2 Answers2026-03-21 15:48:46
ปีนี้แนวข้อสอบ กพ ฉบับล่าสุดเน้นการวัดพื้นฐานที่ใช้งานจริงมากกว่าการท่องจำล้วน ๆ และมีการกระจายหัวข้อให้ครอบคลุมทั้งทักษะเชิงตรรกะ ภาษา และความรู้รอบตัวมากขึ้น
ภาพรวมที่ผมเห็นคือข้อสอบจะแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ คือ ภาค ก ซึ่งเป็นข้อสอบทั่วไปที่ผู้เข้าสอบแทบทุกตำแหน่งต้องเจอ ส่วนภาค ข และภาค ค จะขึ้นกับตำแหน่งที่สมัคร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบข้อสอบภาค ก ถูกปรับให้มีการตีความข้อมูลและประยุกต์ใช้เยอะขึ้น เช่น ข้อสอบภาษาไทยเน้นการอ่านจับใจความ การเลือกใช้ถ้อยคำ และการสรุปข้อมูลจากย่อหน้า ขณะที่ข้อสอบเชาวน์/ตรรกะถามในเชิงการวิเคราะห์เหตุผล การไขปริศนาเชิงตรรกะและลำดับเหตุการณ์ ซึ่งไม่ใช่แค่คำนวณเลขอย่างเดียวแต่ต้องตีความข้อมูลประกอบ
ส่วนความรู้ทั่วไปมักโฟกัสเรื่องระบบการบริหารราชการ สถาบันหลักทางการเมืองและกฎหมายพื้นฐาน (เช่นเรื่องเกี่ยวกับ 'รัฐธรรมนูญ' และหลักการบริหารราชการแผ่นดิน) นอกจากนั้นยังมีคำถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค ปัญหาสังคมปัจจุบัน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น เช่น แนวคิดเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ความปลอดภัยข้อมูล และการใช้โปรแกรมสำนักงานพื้นฐาน ซึ่งผมพบว่าข้อสอบมักจะให้สถานการณ์ให้วิเคราะห์แล้วถามการตัดสินใจ ไม่ใช่ถามนิยามเฉย ๆ
การเตรียมตัวที่ผมใช้ได้ผลคือฝึกทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลาและทบทวนจากตัวอย่างที่เป็นสถานการณ์จริง เช่น ฝึกอ่านบทความข่าวแล้วสรุปใจความ ฝึกโจทย์ตรรกะที่ใช้รูปแบบ reasoning และสลับฝึกภาษาอังกฤษแบบอ่านจับใจความ นอกจากนี้การติดตามข่าวสารเชิงนโยบายและการบริหารราชการช่วยให้ตอบคำถามความรู้รอบตัวได้ชัดขึ้น การแบ่งเวลาอ่านเทคนิคกับการฝึกทำข้อสอบจริง ๆ ผสมกันจะช่วยมากกว่าเน้นท่องสูตรอย่างเดียว สรุปแล้วแนวข้อสอบฉบับล่าสุดต้องการความเข้าใจเชิงบริบทและการประยุกต์ใช้จริง ซึ่งทำให้การเตรียมตัวทั้งเชิงทักษะและความรู้รอบด้านสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
4 Answers2026-02-28 19:30:04
การสอบ กพ ไม่ได้เป็นข้อสอบแบบเดียวจบ แต่มันแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันชัดเจน เช่น 'ภาค ก' 'ภาค ข' และ 'ภาค ค' ซึ่งแต่ละส่วนมีรูปแบบข้อสอบและวิธีการวัดผลต่างกันไป
ผมมักอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังว่า 'ภาค ก' จะเป็นการทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป มักมาในรูปแบบข้อสอบปรนัย เพื่อวัดตรรกะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และความรู้พื้นฐานอื่น ๆ ส่วน 'ภาค ข' มุ่งไปที่ความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น สำหรับตำแหน่งครูจะมีข้อสอบวิชาการเกี่ยวกับการสอนหรือเนื้อหาวิชาที่สอน ซึ่งอาจเป็นทั้งปรนัยและอัตนัย
ส่วน 'ภาค ค' มักเป็นการสอบสัมภาษณ์หรือประเมินสมรรถนะเชิงพฤติกรรม ตำแหน่งบางอย่างจะมีการทดสอบปฏิบัติ เช่น สาธารณสุขหรือการแพทย์อาจต้องสาธิตทักษะจริง ฉันมองว่าการรู้รูปแบบแต่ละภาคก่อนจะช่วยให้วางแผนเตรียมตัวได้ตรงจุดและไม่กังวลเมื่อเจอประเภทข้อสอบที่ต่างกัน
4 Answers2026-02-28 22:24:40
เราเคยตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าสอบภาค ก ต้องเอาให้ผ่าน เลยเริ่มจากการแบ่งเวลาที่เป็นรูปธรรมก่อนว่าเหลือเวลาเตรียมกี่เดือนแล้วจะทำอะไรบ้าง โดยแบ่งเป็นรอบๆ เช่น เดือนแรกโฟกัสพื้นฐานภาษาไทยและคณิตศาสตร์รัดกุม เดือนที่สองเพิ่มการทำข้อสอบเก่าและฝึกจับเวลา เดือนสุดท้ายทบทวนจุดอ่อนและทำข้อสอบเต็มชุดเหมือนวันจริง
การใช้ข้อสอบเก่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมันช่วยให้เข้าใจว่าข้อสอบชอบออกแนวไหน จุดวัดระดับความยากอยู่ตรงไหน และระบบการให้คะแนนเป็นอย่างไร ผมจัดบัตรคำสำหรับศัพท์สำคัญและสูตรคณิตที่ต้องจำ แล้วจับเวลาทำชุดข้อสอบเก่าแบบเต็มเวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพื่อลองสภาพร่างกายและหัวใจที่ต้องทำต่อเนื่อง
นอกจากฝึกข้อสอบแล้วยังแยกเวลาอ่านข่าวสารปัจจุบันและบทความเชิงวิเคราะห์เพื่อเตรียมความรู้รอบตัว ใช้สมุดโน้ตรวบรวมข้อผิดพลาดซึ่งจะย้อนกลับมาทบทวนเป็นประจำ สุดท้ายอย่าลืมปรับจังหวะการนอนให้สม่ำเสมอ เพราะความสดของสมองสำคัญกว่าการทบทวนมากเกินไปจนตึงเครียด — ทำตามแผนอย่างมีวินัยแล้วผลจะตามมา
2 Answers2026-03-21 22:53:07
มาดูกันว่าวิชาไหนควรเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเตรียมสอบ กพ. แล้วฉันจะเล่าแนวทางแบบละเอียดที่ใช้ได้จริงให้ฟัง
การจัดลำดับก่อนหลังสำคัญกว่าการอ่านทุกวิชาพร้อมกันในวันแรก ฉันมักเริ่มจากวิชาที่ให้คะแนนแน่นอนและฝึกได้ด้วยตนเองก่อน นั่นคือ 'ความสามารถทางด้านเหตุผลและคณิตศาสตร์พื้นฐาน' กับ 'ภาษาไทย' เพราะข้อสอบส่วนกลางมักตีค่าน้ำหนักด้านตรรกะ การตีความ และการอ่านจับใจความสูง พื้นฐานพวกนี้ถ้าทำได้จะช่วยให้ได้คะแนนชัวร์ ๆ ก่อน แล้วค่อยขยับไปที่ 'ภาษาอังกฤษ' ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องมีการสะสมคำศัพท์และการฝึกทำโจทย์เป็นประจำ
ต่อไปฉันจะแบ่งเวลาไปที่ 'ความรู้เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ และเหตุการณ์ปัจจุบัน' เพราะส่วนนี้มักออกเป็นข้อสอบปรนัยหรือการให้เหตุผลผสมกับความรู้ทั่วไป การติดตามข่าวสั้น ๆ และทำสรุปย่อ ๆ จะช่วยได้มาก อีกหนึ่งหัวข้อที่ไม่ควรมองข้ามคือ 'คอมพิวเตอร์พื้นฐาน' โดยเฉพาะถ้าตำแหน่งที่สมัครต้องใช้ทักษะด้านนี้ เรื่องโปรแกรมพื้นฐาน ระบบอินเทอร์เน็ต ความปลอดภัยข้อมูล มักมีคำถามง่าย ๆ ที่เก็บคะแนนได้
การปฏิบัติจริงที่ฉันใช้คือแบ่งเวลาเป็นบล็อก: 2–3 วันแรกของสัปดาห์เน้นความเข้าใจพื้นฐาน (ทฤษฎีและสูตร), กลางสัปดาห์ทำโจทย์เก่าและจับเวลาจำลอง, ปลายสัปดาห์ทบทวนสรุปเป็นโน้ตสั้น ๆ และทำแบบทดสอบย่อย ซึ่งการมี 'ข้อสอบย้อนหลัง' ไว้ทำทุกสัปดาห์ช่วยให้เห็นรูปแบบคำถามและจุดอ่อนของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น อย่าลืมจัดคิวอ่านเนื้อหาเฉพาะตำแหน่งด้วย หากตำแหน่งต้องการความรู้เฉพาะทาง เช่น กฎหมายพื้นฐานหรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ใส่เวลาเพิ่มอีกวันละนิด
สุดท้ายฉันอยากเน้นเรื่องการรักษาจังหวะและสุขภาพจิต เพราะการอ่านสอบหนักๆ ถ้าพังตั้งแต่ต้นจะยากจะแก้คืน แม้จะทบทวนครบทุกวิชาแล้ว ให้มีวันหยุดย่อย ๆ ปรับจังหวะการนอนและกินให้คงที่ แล้วค่อยกลับมาทำแบบทดสอบเต็มเวลา 2–3 ครั้งก่อนสอบจริง เพื่อฝึกสมาธิและบริหารเวลา จะได้ไม่ตื่นเต้นจนทำคะแนนหลุดไปมาก ๆ การเตรียมแบบนี้ทำให้ฉันเดินเข้าห้องสอบด้วยความมั่นใจขึ้นเยอะและรู้สึกว่าแต่ละวิชามีที่ยึดสำหรับทบทวนในสัปดาห์สุดท้าย
3 Answers2026-03-20 23:25:05
แหล่งแจกข้อสอบ กพ ที่ใช้ฟรีมีอยู่หลายแห่งและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของคนเตรียมสอบ
หนึ่งในแหล่งที่ผมมักจะหยิบมาใช้บ่อยคือเว็บไซต์ของ 'สำนักงาน ก.พ.' เอง เพราะที่นั่นมักมีประกาศ รูปแบบการสอบ และตัวอย่างข้อสอบหรือแนวข้อสอบย้อนหลังที่ตรงตามข้อกำหนดล่าสุด การฝึกจากข้อสอบเก่าที่มาจากหน่วยงานจัดสอบจริงจะช่วยให้เข้าใจรูปแบบคำถามและความถ่วงน้ำหนักของแต่ละหมวดวิชาได้ดีขึ้น
อีกแหล่งที่ผมชอบคือห้องสมุดของมหาวิทยาลัยหรือห้องสมุดประชาชนหลายแห่งที่มีหนังสือแนวข้อสอบสาธิตและเฉลยให้ยืม ลองมองหาชุดรวมข้อสอบ กพ ย้อนหลังหรือหนังสือเฉลยที่อธิบายแนวคิดทีละข้อ เวลาผมอ่านหนังสือพวกนี้ มักจะจดโน้ตข้อที่ยังไม่เข้าใจแล้วกลับมาทบทวนทีหลัง ซึ่งช่วยให้คะแนนส่วนเชาวน์และความรู้ทั่วไปดีขึ้น
สุดท้าย อย่ามองข้ามไฟล์ PDF แจกฟรีจากบล็อกหรือเว็บไซต์ติวต่าง ๆ บางครั้งติวเตอร์จะแจกแนวข้อสอบตัวอย่างและเฉลยที่ละเอียด แต่ต้องระวังเวอร์ชันและความถูกต้องของเฉลย ผมมักจะเทียบเฉลยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนนำมาฝึกจริง ผลก็คือได้ทั้งปริมาณข้อสอบเพียงพอและความเข้าใจเชิงลึกเวลาทบทวนข้อผิดพลาด
2 Answers2026-03-21 19:00:25
มีหลายช่องทางที่ฉันมักแนะนำเมื่อคนถามหาเอกสารข้อสอบ ก.พ. พร้อมเฉลยฉบับล่าสุด — เริ่มต้นจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเลย เว็บไซต์ของ 'สำนักงาน ก.พ.' มักเป็นจุดแรกที่ควรเช็ค เพราะตรงนี้มีประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปแบบข้อสอบ ระเบียบการ และบางครั้งจะมีตัวอย่างข้อสอบเก่าหรือแนวคำถามให้ดู การได้เอกสารจากแหล่งทางการช่วยให้มั่นใจว่าเนื้อหาตรงตามมาตรฐานและไม่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน
นอกจากแหล่งทางการ ฉันมักหาเล่มรวมแนวข้อสอบและเฉลยจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เล่ม 'คู่มือเตรียมสอบ ก.พ.' หรือ 'รวมแนวข้อสอบ ก.พ.' หนังสือพวกนี้มักจัดเป็นหมวดวิชา เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์เชิงเหตุผล ภาษาอังกฤษ และความรู้ทั่วไป ซึ่งสะดวกมากเวลาใช้ฝึกเป็นชุด ๆ ร้านหนังสือออนไลน์หรือหน้าร้านใหญ่ ๆ มักมีรีวิวและตัวอย่างหน้าในเล่มให้ดูด้วย ถ้าอยากได้แบบดิจิทัล บางสำนักพิมพ์ปล่อยเป็น e-book ทำให้โหลดมาอ่านบนแท็บเล็ตได้เลย
วงการชุมชนติวก็มีประโยชน์ไม่น้อย — กลุ่มติวออนไลน์หรือเพจที่รวบรวมเฉลยข้อสอบมักแชร์ไฟล์แนวข้อสอบปีล่าสุดและเฉลยที่สมาชิกช่วยกันตรวจทาน แต่ต้องระวังการอ้างว่าเป็น 'เฉลยทางการ' ถ้าเป็นไปได้ให้ตรวจทานข้ามแหล่ง เช่น เฉลยจากหนังสือ สรุปจากติวเตอร์ และโพสต์ในกลุ่ม เปรียบเทียบกันก่อนรับมาเป็นแนวทาง ในการเตรียมตัว ฉันมักแนะนำให้จับเวลาในการทำข้อสอบซ้อม และเน้นทบทวนจุดอ่อนเป็นพิเศษ เพราะการทำข้อสอบซ้ำ ๆ จะช่วยให้คุ้นชินกับรูปแบบคำถาม ทั้งหมดนี้ทำให้การหาข้อสอบพร้อมเฉลยไม่ใช่แค่การสะสมเอกสาร แต่เป็นการสร้างแผนฝึกฝนที่ใช้ได้จริง
2 Answers2026-03-21 20:35:13
หลังจากดูแนวข้อสอบกพปีล่าสุดอย่างละเอียด ผมรู้สึกว่าสาระหลักยังคงเน้นไปที่ความรอบรู้ทั่วไปกับทักษะพื้นฐานที่จับต้องได้จริง แต่รูปแบบโจทย์มีการผสมระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีกับสถานการณ์เชิงปฏิบัติ ทำให้การอ่านข่าวและการฝึกวิเคราะห์สถานการณ์สำคัญขึ้นมาก
โดยรวมแล้ว โจทย์ภาค ก มักประกอบด้วยหัวข้อหลักๆ ดังนี้: ภาษาไทย (วิเคราะห์ความถูกต้องของประโยค การเรียงลำดับความคิด และสรุปความ), ภาษาอังกฤษ (reading comprehension, vocabulary in context, error recognition), ความสามารถเชาวน์ (logical reasoning, pattern recognition, numerical reasoning), ความรู้รอบตัวด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม (เช่น นโยบายรัฐบาล ประเด็นเศรษฐกิจมหภาค ด้านสาธารณสุข และประเด็นสิทธิมนุษยชน), ความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองและกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ รวมถึงทักษะดิจิทัลเบื้องต้นและการใช้โปรแกรมสำนักงานเล็กน้อย
รูปแบบข้อสอบปีล่าสุดมีการใส่โจทย์เชิงสถานการณ์มากขึ้น เช่น กรณีศึกษาที่ให้วิเคราะห์วาทีการสื่อสารของหน่วยงานรัฐ หรือโจทย์จริยธรรมที่ให้ตัดสินใจในบริบทงานราชการ นอกจากนี้ยังเห็นการผสมข้อสอบแบบเลือกตอบที่ต้องตีความข้อมูลจากกราฟ ตาราง หรือบทความสั้นๆ ทำให้ไม่ได้เป็นแค่การท่องจำข้อเท็จจริงเท่านั้น ผมมักจะแนะนำให้ฝึกทำข้อสอบย้อนหลังสลับกับการอ่านบทความเชิงวิเคราะห์ ทั้งข่าวเศรษฐกิจและบทความเชิงนโยบาย เพราะหลายข้อจะทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามเรื่อง
ท้ายที่สุด การเตรียมตัวที่ได้ผลสำหรับผมคือการจัดตารางฝึกโจทย์เป็นชุดๆ แบ่งเวลาอ่านข่าวเชิงวิเคราะห์วันละนิด และฝึกการเขียนสรุปสั้นๆ ของบทความที่อ่าน เพราะการสรุปช่วยให้เข้าใจประเด็นหลักและเหตุผลที่ข้อใดข้อหนึ่งจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม จบด้วยความรู้สึกว่าถ้าเตรียมให้ครอบคลุมทั้งความรู้พื้นฐาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการตามข่าวสาร จะเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น
2 Answers2026-03-29 19:05:54
พูดถึงข้อสอบก.พ. แล้วผมมักจะคิดถึงเป็นชุดทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งงานในระบบราชการ โดยทั่วไปมันแบ่งเป็นภาคหลักๆ ที่ต้องรู้จักกัน: ภาค ก เป็นการทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ข จะเป็นข้อเขียนเฉพาะตำแหน่งหรือความรู้วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และภาค ค มักเป็นการทดสอบปฏิบัติหรือสัมภาษณ์เพื่อประเมินทักษะและความเหมาะสมกับงาน
ด้วยประสบการณ์เตรียมตัวให้สอบ ประเด็นในภาค ก มักรวมถึงการวัดตรรกะเชาวน์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงความรู้รอบตัวทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และหลักการพื้นฐานของการบริหารรัฐกิจ ข้อสอบประเภทนี้เน้นการอ่านจับใจความ แก้โจทย์เหตุผล และบริหารเวลาให้ดี ส่วนภาค ข จะลึกลงไปตามสายงาน เช่น ถ้าสมัครงานบัญชีก็ต้องเจอข้อสอบบัญชีและภาษี ถ้าเป็นตำแหน่งด้านกฎหมายก็จะมีปัญหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้การเตรียมภาค ข ควรยึดตามประกาศรับสมัครและตำราเฉพาะทาง
เมื่อถึงภาค ค จะเป็นช่วงที่ต้องโชว์ทักษะจริงและบุคลิกภาพ บางตำแหน่งอาจขอทดสอบการเขียนรายงาน การใช้โปรแกรมสำนักงาน หรือการสัมภาษณ์วัดทัศนคติและความสามารถในการทำงานเป็นทีม เรื่องเล็กๆ อย่างการตอบคำถามเชิงเหตุผล การอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และการมีทัศนคติที่เหมาะสม มักเป็นตัวตัดสินขั้นสุดท้าย
เวลาเตรียมตัว ฉันแบ่งการอ่านเป็นสองแนวคือรากฐานกับจุดแข็ง — รากฐานคือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และตรรกะ ส่วนจุดแข็งคือความรู้เฉพาะตำแหน่ง ประกอบกับการฝึกทำข้อสอบเก่าและจับเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคย เทคนิคเล็กๆ อย่างการจดโน้ตสรุปข่าวสำคัญและกฎหมายสำคัญช่วยได้มาก สุดท้ายแล้วการฝึกทั้งข้อเขียนและการสื่อสารทำให้การเข้าสอบจริงมีความมั่นใจขึ้น และถ้าวางแผนดี ผลลัพธ์มักจะตามมาอย่างที่หวังไว้
3 Answers2026-03-22 05:06:34
การเตรียมตัวสำหรับข้อสอบ ก.พ. ควรเริ่มจากการทำข้อสอบเต็มชุดแบบจับเวลาเพื่อฝึกสภาพจิตและวินัยของตัวเอง
การลงมือทำข้อสอบจริงภายใต้เงื่อนไขเวลาเหมือนวันสอบจริงช่วยให้รู้จังหวะการแบ่งเวลาในแต่ละพาร์ท ฉันมักจะเลือกชุดจาก 'ข้อสอบ ก.พ. ปี 2562' หรือชุดจาก 'ธนาคารข้อสอบออนไลน์' แล้วตั้งนาฬิกาเต็มเวลา เช่น ทำข้อปรนัยเต็มพาร์ทโดยไม่พัก จากนั้นตรวจเฉลยอย่างละเอียด เพื่อหาแพทเทิร์นข้อผิดพลาดและหัวข้อที่ยังอ่อน
หลังจากทำข้อสอบเต็มชุดแล้ว ให้แยกฝึกเป็นหัวข้อย่อย: ใช้เวลาทำข้อคณิตเชิงตรรกะเป็นเซสชัน สรุปศัพท์ภาษาอังกฤษที่มักออก และฝึกการเขียนภาษาไทยแบบมีโครงสร้าง โดยเก็บ 'บันทึกข้อผิดพลาด' เพื่อย้อนกลับมาทบทวนเป็นรอบ ๆ การทบทวนด้วยวิธี spaced repetition ช่วยให้ความรู้แน่นขึ้น ส่วนสัปดาห์สุดท้ายให้ทำม็อกเทสต์เต็มชุด 2–3 ครั้ง เพื่อปรับสมาธิและความทนทานต่อความยาวของการสอบ
เทคนิคเล็ก ๆ ที่ฉันเห็นผลคือทำเฉลยแบบเชิงเหตุผล ไม่ใช่จำคำตอบอย่างเดียว แยกแยะว่าทำไมคำตอบจึงถูกหรือผิด แล้วจดเป็นโน้ตสั้น ๆ ไว้ทบทวนก่อนสอบจริง วิธีนี้ลดการสับสนและเพิ่มความมั่นใจได้จริง
4 Answers2026-02-28 18:02:25
บอกเลยว่าหนังสือที่ใช้แล้วเห็นผลสำหรับการเตรียมสอบ ก.พ. มักจะเป็นเล่มที่รวมทั้งแนวข้อสอบจริง การอธิบายแบบย่อยง่าย และแบบฝึกหัดจำนวนมากให้ฝึกทำซ้ำได้
เล่มที่ผมแนะนำให้เริ่มคือ 'คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ฉบับสมบูรณ์' เพราะมันจัดโครงสร้างตามหมวดข้อสอบจริง ทั้งความสามารถทั่วไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการคิดวิเคราะห์ เล่มนี้สรุปแนวคิดเป็นข้อ ๆ ทำให้เวลาทบทวนเร็วขึ้น และมีชุดข้อสอบย้อนหลังให้ลองสอบแบบจับเวลา ผมชอบที่เฉลยอธิบายเหตุผลชัดเจน ช่วยให้รู้ว่าทำผิดตรงไหน
การใช้หนังสือเล่มเดียวไม่พอจริง ๆ ควรจับคู่กับสมุดฝึกทำข้อสอบหรือชุดแบบฝึกหัดเพิ่มเติม เพื่อให้เราซ้อมจับเวลาและปรับเทคนิคการทำข้อสอบ ถ้าวางแผนอ่านแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ แล้วทบทวนจากข้อผิดพลาด จะเห็นพัฒนาการชัดเจนขึ้น และท้ายที่สุดต้องมีข้อสอบจริงจากสำนักงาน ก.พ. มาลองทำบ้าง จะช่วยให้คุ้นกับระดับความยากและเวลาจัดการข้อสอบได้ดีขึ้น