ไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมาคือบทพิเศษที่เล่นกับความคาดหวังของผู้อ่านอย่างตั้งใจและละเอียดอ่อน ฉันอยากให้บทนี้เป็นเหมือนหน้าพักหายใจของเรื่องหลัก แต่มองจากมุมของตัวร้ายที่อยู่ปลายทางของชะตากรรมใน 'death is the only ending for the villainess' — ไม่ใช่แค่เล่าเหตุการณ์ซ้ำ แต่เจาะลึกเหตุผลและผลกระทบทางจิตใจหลังความตายหรือการหนีตาย การเริ่มต้นด้วยฉากสั้นๆ ที่เป็นภาพจำ เช่น เสียงกระดิ่งในงานเต้นรำหรือกลิ่นดอกไม้ในสวน แล้วค่อยๆ เปิดเผยความทรงจำที่ทำให้เธอเลือกเส้นทางนั้น จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแรงจูงใจแทนที่จะรู้สึกว่าถูกตัดตอน
ท้ายที่สุดฉันอยากให้บทจบด้วยภาพเล็กๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นไคลแม็กซ์ยิ่งใหญ่ แค่ฉากเช่นเธอจดบันทึกหนึ่งหน้า ส่งต่อของชิ้นเล็กๆ ให้คนที่เคยเกลียดเธอ หรือแม้แต่บทจิตใต้สำนึกที่ทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อคำว่า ‘ความผิด’ — นี่แหละคือบทพิเศษที่ฉันคิดว่าจะทำให้เรื่องราวของ 'Death is the Only Ending for the Villainess' เติบโตขึ้นทั้งในความหมายและในหัวใจของคนอ่าน
บทบาทรองที่ชวนจำที่สุดสำหรับฉันใน 'The Tale of Nokdu' คือคนที่เติมพลังให้กับเรื่องได้แบบไม่ต้องยึดพื้นที่ฉากเยอะนัก — นักแสดงหนุ่มที่ชื่อว่า Kang Tae-oh นี่แหละ เขามีวิธีเล่นที่ทำให้ตัวละครรองกลายเป็นเสาหลักของอารมณ์ทั้งฉากคอมเมดี้และฉากดราม่าได้อย่างลงตัว
ฉันชอบตรงที่เขาไม่พยายามแย่งซีนแต่กลับทำให้ทุกโมเมนต์ที่ปรากฏมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นซีนที่ต้องสร้างเคมีกับตัวละครหลักหรือซีนที่ต้องเคารพจังหวะสังคมแบบยุคโชซอน เขาสร้างความแตกต่างระหว่างตัวประกอบทั่วๆ ไปกับตัวละครที่เราจับตามองได้เลย คนแบบนี้ทำให้ซีรีส์มีสีสันและช่วยชูให้เรื่องหลักน่าสนใจขึ้นตามไปด้วย