ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เรื่องราวของนักสืบผู้มีตรรกะเฉียบคมเริ่มต้นจากนิยายตอนยาวชื่อ 'A Study in Scarlet' ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1887 นอกจากจะเป็นการแนะนำตัวละครเชอร์ล็อก โฮมส์แล้ว นิยายเรื่องนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้บรรยายและพันธมิตรสำคัญอย่างดร. วัตสัน บทบรรยายที่เห็นผ่านสายตาวัตสันทำให้เราได้รู้จักโฮมส์ทั้งจากฝีมือการสังเกตและวิธีคิดที่ไม่ธรรมดา
ย้อนกลับไปในยุคนั้น บทบาทของนักเขียนมักจะถูกมองว่าเป็นทั้งผู้สังเกตสังคมและนักบอกเล่าเรื่องลึกลับที่คนอ่านให้ความไว้วางใจอย่างมาก ผมรู้สึกว่าการรู้จักต้นกำเนิดของ 'Sherlock Holmes' แปลเป็นการรู้จักผู้ชายที่สร้างมันขึ้นมาก็ไม่ผิดนัก ชายคนนั้นคือ Sir Arthur Conan Doyle เกิดในปี 1859 ที่เอดินบะระ เขาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระและเริ่มต้นอาชีพเป็นแพทย์ ซึ่งประสบการณ์การสังเกตผู้ป่วยและการทำหน้าที่หมอช่วยหล่อหลอมทักษะการสังเกตอย่างละเอียดของเขา ชื่อของ Dr. Joseph Bell มักถูกยกให้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการปั้นลักษณะเฉพาะของโฮล์มส์
ช่วงแรกที่ผมติดตามเรื่องราว ผมตื่นเต้นกับความกล้าของเขาในการปล่อยผลงานครั้งแรกอย่าง 'A Study in Scarlet' ในปี 1887 เมื่อความนิยมนำพาให้เกิดเรื่องสั้นและนวนิยายชุดมากมาย เขาเคยพยายามกำจัดโฮล์มส์ใน 'The Final Problem' เพราะต้องการให้เวลาเขียนผลงานประเภทอื่น แต่เสียงจากแฟนคลับทำให้เขาย้อนกลับมาพร้อมกับเรื่องอย่าง 'The Hound of the Baskervilles' ที่ช่วยคืนชีพให้ความสนใจอีกครั้ง
แง่มุมที่ผมชอบคือตัวตนหลากมิติของ Conan Doyle อยู่นอกเหนือจากนักเขียนนิยายสืบสวน เช่น งานประวัติศาสตร์ การเมือง และความสนใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินในปี 1902 จากบทบาทในการรณรงค์ช่วงสงครามบัวร์ และใช้ชีวิตส่วนหลังต่อสู้คดีความยุติธรรมและเชื่อในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เรื่องราวชีวประวัติของเขาทั้งความเฉียบคมและความหลงเชื่อนั้นทำให้ผมมองว่าเขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์สูง — ทั้งมีเหตุผลและมีความเชื่อ — ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผลงานของเขายังคงมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้
เริ่มต้นด้วย 'A Study in Scarlet' เป็นทางเลือกที่ทำให้เห็นภาพต้นกำเนิดของคู่นักสืบได้ชัดเจนและเข้าใจง่าย ฉันชอบความรู้สึกเวลาที่อ่านตอนแรก ๆ เพราะได้เห็นการพบกันครั้งแรกของเชอร์ล็อกกับวัตสันซึ่งเป็นแกนหลักของเรื่องราวทั้งหมด บทนิยายเล่มนี้ไม่ยาวมาก แต่ตั้งคำถามและวางโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ช่วยให้เข้าใจตรรกะการสืบสวนและบุคลิกของโฮล์มส์ได้ทันที
การอ่านเล่มนี้ทำให้ฉันเห็นว่าทำไมคนถึงหลงใหลในวิธีคิดแบบวิเคราะห์และการสังเกตแบบละเอียดของโฮล์มส์ อีกทั้งยังมีส่วนที่พาไปนอกอังกฤษซึ่งให้มิติของอดีตและแรงจูงใจของตัวร้าย ทำให้คดีไม่ใช่แค่ปริศนาเท่านั้น แต่มีรากเหง้าทางสังคมและอารมณ์ด้วย เมื่อเริ่มจากจุดเริ่มต้นแบบนี้แล้ว การกลับมาอ่านเรื่องสั้นหรือเล่มอื่น ๆ จะรู้สึกต่อเนื่องและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมากขึ้น
ถาต้องการความลื่นไหลและพื้นฐานที่แน่นหนา 'A Study in Scarlet' ถือเป็นคู่มือเบื้องต้นที่ดี เพราะมันให้ทั้งจังหวะการสืบสวนและการเปิดเผยตัวละครที่ทำให้ผู้อ่านอยากติดตามต่อ โดยส่วนตัวแล้วหลังจากอ่านเล่มนี้แล้ว ฉันรู้สึกอยากขุดคดีอื่น ๆ ต่อทันที
ลำดับเรื่องของนิยายต้นฉบับ 'Sherlock Holmes' ค่อนข้างชัดเจนเมื่อมองจากมุมการตีพิมพ์: มีนวนิยายหลักสี่เล่มตามด้วยคอลเลกชันเรื่องสั้นที่รวมกันเป็นชุดใหญ่ ซึ่งผมมักจะนึกถึงเป็นสองแกนหลักคือ "นวนิยาย" กับ "เรื่องสั้น" เพราะวิธีการนำเสนอและโทนเรื่องต่างกันชัดเจน
เริ่มจากนวนิยายทั้งสี่ตามลำดับการตีพิมพ์: 'A Study in Scarlet' (1887) เป็นงานแรกที่แนะนำโฮล์มส์กับวัตสันและโครงเรื่องต้นกำเนิด ต่อด้วย 'The Sign of the Four' (1890) ที่ขยายโลกส่วนตัวและความสัมพันธ์ของตัวละคร สองเล่มนี้รู้สึกเหมือนบทเปิดของซีรีส์ ส่วน 'The Hound of the Baskervilles' (ตีพิมพ์ 1901–1902) แม้จะมาเป็นเล่มต่อมา แต่บรรยากาศและสเกลของมันต่างออกไปและมักถูกยกให้เป็นผลงานเด่น สุดท้าย 'The Valley of Fear' (ตีพิมพ์ 1914–1915) เป็นนวนิยายที่มีโครงสร้างซ้อนเรื่องและผูกกับอดีตของตัวละครบางคน
ด้านเรื่องสั้น โคนัน ดอยล์เรียงรวมเป็นชุดคอลเลกชันหลายชุดตามลำดับการออกตีพิมพ์: 'The Adventures of Sherlock Holmes' (1892) รวบรวมเรื่องสั้นชุดแรกที่หลายตอนเป็นคลาสสิก เช่นบางตอนเปิดฉากด้วยการไขปริศนาที่ฉับไว ต่อมา 'The Memoirs of Sherlock Holmes' (1894) มีตอนสำคัญบางตอนที่จัดเป็นจุดหักเห เช่นตอนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญกับศัตรูของโฮล์มส์ หลังจากเหตุการณ์ช็อคในนั้น หนังสือชุด 'The Return of Sherlock Holmes' (1905) เป็นชุดฟื้นคืนชีพของตัวละคร และต่อด้วย 'His Last Bow' (1917) กับ 'The Case-Book of Sherlock Holmes' (1927) ซึ่งรวบรวมเรื่องสั้นที่เขียนในช่วงหลังของดอยล์ รวมทั้งหมดแล้วมีเรื่องสั้น 56 ตอน การอ่านตามลำดับการตีพิมพ์ช่วยให้ผมเห็นพัฒนาการของโทนเรื่อง เทคนิคการสืบสวน และความสัมพันธ์ระหว่างโฮล์มส์กับวัตสันได้ชัดกว่าแค่จัดตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องเท่านั้น