นอกจากธีมหลักแล้ว เพลงที่ผู้คนมักพูดถึงคือเวอร์ชันใหม่ของ 'Once Upon a Dream' ที่ขับร้องโดย Lana Del Rey ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกของ 'Sleeping Beauty' กับมุมมองใหม่ของหนัง เพลงนี้ปรากฏเด่นในเครดิตและใช้เป็น motif ซ้ำเพื่อเตือนถึงเรื่องราวต้นฉบับและความสัมพันธ์ระหว่างมาลิฟิเซนต์กับออโรร่า แม้จะเป็นเพลงเก่า แต่วิธีเรียบเรียงและน้ำเสียงทำให้มันฟังคุมบรรยากาศมืดมนและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน การเลือกเอาเพลงนี้เข้ามาทำให้ทั้งหนังมีมิติทางความทรงจำและการพลิกความหมายของตำนานเดิม
สรุปแล้ว ฉันคิดว่าเสียงดนตรีโดยรวมของ James Newton Howard คือหัวใจสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเนื้อหาและอารมณ์ใน 'Maleficent' โดยเฉพาะ 'ธีมมาลิฟิเซนต์' ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องราว ส่วน 'Once Upon a Dream' ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ช่วยเติมความชวนย้อนคิดและเชื่อมโยงกับตำนานเดิม การได้ฟังซาวด์แทร็กนี้ซ้ำๆ ทำให้ฉันเห็นรายละเอียดในการเล่าเรื่องด้วยดนตรีมากขึ้น และยังคงมีความประทับใจว่าศิลปะเสียงสามารถเปลี่ยนความเป็นตัวละครได้อย่างละเอียดอ่อนและทรงพลัง
เพลงประกอบจาก 'มาเลฟิเซนต์' หาได้ค่อนข้างง่ายถ้าอยากได้อัลบั้มเต็มแบบเป็นทางการ — อัลบั้มชื่อเต็มมักจะออกภายใต้สังกัด Walt Disney Records และแต่งโดย James Newton Howard ซึ่งจะมีทั้งเวอร์ชันสตูดิโอที่เรียบเรียงเป็นแทร็กต่อเนื่องและธีมหลักหลายชิ้นที่คุ้นหู
สำหรับทางเลือกการฟังสมัยนี้ ส่วนตัวมักเริ่มจากบริการสตรีมมิงอย่าง Spotify, Apple Music หรือ Amazon Music เพราะมีคุณภาพเสียงดีและสะดวกในการสร้างเพลย์ลิสต์ ส่วนถ้าต้องการดาวน์โหลดแบบเป็นไฟล์จริงก็สามารถซื้อจาก iTunes/Apple Store หรือร้านขายเพลงดิจิทัลอื่น ๆ ได้
อีกทางที่อยากเตือนคือวิดีโอบน YouTube บางคลิปประกาศว่าเป็น 'เพลงประกอบเต็มเรื่อง' แต่คุณภาพหรือความถูกต้องของแทร็กอาจต่างกัน หากต้องการของแท้และคุณภาพสูง เลือกอัลบั้มที่ออกโดย Walt Disney Records หรือร้านค้าที่เชื่อถือได้จะสบายใจกว่า คราวหน้าที่อยากย้อนฟังฉากอารมณ์หนัก ๆ ของหนัง เห็นว่าดนตรีช่วยลากความทรงจำได้ดีเลย