FAZER LOGIN
ท่ามกลางราตรีที่แสงจันทร์กระจ่างอาบย้อมผืนนภา กลิ่นอายแห่งวสันตฤดูโชยชายละลิ่ว พัดพาเอาความหอมหวานของบุปผานานาพรรณเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ทว่ากลับไม่มีที่ใดจะอบอวลไปด้วยความรัญจวนใจเท่ากับ ‘หอชิงโหลว’ หรือที่ผู้คนต่างขนานนามว่าหอระเริงวสันต์อีกแล้ว
ในค่ำคืนนี้ หอชิงโหลวถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานบนดินเพื่อจัดงานเลี้ยงชมบุปผาวสันต์ โคมผ้าไหมสีชาดและสีทองนับร้อยดวงถูกจุดโชติช่วง ขับเน้นตัวอาคารไม้สลักเสลาให้วิจิตรตระการตาราวกับตำหนักในสรวงสวรรค์ เสียงสรวลเสเฮฮาต่อกระซิกของเหล่าขุนนางปะปนไปกับเสียงกังวานของจอกสุราเงินที่กระทบกันไม่ขาดสาย กลิ่นกำยานราคาแพงจากต่างแดนกรุ่นกระจาย ผสมโรงไปกับกลิ่นอาหารอันโอชะและเมรัยเลิศรสที่บ่มเพาะมานานนับสิบปี
ณ โต๊ะไม้พะยูงแกะสลักลายมังกรคาบแก้วซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ‘เซี่ยอวิ๋น’ ขุนนางหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมาดิน นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านท่ามกลางวงล้อมของเหล่านางโลมผู้เลอโฉม
เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ปักดิ้นเงินเป็นลายเมฆมงคลตามสาบเสื้อและปลายแขน เส้นผมดำขลับราวน้ำหมึกถูกรวบตึงครอบด้วยปิ่นหยกขาวนวล ใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์คู่นั้นดูเย็นชาทว่าแฝงเร้นด้วยอำนาจคุกคามจนผู้ที่สบตาต้องสั่นสะท้าน มือเรียวยาวถือจอกสุราไว้หลวมๆ คล้ายกับว่าโลกทั้งใบนี้ไม่มีสิ่งใดคู่ควรพอจะดึงดูดใจเขาได้เลย
“ใต้เท้าเซี่ยเจ้าคะ... เหตุใดวันนี้ท่านถึงดูห่างเหินนัก สุราจอกนี้ข้าน้อยตั้งใจรินให้ท่านด้วยตนเองเชียวนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยของ ‘เพ่ยเพ่ย’ นางโลมชั้นสูงผู้มีผิวพรรณผุดผ่องดังรวงผึ้งเอ่ยขึ้น พร้อมกับขยับกายเข้าชิดจนปทุมถันคู่อวบที่ล้นทะลักพ้นขอบเอี๊ยมบดเบียดกับท่อนแขนแกร่งของเขาอย่างจงใจ มือนุ่มนิ่มซุกซนลูบไล้ไปตามหน้าขาของขุนนางหนุ่มอย่างถือวิสาสะ หวังจะปลุกเร้าอารมณ์บุรุษใต้ชุดขุนนางอันสูงศักดิ์
เซี่ยอวิ๋นเพียงชายตาแลมองครู่เดียว ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา ในใจมีเพียงความเบื่อหน่ายที่ถาโถม
‘ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี...’ เขาค่อนขอดในใจ
สำหรับเซี่ยอวิ๋น สตรีเหล่านี้ไม่ต่างจากตุ๊กตาเคลือบแป้งที่แต่งแต้มสีสันฉูดฉาดเพื่อปกปิดความว่างเปล่าภายใน พวกนางใช้เรือนร่างและความใคร่ฉาบฉวยเพื่อแลกเศษเงินและอำนาจ ทุกจริตก้านที่แสดงออกมา ทั้งการออดอ้อนออเซาะหรือสัมผัสที่จงใจจนเกินงาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นจนชินชาและมองว่ามันไร้ซึ่งชั้นเชิง
“ใต้เท้า... สุราจอกนี้ไม่ถูกปาก หรือว่าท่านอยากเปลี่ยนมาลองลิ้มรสหวานจากริมฝีปากของข้าน้อยแทนเจ้าคะ?”
นางโลมอีกนางนามว่า ‘เยี่ยนเอ๋อร์’ ขยับเข้ามาอีกฝั่ง นางโน้มกายลงจนกลิ่นแป้งร่ำโชยเข้าจมูก ปลายลิ้นชุ่มชื่นตวัดเลียริมฝีปากตนเองอย่างยั่วยวน หวังจะจุดไฟราคะในกายของบัณฑิตหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเคร่งขรึมที่สุดในราชสำนัก
เคร้ง! เซี่ยอวิ๋นกระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะจนเหล่านางโลมสะดุ้งสุดตัว
“พวกเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าความงามอย่างนั้นหรือ? การยัดเยียดเนื้อหนังที่ไร้ซึ่งวิญญาณ... สำหรับข้า มันเป็นเพียงขยะที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเท่านั้น”
คำพูดเชือดเฉือนทำเอาสตรีเหล่านั้นหน้าถอดสี รีบถอยกรูดออกไปด้วยความหวาดเกรงในบารมี
เซี่ยอวิ๋นถอนหายใจยาว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ที่นั่นดอกโบตั๋นกำลังเบ่งบานชูช่อใต้แสงจันทร์ พวกมันสวยงามและดูมีค่ากว่าสตรีที่รายล้อมเขาอยู่นี้นับพันเท่า
เขามาที่นี่ตามคำเชิญของเสนาบดีเฒ่าที่หวังประจบประแจง แต่กลับพบเพียงความซ้ำซากจำเจ เขาโหยหาบางสิ่งที่แตกต่าง... บางสิ่งที่สามารถสั่นคลอนหัวใจศิลาคู่นี้ได้ บางสิ่งที่ไม่ได้มีเพียงกามารมณ์หยาบโลน แต่คือ ‘ศิลปะแห่งความรัญจวน’ ที่แท้จริง
เขามองดูขุนนางคนอื่นที่มัวเมาในนารีและเมรัย บ้างซุกหน้าลงกับทรวงอกอิ่ม บ้างส่งเสียงครางต่ำอย่างลืมตัว เขาจิบสุราที่เหลือ ปล่อยให้รสขมปร่าซ่านไปทั่วลิ้น
“จะมีบ้างไหม... บุปผาที่เบ่งบานเพื่อตนเอง มิใช่เพื่อรอให้แมลงชั้นต่ำมารุมตอม” เขาพึมพำกับตนเอง
ทันใดนั้น แสงเทียนในหอชิงโหลวพลันวูบไหว เสียงจอแจรอบกายเริ่มเงียบสงัดลงทีละน้อย ทุกสายตาถูกตรึงไปยังทิศทางเดียวกัน
แรงดึงดูดบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสโสตประสาท เขาหรี่ตาลง จับจ้องไปยังรัศมีที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านม่านหมอกควันกำยาน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาไม่ใช่ใบหน้า หากแต่เป็นท่วงท่าการเยื้องกรายที่นุ่มนวลราวกับเทพธิดาเดินบนปุยเมฆ
‘ฮวาหลิง’ ก้าวออกมาจากความสลัว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างนางทำให้ความงามนั้นดูราวกับภาพวาดมงคล นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีขาวนวลซ้อนทับด้วยผ้าโปร่งบางสีม่วงคราม ยามขยับกาย ชายผ้าจะเสียดสีกันเกิดเสียงแผ่วเบาที่ฟังดูเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
เอวคอดกิ่วถูกพันธนาการด้วยสายรัดปักดิ้นทอง ขับเน้นทรวงอกอิ่มที่ดันรั้งคอเสื้อออกมาอย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณที่โผล่พ้นอาภรณ์ออกมานั้นขาวผ่องกระจ่างใส ยามต้องแสงเทียนดูราวกับหยกมันแพะชั้นเลิศที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างวิจิตร
เซี่ยอวิ๋นไล่สายตาขึ้นไปยังดวงหน้าของนาง... และนั่นคือวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนลมหายใจถูกช่วงชิงไป
ใบหน้าของฮวาหลิงเรียวเล็กเป็นรูปไข่ เครื่องหน้าทุกส่วนรับกันอย่างไร้ที่ติ คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศรพาดผ่านดวงตาเนตรหงส์ที่หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยดูลึกลับ นัยน์ตาของนางดำขลับเป็นประกายวับวาวราวกับอัญมณีใต้ก้นสระน้ำใส ริมฝีปากอิ่มตึงแต้มสีชาดดูฉ่ำหวานหยาดเยิ้ม... ราวกับรอคอยให้ผู้ใดเข้าไปลิ้มลองรสชาติ สองแก้มเนียนลออมีสีระเรื่อจางๆ ดุจดอกท้อแรกแย้ม
บนมวยผมสูงศักดิ์ประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายบุปผา มีระย้าทองคำทิ้งตัวลงมาคลอเคลียข้างใบหู นางโอบอุ้มพิณผีผาไม้กฤษณาไว้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเรียวสวยดูอ่อนละมุนจนน่าหลงใหล
“นั่นหรือ... ฮวาหลิง...”
เสียงพึมพำชื่นชมจากเหล่าขุนนางดังแว่วมาเพียงแผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของเซี่ยอวิ๋นกลับไร้ซึ่งสำเนียงใดอื่น เขามองดูนางที่เยื้องกรายลงบันไดมาทีละขั้น เท้าเรียวเล็กดุจกลีบบัวในรองเท้าผ้าปักลายมุกวิจิตรโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาให้เห็นเพียงรำไร ท่วงท่าของนางมิได้จงใจยั่วยวนดั่งนางโลมชั้นต่ำที่เขาเพิ่งขับไล่ไป ท่วงทำนองการก้าวเดินนั้นทรงพลัง จนทำให้ลำคอของเขาแห้งผากและร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาของนางทอดต่ำ จดจ่ออยู่เพียงเส้นทางเบื้องหน้า ท่าทางที่ดูสูงส่งและห่างเหินเกินจะเอื้อมถึงนั่นเอง กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นอันป่าเถื่อนที่สุดสำหรับบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเช่นเขา
ฮวาหลิงไม่ใช่เพียงสตรีคณิกา... แต่นางคือดอกโบตั๋นล้ำค่าที่เบ่งบานท่ามกลางดงหญ้าป่า เป็นรัศมีจันทร์กระจ่างที่สาดส่องลงมายังโลกที่มืดบอดและน่าเบื่อหน่ายของเขา
ยิ่งนางดูสะอาดสะอ้านและสูงค่าเพียงใด สัญชาตญาณดิบภายในกายเขาก็ยิ่งร่ำร้องโหยหา... อยากจะครอบครอง บดขยี้ และทำลายความสงบนิ่งนั้นให้ย่อยยับลงคาทาง
ฮวาหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ในที่สุดดวงตาดั่งเนตรหงส์ก็ประสานเข้ากับดวงตาคมปลาบของเซี่ยอวิ๋น
มันเป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวอึดใจ ทว่ากลับยาวนานราวชั่วนิรันดร์ในห้วงคำนึงของเขา นางเคลื่อนกายไปประทับบนแท่นไม้ มือเรียวบางประดุจลำเทียนขาวผ่องประคองคอพิณผีผา ปลายนิ้วที่ตัดแต่งเล็บอย่างงดงามจรดลงบนสายไหม
นางเริ่มกรีดนิ้วร่ายมนต์บทเพลง... ท่วงทำนองนั้นมีชื่อว่า ‘วสันต์คะนึงหา’ มันมิใช่เพลงที่พรรณนาถึงความงามของบุปผาในสวนหลวง หากแต่คือเสียงคร่ำครวญของกลีบดอกไม้ที่กำลังสั่นระริก รอคอยการรุกล้ำจู่โจมจากหมู่มวลภมรอย่างกระสันถึงขีดสุด
เรียวขาขาวผ่องบีบเข้าหากันแน่น นางค่อยๆ กดสะโพกมนลงหามังกรที่แท้จริงที่ยังคงผงาด ความคับแน่นที่สอดประสานจากด้านหลังทำให้ตัวตนของเขาเข้าลึกถึงจุดรัญจวนใจที่สุดจนนางต้องเชิดหน้าแหงนคอขึ้นรับความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด“อ๊า... ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ...”เซี่ยอวิ๋นประคองเอวบางของนางไว้มั่น เขาออกแรงกระแทกเสยขึ้นไปสอดรับกับจังหวะขย่มของนางอย่างรู้ใจ สองมือหนาเอื้อมมาเบื้องหน้าขยำปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง บดบี้ยอดถันที่แดงระเรื่อซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นให้พญาหงส์ครางระงมด้วยความสุขสมที่ล้นปรี่แม้หยาดน้ำสวาทจะไหลย้อนซึมออกมาตามโคนขาและเปรอะเปื้อนบัลลังก์ทองคำที่เคยถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เซี่ยอวิ๋นกระชากสะโพกนางเข้าหาอย่างแรงในทุกจังหวะที่นางกดกระแทกลงมาในจังหวะที่อารมณ์รักพุ่งสูงจนถึงจุดยอด ฮวาหลิงเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเขา แววตานางส่องประกายด้วยความรักใคร่“ใต้เท้า... ฟังข้าน้อยให้ดีนะเจ้าค่ะ... ลูกในท้องของข้าน้อยคือลูกของท่าน... มีเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเท่านั้นที่ข้าน้อยยอมให้หยั่งรากฝากชีวิตในกายนี้”คำสารภาพนั้นประหนึ่งโอสถทิพย์ที่ทำให้
เซี่ยอวิ๋นประคองเรียวขาขาวผ่องของฮวาหลิงให้แยกออกกว้างยิ่งขึ้น แล้วสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปอย่างแช่มช้า เขาจงใจแทรกซอนเข้าไปทีละน้อยเพื่อให้ฮวาหลิงซึมซับความหฤหรรษ์"ดูสิ... รังรักของภรรยาข้าช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้เพียงปลายนิ้วยังต้อนรับข้าด้วยความอบอุ่นถึงเพียงนี้"เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้กลางกายสาวอีกครั้ง ดูดกลีบเนื้อสีหวานทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง สลับกับการใช้ริมฝีปากรวบเอาความอ่อนนุ่มนั้นไว้แล้วออกแรงดึงทึ้งเบาๆ เพื่อเร่งเร้าให้นางทะยานสู่ขอบสวรรค์บนบัลลังก์แห่งอำนาจนี้มือหนาแหวกกลีบบุปผาที่บวมเป่งออกจนเผยให้เห็นเนื้อนุ่มระเรื่อที่สั่นระริกอวดโฉม เซี่ยอวิ๋นใช้เรียวลิ้นสากปาดเลียซ้ำๆ ลงบนจุดไวสัมผัสที่สุดอย่างถี่รัว ลิ้นร้อนตวัดผ่านเนื้อนุ่มที่เต้นตุบตามชีพจร ทำให้ฮวาหลิงแอ่นสะโพกเข้าหาการรุกรานนั้น นางรั้งศีรษะของเขาไว้มั่น เกรงว่าเขาจะหยุดหย่อนการปรนนิบัติที่แสนรัญจวนนี้“ร่องรักของข้าปลิ้นออกมาสู้ลิ้นท่านถึงเพียงนี้แล้ว... ใต้เท้า... ได้โปรดอย่าหยุดนะเจ้าคะ”ฮวาหลิงมิได้เพียงแต่นอนนิ่งเป็นหงส์ในกรงทอง ทว่านางกลับแอ่นสะโพกมนให้ลอยเด่นขึ้นเหนืออาสน์มังกร จงใจจ่อจุดยุทธศาสตร์ที่กำ
ตำหนักเย็น ในเวลานี้ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน ยาจันทราคลั่ง ยาพิษในคราบโอสถรัญจวนที่ฮวาหลิงปรุงขึ้นจากเกสรดอกไม้ต้องห้าม มีฤทธิ์กัดกร่อนสติสัมปชัญญะกลางห้องบรรทม ร่างของอดีตฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ที่ไร้ลวดลายมังกร สภาพของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำแผ่นดินบัดนี้ช่างน่าเวทนาจนหาที่เปรียบไม่ได้ฉลองพระองค์สีเหลืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันหอม เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบสยายยุ่งเหยิง“อึก... หลิงเอ๋อร์... เจ้าอยู่ไหน...”สุรเสียงที่เคยทรงพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงครางพร่าที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ พระองค์ทรงไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะคว้าชายเสื้อของสตรีที่พระองค์ทั้งรักและชังสุดหัวใจ นางกำนัลสี่ห้าคนที่ขยับกายเข้าหาตามคำสั่งของนางพญาผู้ครองอำนาจใหม่นางกำนัลเหล่านั้นปรนนิบัติพระองค์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ฮวาหลิงทิ้งไว้เพื่อตอกย้ำความอัปยศ เจ้าเสวียนจินถูกกักขังอยู่ในภวังค์ความใคร่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ร่างกายของพระองค์ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา พระองค์กระหายสัมผัสอย่างบ้าคลั่งที่มุมมืดหลังม่านฉากกั้น ฮวาหลิงจ้องมอง
“อึก... หลิงเอ๋อร์...” เจ้าเสวียนจินคำรามแผ่วในลำพระศอ เมื่อความร้อนระอุภายในรังรักของนางโอบรัดตัวตนของพระองค์ไว้ประหนึ่งถูกกลืนกินลงสู่มหาสมุทรที่คับแน่นฮวาหลิงมิได้ขยับกายอย่างรวดเร็วเหมือนคราก่อนๆ ทว่านางกลับใช้ความอ่อนตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในหอคณิกา มารังสรรค์บทกวีแห่งกามารมณ์ที่วิจิตรยิ่งกว่าเดิมนางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผ่นหลังโค้งมนประหนึ่งคันศร ปล่อยให้ทรวงอกอิ่มบดเบียดแนบชิดไปกับพระอุระ ขณะที่ช่วงล่างยังคงบีบรัดเน้นย้ำทุกจังหวะการหายใจพระสนมรูปงามขยับสะโพกเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ใช้เข่าทั้งสองข้างยันฟูกหนาไว้มั่น ก่อนจะแอ่นสะโพกขึ้นสูงจนแก่นกายแกร่งเกือบจะหลุดพ้นจากปากทางรัก แล้วจึงทิ้งน้ำหนักกระแทกลงไปใหม่รวดเดียว จังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างมิขาดสายทำให้เจ้าเสวียนจินทรงรู้สึกประหนึ่งถูกมนตราสะกดให้ล่องลอยอยู่ในพายุพระหัตถ์แกร่งที่เคยถือดาบสังหารคน บัดนี้กลับทำได้เพียงยึดสะโพกนางไว้แน่นด้วยความรัญจวนฮวาหลิงพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอย่างแนบเนียน นางเอนกายไปด้านหลังจนเส้นผมยาวสลวยกวาดผ่านแข้งของพญามังกร สองมือค้ำยันลงบนฟูกนุ่มข้างกายของเขา ท่าทางที่เปิดเปลือยทุ
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านพระตำหนักกลางน้ำ สถานที่ลี้ลับที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสระโบกขรณีอันเงียบสงัด ม่านไหมสีขาวบางเบาปลิวไสวสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งปีกของดวงวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินประทับนั่งด้วยวรกายที่แผ่กลิ่นอายคุกคาม ดวงพระเนตรแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความระแวงสงสัย เบื้องหน้าของพระองค์คือฮวาหลิง นางถูกเรียกตัวมายามดึกสงัด ความงามของนางในยามนี้ดูเปราะบางประหนึ่งกลีบบุปผาที่กำลังจะปลิดปลิวเคร้ง!คมดาบวาววับพุ่งเข้าประชิดลำคอระหงของในชั่วพริบตา“โองการลับนั่นเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่หลิงเอ๋อร์... จงบอกความจริงแก่ข้า ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะกระชากวิญญาณของเจ้าออกไปเสีย” เสียงของเจ้าเสวียนจินเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กดข่มไว้จนสั่นพร่าฮวาหลิงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่จุดตาย ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อมรณภัยตรงหน้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานอย่างสุดแสน นางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรมังกรคลั่ง หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา“ฝ่าบาท... ทรงดำริว่าหม่อมฉันจักกล้าทรยศพระองค์เพื่อสิ่งใดหรือเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นางใช้น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่เหลืออยู่บนฝ่ามือลูบไล้ไปตามยอดถันและหน้าพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระองค์ สัมผัสที่ลื่นไหลทำเอาฮ่องเต้ทรงครางหอบออกมาอย่างหมดท่า แววตาที่พระองค์มองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความบูชา ประหนึ่งนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ต้องกราบกรานเพื่อขอเศษเสี้ยวแห่งความสุขสม“เจ้ามันนางแม่มด... หลิงเอ๋อร์...”“หากหม่อมฉันเป็นแม่มด... พระองค์ก็คือเชลยที่หม่อมฉันจะกักขังไว้ในมนต์ขลังนี้ตลอดกาลเพคะ”ฮวาหลิงใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดลงบนจุดกึ่งกลางของพระองค์อย่างจงใจ นางกดสะโพกสวมทับความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนแทรกซอนเข้าสู่กลีบกุหลาบที่แดงระเรื่อ นางจงใจหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้พระองค์สัมผัสถึงความคับแน่นที่ปากทางเข้าที่แสนเย้ายวน เมื่อนางทิ้งน้ำหนักตัวลงจนสุด ตัวตนของพระองค์ก็เข้าลึกถึงจุดที่รัญจวนใจที่สุดทุกครั้งที่ฮวาหลิงขยับโยกสะโพกขึ้นลง กลีบกุหลาบสีสดจะเผยอออกและโอบหุ้มลำมังกรไว้จนมิดชิด ผิวเนื้อที่เนียนละเอียดและนุ่มลื่นขยับรูดรั้งไปตามความยาวที่เส้นเลือดปูดโปน ประหนึ่งดอกไม้กระหายน้ำที่กำลังกลืนกินหยาดน้ำค้างอย่างตะกรุมตะกรามภาพของกลีบเนื้อที่ขยายและโอบรัดความแกร่งกร้าวไว้อย
ตามปกติแล้วยามพลบค่ำที่หอชิงโหลว มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร่ำและเสียงพิณที่หวานซึ้งชวนฝัน ทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องครักษ์เสื้อแพรสวมชุดเกราะสีเข้มถือดาบยาวข้างกาย ยืนประจำจุดทุกๆ ห้าก้าวฮวาหลิงยืนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องภายในห้องพักส่วนตัว เรียวนิ้วที่เคยฝนหมึกอย่
เซี่ยอวิ๋นโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกสัมผัสกับกลิ่นหอมกรุ่นของผิวเนื้อ ริมฝีปากของเขาแตะลงบนรอยเลอะที่เนินอกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งปลายลิ้นร้อนผ่าวออกมาซับน้ำหมึกที่เปียกเยิ้มออกทีละจุด“ฮื่อ... ใต้เท้า...”ฮวาหลิงครางกระเส่าพลางเชิดหน้าขึ้น ลำคอระหงเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม รสชาติของหมึกกวางที่สกัดจาก
พระองค์ทรงเหวี่ยงร่างของนางลงบนตั่งไม้ อาภรณ์ที่เหลือเพียงไม่กี่ชั้นหลุดลุ่ยจนเห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าเสวียนจินมิได้ให้เวลานางได้พักหายใจ ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจขุนเขาถาโถมเข้าหาทันที พระองค์ทรงใช้มือหนาหยาบกร้านจับเข่าทั้งสองข้างของนางแยกออกกว้างจนสุดแรง"แหกขารับของข้าซะ อย่าทำให้ข้า







