่เล่นแล้วได้ทั้งความเท่และฟีลผจญภัย ฉันต้องยกให้ Arya Stark เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเลย ความสามารถของเธอมันเหมาะกับการทำเป็นระบบสกิลแบบเกมมาก—ผสมระหว่างลอบเร้น การโจมตีแบบไว ปิดคออย่างรวดเร็ว และพลังการปลอมตัวของ Faceless Men ที่ช่วยให้เกิดการเล่นแบบสไตล์แอบแฝงได้หลากหลาย
การออกแบบสกิลถ้าอยู่ในเกมจะมีเลเยอร์หลายชั้น เช่น สกิลพื้นฐานคือการโจมตีเร็วดาบสั้นและเคลื่อนไหวคล่อง พ่วงด้วยท่าเชือด/สไลซ์ที่ใช้ได้จากด้านหลังเพื่อคิลล์เงียบๆ จากนั้นระบบการปลอมตัวจะเป็นสกิลพิเศษที่เปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับ NPC/ศัตรู ทำให้ผู้เล่นสามารถเปิดทางเลือกในภารกิจได้ (สู้หรือหลบหนี) ฉากฝึกสอนของเธอกับ Syrio Forel และการฝึกที่ House of Black and White เป็นแรงบันดาลใจดีมากสำหรับต้นแบบมิชชั่นการฝึกและบททดสอบความชำนาญ เช่น ภารกิจฝึกจดจำเสียงและการเลียนแบบท่าทาง
นอกจากนี้ยังมีสกิลระดับตำนานที่เชื่อมกับไอเท็ม เช่นเข็ม 'Needle' ที่พัฒนาความแม่นยำ หรือสกิลพิเศษช่วงสำคัญอย่างการใช้ความเร็วและความเงียบเพื่อลอบสังหารศัตรูระดับบอส (คิดถึงฉากที่เธอจัดการ Night King ในซีรีส์ ทั้งเทคนิคและจังหวะมันให้ความรู้สึกของการเล่นที่คลายความตึงเครียดได้ดี) การเล่นเป็น Arya จะให้ความหลากหลายทั้งระบบการแพลนก่อนแอ็กชัน การแก้ปริศนาใช้การปลอมตัว และบทสรุปที่สะเทือนอารมณ์เมื่อเลือกเส้นทางชีวิตของเธอ เกมเพลย์แบบนี้ทั้งท้าทายและให้ความพึงพอใจเวลาทำภารกิจสำเร็จจริงๆ สรุปคือ ถ้าอยากได้ตัวละครที่เล่นได้ทั้งฉลาดและดิบเถื่อน มีความเป็นนักฆ่าที่พัฒนาได้ Arya คือคำตอบที่เล่นแล้วติดใจแน่นอน
4 Answers2026-01-25 06:26:57
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดู 'Tron' ความประทับใจแรกไม่ใช่แค่ภาพ แต่เป็นไอเดียว่ามนุษย์กับเครื่องจักรจะสัมพันธ์กันได้อย่างไร
ฉันมองว่าแก่นของเรื่องคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจและความเป็นเจ้าของในโลกดิจิทัล: โปรแกรมที่ถูกมองเป็นเครื่องมือกลับมีชีวิตและสิทธิเมื่อถูกเปรียบเทียบกับผู้สร้าง การถูกดูดเข้าไปในระบบของเควิน ฟลินน์ไม่ได้เป็นแค่ลูกเล่นไซไฟ แต่เป็นภาพแทนของการสูญเสียการควบคุมเมื่อโค้ดและข้อมูลถูกยึดครองโดยสิ่งที่ใหญ่กว่า เช่น MCP ซึ่งทำหน้าที่เหมือนรัฐบาลเผด็จการในโลกไซเบอร์
อีกประเด็นที่ชอบคือเรื่องของการยืนยันตัวตนและการปลดปล่อย—โปรแกรมบางตัวต้องการมากกว่าแค่ทำตามคำสั่ง พวกเขาต้องการสิทธิและการยอมรับ ความสัมพันธ์ระหว่างฟลินน์กับทรอนเป็นตัวอย่างของมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างผู้สร้างและสิ่งที่สร้าง ขณะที่ภาพลักษณ์ของผู้ใช้ (User) ถูกวางไว้เหนือความขัดแย้ง นั่นทำให้หนังมีมิติทั้งปรัชญาและอารมณ์ ซึ่งยังสะท้อนถึงปัญหาเรื่องสิทธิในข้อมูลและจริยธรรมของเทคโนโลยีในวันนี้ได้ดี
3 Answers2026-05-18 08:27:52
ข่าวลือเรื่องอัปเดตที่จะเพิ่มโหมดเนื้อเรื่องเข้ามาในเกมนี้ทำให้ชุมชนคึกคักขึ้นมากกว่าที่คิดได้
การมองภาพรวมจากมุมผมคือ ต้องแยกสองประเด็นชัดเจน: ความเป็นไปได้เชิงเทคนิคและความตั้งใจเชิงธุรกิจของผู้พัฒนา. ในด้านเทคนิค การเติมเนื้อเรื่องเข้ามาหมายถึงงานเขียน สตอรี่บอร์ด การพากย์เสียง (ถ้ามี) และการออกแบบด่านใหม่ ซึ่งกินทรัพยากรเยอะกว่าการเสริมกิจกรรมสั้น ๆ หลายเท่า. ตัวอย่างที่น่าจะพอเป็นแนวทางคือการอัปเดตแบบ 'Warframe' ที่เคยใส่เควสต์เชิงเรื่องเล่าเข้ามาเป็นก้าวใหญ่ การทำแบบนั้นต้องมีทีมเนื้อเรื่องและการทดสอบยาว ๆ เพื่อไม่ให้เกมเสียบาลานซ์
ในมิติธุรกิจ นักพัฒนาต้องชั่งน้ำหนักว่าการลงทุนกับโหมดเนื้อเรื่องจะคืนทุนจากผู้เล่นหรือไม่ บางเกมเลือกเพิ่มโหมดเพื่อขยายฐานผู้เล่นระยะยาว ขณะที่บางเกมเลือกเน้นกิจกรรมสั้น ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้เล่นซื้อไอเท็มหรือยืดเวลาการเล่นทันที. มุมมองของผมคือข่าวลือระดับนี้มักเริ่มจากการพบไฟล์หรือการประกาศงานตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง แต่สุดท้ายโอกาสเกิดขึ้นจริงต้องดูจากทิศทางประกาศอย่างเป็นทางการและความสามารถของสตูดิโอ
ท้ายที่สุด การรอคอยแบบมีเหตุผลสำคัญมากกว่า การคาดหวังสูงสุดโดยไม่ดูบริบท ถ้าโหมดเนื้อเรื่องมาจริงก็ดี แต่ถ้าพัฒนาแล้วออกมาไม่สมบูรณ์ จะทำให้ภาพรวมของเกมสะดุดได้ สนุกกับการติดตามข่าวแต่ก็เก็บแรงคาดหวังไว้ให้พอเหมาะนะ