Share

กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา
กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา
Auteur: ปลายพู่กันจันทรา

บทที่ 1 ตอนที่ 1/4

last update Dernière mise à jour: 2026-01-23 09:01:26

ท่ามกลางราตรีที่แสงจันทร์กระจ่างอาบย้อมผืนนภา กลิ่นอายแห่งวสันตฤดูโชยชายละลิ่ว พัดพาเอาความหอมหวานของบุปผานานาพรรณเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ทว่ากลับไม่มีที่ใดจะอบอวลไปด้วยความรัญจวนใจเท่ากับ ‘หอชิงโหลว’ หรือที่ผู้คนต่างขนานนามว่าหอระเริงวสันต์อีกแล้ว

ในค่ำคืนนี้ หอชิงโหลวถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานบนดินเพื่อจัดงานเลี้ยงชมบุปผาวสันต์ โคมผ้าไหมสีชาดและสีทองนับร้อยดวงถูกจุดโชติช่วง ขับเน้นตัวอาคารไม้สลักเสลาให้วิจิตรตระการตาราวกับตำหนักในสรวงสวรรค์ เสียงสรวลเสเฮฮาต่อกระซิกของเหล่าขุนนางปะปนไปกับเสียงกังวานของจอกสุราเงินที่กระทบกันไม่ขาดสาย กลิ่นกำยานราคาแพงจากต่างแดนกรุ่นกระจาย ผสมโรงไปกับกลิ่นอาหารอันโอชะและเมรัยเลิศรสที่บ่มเพาะมานานนับสิบปี

ณ โต๊ะไม้พะยูงแกะสลักลายมังกรคาบแก้วซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ‘เซี่ยอวิ๋น’ ขุนนางหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมาดิน นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านท่ามกลางวงล้อมของเหล่านางโลมผู้เลอโฉม

เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ปักดิ้นเงินเป็นลายเมฆมงคลตามสาบเสื้อและปลายแขน เส้นผมดำขลับราวน้ำหมึกถูกรวบตึงครอบด้วยปิ่นหยกขาวนวล ใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์คู่นั้นดูเย็นชาทว่าแฝงเร้นด้วยอำนาจคุกคามจนผู้ที่สบตาต้องสั่นสะท้าน มือเรียวยาวถือจอกสุราไว้หลวมๆ คล้ายกับว่าโลกทั้งใบนี้ไม่มีสิ่งใดคู่ควรพอจะดึงดูดใจเขาได้เลย

“ใต้เท้าเซี่ยเจ้าคะ... เหตุใดวันนี้ท่านถึงดูห่างเหินนัก สุราจอกนี้ข้าน้อยตั้งใจรินให้ท่านด้วยตนเองเชียวนะเจ้าคะ”

น้ำเสียงหวานหยดย้อยของ ‘เพ่ยเพ่ย’ นางโลมชั้นสูงผู้มีผิวพรรณผุดผ่องดังรวงผึ้งเอ่ยขึ้น พร้อมกับขยับกายเข้าชิดจนปทุมถันคู่อวบที่ล้นทะลักพ้นขอบเอี๊ยมบดเบียดกับท่อนแขนแกร่งของเขาอย่างจงใจ มือนุ่มนิ่มซุกซนลูบไล้ไปตามหน้าขาของขุนนางหนุ่มอย่างถือวิสาสะ หวังจะปลุกเร้าอารมณ์บุรุษใต้ชุดขุนนางอันสูงศักดิ์

เซี่ยอวิ๋นเพียงชายตาแลมองครู่เดียว ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา ในใจมีเพียงความเบื่อหน่ายที่ถาโถม

‘ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี...’ เขาค่อนขอดในใจ

สำหรับเซี่ยอวิ๋น สตรีเหล่านี้ไม่ต่างจากตุ๊กตาเคลือบแป้งที่แต่งแต้มสีสันฉูดฉาดเพื่อปกปิดความว่างเปล่าภายใน พวกนางใช้เรือนร่างและความใคร่ฉาบฉวยเพื่อแลกเศษเงินและอำนาจ ทุกจริตก้านที่แสดงออกมา ทั้งการออดอ้อนออเซาะหรือสัมผัสที่จงใจจนเกินงาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นจนชินชาและมองว่ามันไร้ซึ่งชั้นเชิง

“ใต้เท้า... สุราจอกนี้ไม่ถูกปาก หรือว่าท่านอยากเปลี่ยนมาลองลิ้มรสหวานจากริมฝีปากของข้าน้อยแทนเจ้าคะ?”

นางโลมอีกนางนามว่า ‘เยี่ยนเอ๋อร์’ ขยับเข้ามาอีกฝั่ง นางโน้มกายลงจนกลิ่นแป้งร่ำโชยเข้าจมูก ปลายลิ้นชุ่มชื่นตวัดเลียริมฝีปากตนเองอย่างยั่วยวน หวังจะจุดไฟราคะในกายของบัณฑิตหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเคร่งขรึมที่สุดในราชสำนัก

เคร้ง! เซี่ยอวิ๋นกระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะจนเหล่านางโลมสะดุ้งสุดตัว

“พวกเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าความงามอย่างนั้นหรือ? การยัดเยียดเนื้อหนังที่ไร้ซึ่งวิญญาณ... สำหรับข้า มันเป็นเพียงขยะที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเท่านั้น”

คำพูดเชือดเฉือนทำเอาสตรีเหล่านั้นหน้าถอดสี รีบถอยกรูดออกไปด้วยความหวาดเกรงในบารมี

เซี่ยอวิ๋นถอนหายใจยาว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ที่นั่นดอกโบตั๋นกำลังเบ่งบานชูช่อใต้แสงจันทร์ พวกมันสวยงามและดูมีค่ากว่าสตรีที่รายล้อมเขาอยู่นี้นับพันเท่า

เขามาที่นี่ตามคำเชิญของเสนาบดีเฒ่าที่หวังประจบประแจง แต่กลับพบเพียงความซ้ำซากจำเจ เขาโหยหาบางสิ่งที่แตกต่าง... บางสิ่งที่สามารถสั่นคลอนหัวใจศิลาคู่นี้ได้ บางสิ่งที่ไม่ได้มีเพียงกามารมณ์หยาบโลน แต่คือ ‘ศิลปะแห่งความรัญจวน’ ที่แท้จริง

เขามองดูขุนนางคนอื่นที่มัวเมาในนารีและเมรัย บ้างซุกหน้าลงกับทรวงอกอิ่ม บ้างส่งเสียงครางต่ำอย่างลืมตัว เขาจิบสุราที่เหลือ ปล่อยให้รสขมปร่าซ่านไปทั่วลิ้น

“จะมีบ้างไหม... บุปผาที่เบ่งบานเพื่อตนเอง มิใช่เพื่อรอให้แมลงชั้นต่ำมารุมตอม” เขาพึมพำกับตนเอง

ทันใดนั้น แสงเทียนในหอชิงโหลวพลันวูบไหว เสียงจอแจรอบกายเริ่มเงียบสงัดลงทีละน้อย ทุกสายตาถูกตรึงไปยังทิศทางเดียวกัน

แรงดึงดูดบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสโสตประสาท เขาหรี่ตาลง จับจ้องไปยังรัศมีที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านม่านหมอกควันกำยาน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาไม่ใช่ใบหน้า หากแต่เป็นท่วงท่าการเยื้องกรายที่นุ่มนวลราวกับเทพธิดาเดินบนปุยเมฆ

‘ฮวาหลิง’ ก้าวออกมาจากความสลัว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างนางทำให้ความงามนั้นดูราวกับภาพวาดมงคล นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีขาวนวลซ้อนทับด้วยผ้าโปร่งบางสีม่วงคราม ยามขยับกาย ชายผ้าจะเสียดสีกันเกิดเสียงแผ่วเบาที่ฟังดูเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก

เอวคอดกิ่วถูกพันธนาการด้วยสายรัดปักดิ้นทอง ขับเน้นทรวงอกอิ่มที่ดันรั้งคอเสื้อออกมาอย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณที่โผล่พ้นอาภรณ์ออกมานั้นขาวผ่องกระจ่างใส ยามต้องแสงเทียนดูราวกับหยกมันแพะชั้นเลิศที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างวิจิตร

เซี่ยอวิ๋นไล่สายตาขึ้นไปยังดวงหน้าของนาง... และนั่นคือวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนลมหายใจถูกช่วงชิงไป

ใบหน้าของฮวาหลิงเรียวเล็กเป็นรูปไข่ เครื่องหน้าทุกส่วนรับกันอย่างไร้ที่ติ คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศรพาดผ่านดวงตาเนตรหงส์ที่หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยดูลึกลับ นัยน์ตาของนางดำขลับเป็นประกายวับวาวราวกับอัญมณีใต้ก้นสระน้ำใส ริมฝีปากอิ่มตึงแต้มสีชาดดูฉ่ำหวานหยาดเยิ้ม... ราวกับรอคอยให้ผู้ใดเข้าไปลิ้มลองรสชาติ สองแก้มเนียนลออมีสีระเรื่อจางๆ ดุจดอกท้อแรกแย้ม

บนมวยผมสูงศักดิ์ประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายบุปผา มีระย้าทองคำทิ้งตัวลงมาคลอเคลียข้างใบหู นางโอบอุ้มพิณผีผาไม้กฤษณาไว้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเรียวสวยดูอ่อนละมุนจนน่าหลงใหล

“นั่นหรือ... ฮวาหลิง...”

เสียงพึมพำชื่นชมจากเหล่าขุนนางดังแว่วมาเพียงแผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของเซี่ยอวิ๋นกลับไร้ซึ่งสำเนียงใดอื่น เขามองดูนางที่เยื้องกรายลงบันไดมาทีละขั้น เท้าเรียวเล็กดุจกลีบบัวในรองเท้าผ้าปักลายมุกวิจิตรโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาให้เห็นเพียงรำไร ท่วงท่าของนางมิได้จงใจยั่วยวนดั่งนางโลมชั้นต่ำที่เขาเพิ่งขับไล่ไป ท่วงทำนองการก้าวเดินนั้นทรงพลัง จนทำให้ลำคอของเขาแห้งผากและร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สายตาของนางทอดต่ำ จดจ่ออยู่เพียงเส้นทางเบื้องหน้า ท่าทางที่ดูสูงส่งและห่างเหินเกินจะเอื้อมถึงนั่นเอง กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นอันป่าเถื่อนที่สุดสำหรับบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเช่นเขา

ฮวาหลิงไม่ใช่เพียงสตรีคณิกา... แต่นางคือดอกโบตั๋นล้ำค่าที่เบ่งบานท่ามกลางดงหญ้าป่า เป็นรัศมีจันทร์กระจ่างที่สาดส่องลงมายังโลกที่มืดบอดและน่าเบื่อหน่ายของเขา

ยิ่งนางดูสะอาดสะอ้านและสูงค่าเพียงใด สัญชาตญาณดิบภายในกายเขาก็ยิ่งร่ำร้องโหยหา... อยากจะครอบครอง บดขยี้ และทำลายความสงบนิ่งนั้นให้ย่อยยับลงคาทาง

ฮวาหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ในที่สุดดวงตาดั่งเนตรหงส์ก็ประสานเข้ากับดวงตาคมปลาบของเซี่ยอวิ๋น

มันเป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวอึดใจ ทว่ากลับยาวนานราวชั่วนิรันดร์ในห้วงคำนึงของเขา นางเคลื่อนกายไปประทับบนแท่นไม้ มือเรียวบางประดุจลำเทียนขาวผ่องประคองคอพิณผีผา ปลายนิ้วที่ตัดแต่งเล็บอย่างงดงามจรดลงบนสายไหม

นางเริ่มกรีดนิ้วร่ายมนต์บทเพลง... ท่วงทำนองนั้นมีชื่อว่า ‘วสันต์คะนึงหา’ มันมิใช่เพลงที่พรรณนาถึงความงามของบุปผาในสวนหลวง หากแต่คือเสียงคร่ำครวญของกลีบดอกไม้ที่กำลังสั่นระริก รอคอยการรุกล้ำจู่โจมจากหมู่มวลภมรอย่างกระสันถึงขีดสุด

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 2/3

    เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 1/3

    ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 3/3

    เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 2/3

    เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 1/3

    ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 4 ตอนที่ 4/4

    แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status