4 Jawaban2026-02-28 19:30:04
การสอบ กพ ไม่ได้เป็นข้อสอบแบบเดียวจบ แต่มันแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันชัดเจน เช่น 'ภาค ก' 'ภาค ข' และ 'ภาค ค' ซึ่งแต่ละส่วนมีรูปแบบข้อสอบและวิธีการวัดผลต่างกันไป
ผมมักอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังว่า 'ภาค ก' จะเป็นการทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป มักมาในรูปแบบข้อสอบปรนัย เพื่อวัดตรรกะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และความรู้พื้นฐานอื่น ๆ ส่วน 'ภาค ข' มุ่งไปที่ความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น สำหรับตำแหน่งครูจะมีข้อสอบวิชาการเกี่ยวกับการสอนหรือเนื้อหาวิชาที่สอน ซึ่งอาจเป็นทั้งปรนัยและอัตนัย
ส่วน 'ภาค ค' มักเป็นการสอบสัมภาษณ์หรือประเมินสมรรถนะเชิงพฤติกรรม ตำแหน่งบางอย่างจะมีการทดสอบปฏิบัติ เช่น สาธารณสุขหรือการแพทย์อาจต้องสาธิตทักษะจริง ฉันมองว่าการรู้รูปแบบแต่ละภาคก่อนจะช่วยให้วางแผนเตรียมตัวได้ตรงจุดและไม่กังวลเมื่อเจอประเภทข้อสอบที่ต่างกัน
4 Jawaban2026-03-20 14:12:59
ฉันมองว่าเริ่มจากภาพรวมจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น: ข้อสอบของระบบราชการที่เรียกกันว่า 'ก.พ.' แบ่งเป็นส่วนหลักๆ ที่ต้องผ่านหลายขั้นตอน ไม่ได้เป็นแค่ข้อสอบปรนัยครั้งเดียวเท่านั้น
ส่วนหนึ่งที่พบโดยทั่วไปคือ 'ภาค ก' ซึ่งเป็นการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การคิดวิเคราะห์ และความรู้เหตุการณ์ปัจจุบัน รูปแบบมักเป็นข้อสอบแบบปรนัยและปฏิบัติผ่านคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังมี 'ภาค ข' ที่เน้นความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น ข้อเขียนวิชาชีพหรือโจทย์เชิงเทคนิค ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สมัคร และสุดท้ายคือ 'ภาค ค' ซึ่งเป็นการประเมินความเหมาะสม เช่น สัมภาษณ์หรือการประเมินพฤติกรรม
เวลาในการสอบแยกตามแต่ละส่วน: 'ภาค ก' มักใช้เวลานานที่สุดเพราะเป็นชุดคำถามกว้าง ขณะที่ 'ภาค ข' ก็ขึ้นกับชนิดข้อสอบ (เช่น ข้อเขียนอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง) และ 'ภาค ค' มักเป็นรอบสั้นเป็นรายบุคคล เช่น สัมภาษณ์ 15–30 นาทีต่อคน แนวทางปฏิบัติที่ช่วยได้คือฝึกจับเวลาทำชุดข้อสอบจำลอง แบ่งเวลาอ่านโจทย์และตรวจคำตอบให้สมดุล ระวังว่ารายละเอียดเชิงตัวเลขหรือชั่วโมงอาจเปลี่ยนตามประกาศรับสมัครของแต่ละปี จบด้วยความรู้สึกว่าเตรียมดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบที่ประกาศจริงในรอบนั้น
4 Jawaban2026-03-20 14:30:48
การสอบ ก.พ. มีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างชัดเจนและแบ่งเป็นหลายภาคตามหน้าที่ของผู้เข้าสอบ ซึ่งผมมองว่าเข้าใจภาพรวมก่อนจะช่วยวางแผนอ่านหนังสือได้ดีกว่า
เริ่มจากภาค ก ซึ่งเป็นจุดคัดกรองหลัก มักเป็นข้อสอบแบบปรนัยที่วัดความรู้พื้นฐาน เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การคิดวิเคราะห์ ตรรกะ และความรู้ทั่วไปด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ เวลาในการทำข้อสอบภาคนี้มักจัดให้เพียงพอสำหรับการทำข้อปรนัยเป็นชั่วโมงๆ แต่ตัวเลขที่แน่นอนจะขึ้นกับประกาศของแต่ละปี ฉะนั้นควรเตรียมความเร็วในการอ่านและการตัดสินใจให้ดี
ถัดมาคือภาค ข ซึ่งเฉพาะเจาะจงกับตำแหน่งมากขึ้น อาจเป็นทั้งข้อเขียนเชิงวิชาชีพ ข้อสอบอัตนัย หรืองานสถานการณ์จริง ข้อกำหนดเวลาและรูปแบบจะแตกต่างกันตามสายงาน สุดท้ายภาค ค มักเป็นการสอบสัมภาษณ์หรือประเมินบุคลิกภาพเพื่อดูความเหมาะสมกับงาน และใช้เวลาสั้นกว่าแต่สำคัญเพราะเป็นจุดตัดสินใจขั้นสุดท้าย การเตรียมตัวจึงไม่ควรมองข้ามการฝึกตอบคำถามและการจัดลำดับความคิดให้กระชับ
5 Jawaban2026-07-08 16:51:22
นี่คือภาพรวมแบบเข้าใจง่ายของแนวข้อสอบ 'ก.พ. 68' ที่ผมมักอธิบายให้เพื่อนฟัง: โดยทั่วไปการสอบจะแบ่งเป็น 3 ภาคหลักคือ 'ภาค ก' 'ภาค ข' และ 'ภาค ค' ซึ่งแต่ละภาคเน้นคนละด้านและมีน้ำหนักคะแนนที่มักกำหนดตามประกาศรับสมัคร
'ภาค ก' มักเป็นข้อสอบปรนัยวัดความรู้ความสามารถทั่วไป เช่น ภาษาไทย (การอ่านจับใจความ ไวยากรณ์) ภาษาอังกฤษ (การอ่านและไวยากรณ์พื้นฐาน) ความสามารถด้านคณิตศาสตร์/ตรรกะ และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ข้อสอบภาคนี้มักให้คะแนนเต็ม 100 คะแนนและมีเกณฑ์ผ่านขั้นต่ำที่ประกาศ (บางครั้งร้อยละ 60)
ส่วน 'ภาค ข' จะเป็นความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น กฎหมาย บัญชี วิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สมัคร มักเป็นข้อเขียน 100 คะแนน เช่นกัน และ 'ภาค ค' คือการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง เช่น สอบสัมภาษณ์ ทักษะเฉพาะทาง หรือการทดสอบปฏิบัติ ซึ่งมักนับเป็น 100 คะแนนหรือมีการกำหนดน้ำหนักตามประกาศของแต่ละหน่วยงาน สรุปคือรวมคะแนนเต็มทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 300 คะแนน แต่รายละเอียดน้ำหนักจริงอาจแตกต่างไปตามประกาศของผู้จัดสอบ
2 Jawaban2026-03-23 09:11:11
หลายคนที่เตรียมสอบ 'ก.พ.' ออนไลน์มักสงสัยในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ใจเต้นก่อนวันสอบ จริงๆ แล้วรูปแบบหลักๆ ค่อนข้างตรงไปตรงมา: โดยมากเป็นข้อสอบแบบปรนัย (multiple-choice) ที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือแพลตฟอร์มสอบออนไลน์ ซึ่งข้อสอบจะแบ่งเป็นหมวดตามที่ประกาศ เช่น การใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ การคิดคำนวณพื้นฐาน และความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการทั่วไป ในกรณีของ 'ภาค ก' ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง มักจะมีจำนวนข้อและเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน—ระบบจะให้เวลารวมเพื่อทำข้อสอบทั้งหมด และผู้เข้าสอบสามารถเลื่อนดูข้ออื่นๆ ทำเครื่องหมายคำถามที่ยังไม่แน่ใจ แล้วกลับมาแก้ไขได้ภายในเวลาที่กำหนด
ผมพบว่าองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างคือการยืนยันตัวตนและการคุมสอบออนไลน์: ก่อนเริ่มมักต้องยืนยันบัตรประชาชน/เอกสารประจำตัวผ่านกล้อง จากนั้นจะมีการเปิดกล้องหรือแชร์หน้าจอในบางระบบเพื่อป้องกันการทุจริต นโยบายเรื่องการใช้เครื่องมือช่วยคิด เช่น เครื่องคิดเลขหรือโน้ต มักห้ามอย่างเคร่งครัด ระบบจะมีตัวจับเวลาชัดเจน และเมื่อเวลาหมดระบบจะบันทึกคำตอบทันที คนที่เคยสอบบอกว่าอย่าเผลอปล่อยให้เหลือเวลาแค่ไม่กี่นาทีเพราะการส่งคำตอบอัตโนมัติอาจทำให้ไม่ได้ตรวจคำตอบสุดท้าย
เกี่ยวกับคะแนนและเวลา ผมเห็นว่ามาตรฐานของแต่ละรอบอาจต่างกัน แต่โดยรวมการประเมินจะเป็นการนับคะแนนรวมจากข้อที่ทำถูก และมีเกณฑ์ผ่านตามที่ประกาศไว้ บางครั้งยังมีการจัดลำดับคะแนนเพื่อคัดเลือกเข้าไปสู่ขั้นตอนถัดไป การฝึกทำข้อสอบจำลองบนระบบคอมพิวเตอร์ก่อนวันสอบจริงช่วยให้คุ้นกับการสลับหน้าจอ การทำเครื่องหมาย และการจัดสรรเวลา สุดท้ายแล้วการเตรียมตัวที่ดีที่สุดคือซ้อมบริหารเวลา ทดลองสภาพแวดล้อมจริง และตั้งใจอ่านข้อกำหนดของผู้จัดสอบให้ละเอียดก่อนวันจริง จะได้ไม่พลาดตรงกฎการยืนยันตัวตนหรือข้อห้ามเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจส่งผลใหญ่ได้
2 Jawaban2026-03-22 13:52:16
ฉันจะเล่าให้ฟังแบบจับประเด็นชัด ๆ ว่าแนวข้อสอบเข้าม.4 สายวิทย์-คณิตโดยทั่วไปออกแบบมาแบบไหนและคะแนนมักประเมินอย่างไร
โดยรวมแล้ว แนวข้อสอบที่เจอบ่อยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก: คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (แยกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะตามแต่โรงเรียนจะจัด) ภาษาอังกฤษ และข้อสอบความถนัด/เชาวน์ ส่วนบางโรงเรียนยังมีข้อสอบภาษาไทยหรือสัมภาษณ์/การประเมินพฤติกรรมเสริมเข้ามาด้วย รูปแบบคำถามที่พบบ่อยคือแบบปรนัย (ตัวเลือก 4 ตัว) สำหรับเรื่องพื้นฐานและความเข้าใจ การถามอธิบายวิธีทำหรือตอบสั้น ๆ สำหรับโจทย์คณิตศาสตร์ระดับทักษะกลางถึงสูง และอาจมีโจทย์เชิงสถานการณ์หรือการตีความข้อมูลสำหรับวิทยาศาสตร์ เพื่อวัดการคิดวิเคราะห์ไม่ใช่แค่จำสูตร
เรื่องคะแนนและการชั่งน้ำหนัก มักไม่เหมือนกันระหว่างโรงเรียน แต่มีแนวโน้มว่าโรงเรียนสายวิทย์-คณิตจะให้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีน้ำหนักมากที่สุด (รวมกันมักประมาณ 60–80% ของคะแนนรวม) ขณะที่ภาษาอังกฤษอยู่ในช่วง 10–25% และที่เหลือเป็นภาษาไทย/เชาวน์/สัมภาษณ์ คะแนนแต่ละข้อแบบปรนัยมักได้คะแนนเท่ากัน เช่น 1 คะแนนต่อข้อ แต่ข้อที่เป็นแบบอธิบายจะให้คะแนนเป็นช่วง (เช่น 0–3 หรือ 0–5) เพื่อประเมินกระบวนการคิดและวิธีทำ โรงเรียนบางแห่งแปลงคะแนนดิบเป็นมาตรฐาน (percentile หรือคะแนนมาตรฐาน) เพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่มีพื้นฐานต่างกันได้เท่าเทียมขึ้น
ถ้าต้องเตรียมตัว จริง ๆ แล้วการฝึกโจทย์เก่าและจับเวลาทำข้อสอบสำคัญมาก ฝึกทำโจทย์คณิตที่เน้นการอ่านโจทย์ให้เร็วและวิเคราะห์ปัญหา ฝึกวิเคราะห์แผนภูมิและการคำนวณเชิงปริมาณในวิทยาศาสตร์ และฝึกการอ่านจับใจความในภาษาอังกฤษ ฝึกทำข้อสอบแบบจำลองเต็มเวลาเพื่อจัดการกับความกดดันเรื่องเวลา ของที่ควรพกติดตัวคือตารางสูตรคณิตที่จำเป็น ความชินกับหน่วยและการแปลงหน่วย และการอ่านคำตอบที่เป็นตัวเลือกให้รวดเร็ว สุดท้ายจำไว้ว่าแต่ละโรงเรียนมีรูปแบบแตกต่างกัน เลยต้องดูแนวข้อสอบของโรงเรียนนั้น ๆ เป็นหลัก แต่ฐานเดียวที่ใช้ได้กับทุกที่คือการคิดอย่างเป็นระบบและฝึกทำโจทย์อย่างสม่ำเสมอ ฉันมองว่าถ้าหลาย ๆ ข้อนี้ฝึกจนคุ้น จะสบายขึ้นมากในวันสอบ
3 Jawaban2026-03-20 14:02:41
การสอบ กพ.เป็นประตูสำคัญสำหรับคนอยากรับราชการ และระบบการคิดคะแนนกับเกณฑ์ผ่านมีหลายชั้นที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การได้คะแนนสูงสุดแล้วจะผ่านโดยอัตโนมัติ เพราะมีทั้งการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในแต่ละภาคและการนำคะแนนไปรวมแบบมีน้ำหนักในบางกรณี
เมื่อมองจากมุมของคนที่เคยลงสนามบ่อยๆ ผมเห็นว่าพื้นฐานคือรู้โครงสร้างข้อสอบก่อน: โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นภาค ก (ความรู้ความสามารถทั่วไป) ซึ่งมักเป็นภาคที่หลายคนต้องสอบร่วมกัน ภาค ข (ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง) สำหรับตำแหน่งที่ต้องการความรู้พิเศษ และบางครั้งมีภาค ค (สอบสัมภาษณ์หรือทดสอบความเหมาะสม) คะแนนแต่ละภาคมักคิดเป็นคะแนนดิบที่หัก-ให้ตามข้อถูกจริง แล้วสำนักงาน ก.พ.จะประกาศเกณฑ์ขั้นต่ำ (cut-off) ว่าต้องได้เท่าไรจึงถือว่า ‘ผ่าน’ ในแต่ละภาคหรือรวม
ผมมักอธิบายให้เพื่อนเข้าใจด้วยตัวอย่างเชิงสมมติว่า ถ้าภาค ก ให้คะแนนเต็ม 100 และกำหนดเกณฑ์ผ่านที่ 50 คะแนน หมายความว่าถ้าไม่ได้อย่างน้อย 50 ในภาค ก ก็จะไม่ผ่านขั้นตอนต่อไป แต่การคัดเลือกผู้ได้บรรจุจริงอาจเอาคะแนนรวมจากภาค ก และ ข มาคำนวณโดยให้ภาค ข มีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าคะแนนภาค ข ดีเยี่ยมสามารถดันอันดับให้สูงขึ้นได้ สุดท้ายอยากบอกว่าอย่าโฟกัสแต่คะแนนดิบอย่างเดียว แต่ให้เข้าใจวิธีคิดคะแนนและเกณฑ์ประกาศจริงเพื่อวางแผนการอ่านหนังสือและบริหารเวลาได้ตรงจุด
2 Jawaban2026-03-29 19:05:54
พูดถึงข้อสอบก.พ. แล้วผมมักจะคิดถึงเป็นชุดทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งงานในระบบราชการ โดยทั่วไปมันแบ่งเป็นภาคหลักๆ ที่ต้องรู้จักกัน: ภาค ก เป็นการทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ข จะเป็นข้อเขียนเฉพาะตำแหน่งหรือความรู้วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และภาค ค มักเป็นการทดสอบปฏิบัติหรือสัมภาษณ์เพื่อประเมินทักษะและความเหมาะสมกับงาน
ด้วยประสบการณ์เตรียมตัวให้สอบ ประเด็นในภาค ก มักรวมถึงการวัดตรรกะเชาวน์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงความรู้รอบตัวทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และหลักการพื้นฐานของการบริหารรัฐกิจ ข้อสอบประเภทนี้เน้นการอ่านจับใจความ แก้โจทย์เหตุผล และบริหารเวลาให้ดี ส่วนภาค ข จะลึกลงไปตามสายงาน เช่น ถ้าสมัครงานบัญชีก็ต้องเจอข้อสอบบัญชีและภาษี ถ้าเป็นตำแหน่งด้านกฎหมายก็จะมีปัญหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้การเตรียมภาค ข ควรยึดตามประกาศรับสมัครและตำราเฉพาะทาง
เมื่อถึงภาค ค จะเป็นช่วงที่ต้องโชว์ทักษะจริงและบุคลิกภาพ บางตำแหน่งอาจขอทดสอบการเขียนรายงาน การใช้โปรแกรมสำนักงาน หรือการสัมภาษณ์วัดทัศนคติและความสามารถในการทำงานเป็นทีม เรื่องเล็กๆ อย่างการตอบคำถามเชิงเหตุผล การอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และการมีทัศนคติที่เหมาะสม มักเป็นตัวตัดสินขั้นสุดท้าย
เวลาเตรียมตัว ฉันแบ่งการอ่านเป็นสองแนวคือรากฐานกับจุดแข็ง — รากฐานคือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และตรรกะ ส่วนจุดแข็งคือความรู้เฉพาะตำแหน่ง ประกอบกับการฝึกทำข้อสอบเก่าและจับเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคย เทคนิคเล็กๆ อย่างการจดโน้ตสรุปข่าวสำคัญและกฎหมายสำคัญช่วยได้มาก สุดท้ายแล้วการฝึกทั้งข้อเขียนและการสื่อสารทำให้การเข้าสอบจริงมีความมั่นใจขึ้น และถ้าวางแผนดี ผลลัพธ์มักจะตามมาอย่างที่หวังไว้
2 Jawaban2026-03-21 20:35:13
หลังจากดูแนวข้อสอบกพปีล่าสุดอย่างละเอียด ผมรู้สึกว่าสาระหลักยังคงเน้นไปที่ความรอบรู้ทั่วไปกับทักษะพื้นฐานที่จับต้องได้จริง แต่รูปแบบโจทย์มีการผสมระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีกับสถานการณ์เชิงปฏิบัติ ทำให้การอ่านข่าวและการฝึกวิเคราะห์สถานการณ์สำคัญขึ้นมาก
โดยรวมแล้ว โจทย์ภาค ก มักประกอบด้วยหัวข้อหลักๆ ดังนี้: ภาษาไทย (วิเคราะห์ความถูกต้องของประโยค การเรียงลำดับความคิด และสรุปความ), ภาษาอังกฤษ (reading comprehension, vocabulary in context, error recognition), ความสามารถเชาวน์ (logical reasoning, pattern recognition, numerical reasoning), ความรู้รอบตัวด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม (เช่น นโยบายรัฐบาล ประเด็นเศรษฐกิจมหภาค ด้านสาธารณสุข และประเด็นสิทธิมนุษยชน), ความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองและกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ รวมถึงทักษะดิจิทัลเบื้องต้นและการใช้โปรแกรมสำนักงานเล็กน้อย
รูปแบบข้อสอบปีล่าสุดมีการใส่โจทย์เชิงสถานการณ์มากขึ้น เช่น กรณีศึกษาที่ให้วิเคราะห์วาทีการสื่อสารของหน่วยงานรัฐ หรือโจทย์จริยธรรมที่ให้ตัดสินใจในบริบทงานราชการ นอกจากนี้ยังเห็นการผสมข้อสอบแบบเลือกตอบที่ต้องตีความข้อมูลจากกราฟ ตาราง หรือบทความสั้นๆ ทำให้ไม่ได้เป็นแค่การท่องจำข้อเท็จจริงเท่านั้น ผมมักจะแนะนำให้ฝึกทำข้อสอบย้อนหลังสลับกับการอ่านบทความเชิงวิเคราะห์ ทั้งข่าวเศรษฐกิจและบทความเชิงนโยบาย เพราะหลายข้อจะทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามเรื่อง
ท้ายที่สุด การเตรียมตัวที่ได้ผลสำหรับผมคือการจัดตารางฝึกโจทย์เป็นชุดๆ แบ่งเวลาอ่านข่าวเชิงวิเคราะห์วันละนิด และฝึกการเขียนสรุปสั้นๆ ของบทความที่อ่าน เพราะการสรุปช่วยให้เข้าใจประเด็นหลักและเหตุผลที่ข้อใดข้อหนึ่งจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม จบด้วยความรู้สึกว่าถ้าเตรียมให้ครอบคลุมทั้งความรู้พื้นฐาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการตามข่าวสาร จะเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น
4 Jawaban2026-04-06 18:25:01
การสอบ ก.พ. เป็นประตูสำคัญสำหรับหลายคนที่อยากเข้าสู่ระบบราชการและได้สวัสดิการที่มั่นคง
ฉันมองว่าหลักๆ แล้วข้อสอบจะแบ่งเป็นสามภาคใหญ่คือ ภาค ก, ภาค ข และภาค ค ซึ่งแต่ละภาคมีจุดประสงค์ต่างกัน ภาค ก จะเป็นข้อสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไป เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์พื้นฐาน ตรรกะ และความรู้รอบตัวที่เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนภาค ข จะเป็นความรู้เฉพาะตำแหน่งหรือวิชาชีพที่สมัคร เช่น กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม ขึ้นกับตำแหน่งที่เปิดรับ
การสอบภาค ค มักเป็นการสอบสัมภาษณ์หรือการประเมินทักษะเชิงปฏิบัติ ซึ่งเวลาที่ใช้ในการสอบแต่ละภาคแตกต่างกันไปตามประกาศของหน่วยงาน แต่ภาพรวมที่พบบ่อยคือภาค ก ใช้เวลาหลายชั่วโมงสำหรับชุดข้อสอบปรนัย ภาค ข อาจเป็นทั้งปรนัยข้อเขียนหรือข้อสอบแบบอัตนัย และภาค ค เป็นสัมภาษณ์สั้นๆ ที่ตรวจวัดทัศนคติ เจตคติ และความเหมาะสม เมื่อเตรียมตัวต้องวางแผนเวลาอ่านหนังสือและฝึกทำข้อสอบเก่าๆ ให้คุ้นเคยกับรูปแบบและการจัดสรรเวลาทำข้อสอบ