1 Answers2026-07-16 18:08:11
เริ่มจากสเปคพื้นฐานก่อนเลย: ฟีเจอร์ 'ดูทุกช่องผ่านแอปสมาร์ท' จริงๆ แล้วไม่ได้ขึ้นกับยี่ห้อหรือรุ่นทีวีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการของทีวีและความสามารถในการติดตั้งแอปของผู้ให้บริการในพื้นที่นั้นๆ โดยทั่วไปทีวีที่รัน Android TV หรือ Google TV จะมีความยืดหยุ่นสูงสุด สามารถติดตั้งแอปสตรีมมิงของผู้ให้บริการท้องถิ่นและสากลได้เยอะ เช่น 'TrueID' หรือ 'AIS Play' รวมถึงแอป IPTV ต่างๆ ทำให้โอกาสที่จะดูช่องต่างๆ ผ่านแอปครบถ้วนมีมากกว่า นอกจากนี้ LG (webOS) และ Samsung (Tizen) ก็รองรับแอปสตรีมมิงหลักๆ และมักจะมีแอปที่ผู้ให้บริการไทยพัฒนามาลงให้ แต่จำนวนและฟีเจอร์อาจไม่เท่ากับ Android TV
ในมุมมองผม ความต่างหลักที่ต้องสังเกตก่อนซื้อคือ 1) มีร้านแอปหรือ App Store ที่รองรับแอปในประเทศหรือไม่ 2) รองรับการถอดรหัส DRM (เช่น Widevine L1) ถ้าต้องการความคมชัดแบบ HD/Full HD กับบางแอป 3) มี DVB-T2 ถ้าต้องการรับทีวีดิจิทัลผ่านเสาอากาศโดยตรง หรือถ้าจะรับผ่านอินเทอร์เน็ตก็ต้องดูว่าแอปรองรับการสตรีมสดครบตามที่ต้องการ ตัวอย่างแบรนด์ที่มักจะรองรับแอปได้ดี เช่น Sony รุ่นที่ใช้ Android TV/Google TV, TCL รุ่นที่ใช้ Google TV, Xiaomi/Philips ที่ใช้ Android TV รวมทั้งบางรุ่นของ Hisense หรือ Samsung QLED/Neo QLED และ LG OLED/webOS รุ่นใหม่ๆ ก็ทำงานได้ดี แต่ระดับการรองรับแอปท้องถิ่นอาจต่างกันไปตามปีและภูมิภาค
ถ้ารู้สึกว่าเลือกทีวีแล้วยังไม่ครอบคลุม ผมมักจะแนะนำตัวเลือกเสริมอย่างกล่องแอนดรอยด์ทีวีหรือสตรีมมิ่งสติ๊กส์ เช่น Chromecast with Google TV, Apple TV หรือ Amazon Fire TV Stick เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มักมีแอปครบและอัปเดตบ่อยกว่า ทำให้สามารถติดตั้งแอปผู้ให้บริการท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น และถ้าจำเป็นก็สามารถใช้การ Cast/Mirroring จากมือถือหรือใช้แอป IPTV Player เพื่อดึงแพ็กเกจช่องที่สมัครไว้มาแสดงบนทีวีได้ด้วย ข้อควรระวังคือบางช่องหรือผู้ให้บริการจะล็อกให้เฉพาะอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองเท่านั้น บางครั้งต้องสมัครบริการกับผู้ให้บริการหรือใช้รหัสยืนยันเพื่อดูแบบสด
สรุปแบบที่ผมชอบคือ ถาอยากได้ความยืดหยุ่นสูงสุด ให้มองหาทีวีที่รัน Android TV/Google TV หรือเตรียมงบเพิ่มสำหรับกล่องสตรีมมิ่งที่รองรับแอปท้องถิ่น แต่ถาชอบอินเตอร์เฟซสวยและระบบเสถียร LG webOS หรือ Samsung Tizen ก็เป็นตัวเลือกดีได้เช่นกัน แค่ต้องเช็กในสเปคและรายการแอปที่รองรับของรุ่นนั้นๆ ก่อนซื้อ สุดท้ายแล้วผมมักเลือกเครื่องที่ใช้งานสะดวกและติดตั้งแอปที่ต้องการได้ครบ เพราะมันทำให้การดูทีวีประจำวันสบายขึ้นและเพลินกว่าเดิมมาก
4 Answers2026-06-29 17:58:02
ทีวีที่รัน Android TV หรือ Google TV มักเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ฉันแนะนำสำหรับการติดตั้งแอปอย่าง 'one31'
ประสบการณ์ตรงที่บ้านฉันคือทีวีจากค่ายอย่าง Sony, TCL หรือ Philips ที่ใช้ Android TV/Google TV เปิดโอกาสให้ลงแอปจาก Google Play ได้ตรง ๆ ซึ่งหมายความว่าแอปของช่องหรือแอปพันธมิตรที่ปล่อยสตรีมสดมักจะดาวน์โหลดและใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมมากนัก
ตอนเลือกรุ่น ฉันชอบสังเกตว่าเครื่องต้องมีเวอร์ชันระบบที่ยังได้รับการอัปเดตและมีสโตร์แอปครบ เพราะมีบางรุ่นเก่าที่ถูกจำกัดร้านแอป ทำให้ติดตั้งไม่ได้ แม้จะเป็น Android แต่เวอร์ชันเก่าอาจไม่มีแอปรุ่นล่าสุด การใช้งานจริงสำหรับฉันแล้วคือความสบายใจที่ได้ทีวีที่มี Play Store ในตัว เพราะการอัปเดตแอปและการจัดการบัญชี Google ทำได้ง่ายและตรงไปตรงมา
4 Answers2026-07-18 16:32:58
มาดูภาพรวมแบบเข้าใจง่ายก่อน: โดยทั่วไป 'ออนไลน์31' จะมีแนวโน้มรองรับสมาร์ททีวีที่มีระบบปฏิบัติการหลักๆ เช่น Tizen ของ Samsung, webOS ของ LG และ Android TV/Google TV ของยี่ห้ออย่าง Sony แต่การรองรับไม่ใช่เรื่องเดียวกันหมดทุกรุ่น เพราะยังขึ้นกับเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการและสเปคเครื่อง
ประเด็นสำคัญที่ฉันมักสังเกตคือรุ่นทีวีที่ออกหลังปี 2017–2018 มักจะติดตั้งร้านแอปที่อัพเดตและรองรับการลงแอปสตรีมมิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ถ้าเจ้าของแอปรองรับ DRM ที่ระดับ Widevine L1 และโค้ดเดคอย่าง HEVC/VP9 ก็ช่วยให้ทีวีสามารถเล่นวิดีโอความละเอียดสูงได้โดยไม่มีปัญหา สายเน็ตที่เสถียรและเฟิร์มแวร์ล่าสุดก็ช่วยได้เยอะ
ถ้าอยากรู้แบบเร็วๆ ให้เช็กชื่อทีวีในเมนูร้านแอปว่ามีแอป 'ออนไลน์31' ให้ดาวน์โหลดหรือไม่ ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นคือใช้กล่องทีวี Android/กล่องสตรีมมิงหรือเชื่อมผ่าน HDMI จากคอมพิวเตอร์ ในประสบการณ์ส่วนตัว วิธีง่ายสุดมักเป็นการอัปเดตเฟิร์มแวร์แล้วเช็คร้านแอปก่อนตัดสินใจซื้อรุ่นใหม่
4 Answers2026-04-17 20:02:28
นี่คือภาพรวมที่ฉันมักจะเล่าให้เพื่อนฟังเวลามีคนถามเรื่องความเข้ากันได้ของแอปนอยทีวี: โดยหลักๆ แอปนี้ออกแบบมาให้รันได้บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS รวมถึงมีเวอร์ชันที่พอร์ตไปยังแพลตฟอร์มทีวีหลายตัว ฉันแยกให้เข้าใจง่ายเป็นสองกลุ่มใหญ่คือมือถือ/แท็บเล็ต กับสมาร์ททีวี/อุปกรณ์สตรีมมิง
ในส่วนมือถือ จะครอบคลุมตั้งแต่มือถือ Android ยอดนิยมอย่างตระกูล Galaxy หรือรุ่นจากแบรนด์จีนที่ใช้ Android ไปจนถึง iPad และ iPhone รุ่นที่ยังได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการอยู่ ส่วนในฝั่งทีวี แอปมักจะมีรุ่นที่พอร์ตสำหรับทีวีที่ใช้ระบบ Android TV ของผู้ผลิตระดับบน เช่น Sony และยังมีเวอร์ชันสำหรับทีวีที่ใช้ระบบของผู้ผลิตโดยตรง เช่น Samsung ที่รันบน Tizen หรือ LG ที่ใช้ webOS การติดตั้งมักมาจากสโตร์ของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Google Play, App Store, Samsung Apps หรือ LG Content Store
พอพูดถึงประสบการณ์ใช้งาน ฉันมักจะแนะนำให้ตรวจสอบความต้องการขั้นต่ำของแอปที่หน้าเพจดาวน์โหลดก่อน เพราะเรื่องประสิทธิภาพวิดีโอ (ความละเอียด, HDR) และการถอดรหัส (codec) จะขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของเครื่องด้วย หากต้องการเชื่อมต่อจากมือถือขึ้นจอใหญ่ บริการแคสต์หรือการใช้กล่อง Android TV ก็เป็นทางเลือกที่สะดวก และการอัปเดตเฟิร์มแวร์ของทีวีมีผลต่อการทำงานของแอปด้วยในภาพรวม
2 Answers2026-03-11 19:49:55
ลองมาดูกันว่าตอนนี้แอปดูละครย้อนหลังของช่อง 3 รองรับสมาร์ททีวีแบบไหนบ้าง เพราะเรื่องนี้มักทำให้หลายคนสับสนเมื่อจะดูละครบนจอใหญ่ ฉันชอบเริ่มจากภาพรวมก่อน: โดยทั่วไป แอปของช่อง 3 จะพยายามลงให้ในแพลตฟอร์มหลัก ๆ ที่ผู้ใช้สมาร์ททีวีทั่วไปใช้กัน เช่น ทีวีที่รัน Android TV/Google TV, ทีวีซัมซุงที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen, และทีวีแอลจีที่ใช้ webOS แต่การมีอยู่จริงของแอปบนแต่ละรุ่นขึ้นกับปีผลิตและพื้นที่จำหน่าย — รุ่นเก่าบางรุ่นอาจไม่มีร้านแอปครบหรือไม่รองรับเวอร์ชันของแอปล่าสุด ฉันเลยมองว่าแทนที่จะคาดหวังว่าทีวีทุกเครื่องจะมีแอป ให้คิดว่ามีสองเส้นทางหลัก: ถ้าทีวีของคุณเป็นรุ่นใหม่จากผู้ผลิตใหญ่ โอกาสเห็นแอปตรง ๆ ในสโตร์ของทีวีสูง ส่วนถ้าเป็นทีวีรุ่นเก่าหรือยี่ห้อเล็ก ๆ อาจต้องพึ่งกล่อง Android TV, สตรีมมิ่งสติ๊ก หรือการแคสต์จากมือถือแทน
วิธีปฏิบัติที่ฉันมักใช้เมื่อจะเช็คความเข้ากันได้คือดูที่สโตร์ของทีวี (Google Play บน Android TV, Samsung Apps, LG Content Store) ถ้ามีแอปที่มีโลโก้ช่อง 3 หรือชื่อที่ชัดเจน ก็เป็นสัญญาณดี แต่ต้องระวังเรื่องโซน/ประเทศด้วย เพราะบางแอปถูกจำกัดเฉพาะประเทศ นอกจากนี้ยังมีทางเลือกกลาง ๆ ที่ฉันชอบใช้เมื่อแอปไม่มีบนทีวี ได้แก่การใช้ 'Chromecast' หรือ AirPlay ถ้าทีวีรองรับ หรือเชื่อมต่อผ่านกล่อง Android TV/สติ๊กที่ใส่ Google Play ได้ วิธีนี้มักแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทีวีทั้งเครื่อง
อีกเรื่องที่ฉันให้ความสำคัญคือการอัปเดตซอฟต์แวร์ของทีวีและแอป บางครั้งแอปใหม่ต้องการเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุดของทีวีเพื่อทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้บัญชีผู้ใช้และการสมัครสมาชิก (ถ้ามีคอนเทนต์พรีเมียม) ก็มีผล — บางฟีเจอร์อาจล็อกการเข้าถึงถ้าไม่ได้ล็อกอินจากอุปกรณ์ที่รองรับ สรุปคือ ถ้ามองแบบใช้งานจริง ให้ลองเช็คสโตร์ของทีวีก่อน ถ้าไม่มี ให้ใช้กล่อง Android TV / Chromecast / AirPlay หรือเชื่อมต่อผ่าน HDMI จากคอมพิวเตอร์ อีกอย่างหนึ่งคืออย่าลืมเช็กประกาศจากช่องหรือหน้าเพจทางการของพวกเขาเกี่ยวกับความเข้ากันได้ของแอป เพราะบางครั้งมีการปล่อยแอปบนแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ทีละช่วง ฉันมักจะเลือกวิธีที่สะดวกและไม่ซับซ้อนที่สุดสำหรับบ้าน — มักจะเป็นการแคสต์จากมือถือถ้าทีวีรองรับ เพราะเร็วและไม่ต้องตั้งค่าเยอะ
3 Answers2026-03-18 01:40:41
บนทีวีที่บ้านฉันมีระบบปฏิบัติการหลายแบบจนบางทีก็สับสนว่าสุดท้ายแอปไหนจะรันได้บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าทีวีเป็นรุ่นที่ออกมาในช่วงไม่กี่ปีหลัง โอกาสที่จะลงแอปหลักๆ ได้สูงมาก
ระบบที่มักพบได้บ่อยคือ Android TV / Google TV, Samsung (Tizen), LG (webOS), Roku TV และ Amazon Fire TV OS ซึ่งแต่ละตัวจะมีร้านแอปของตัวเองและรองรับแอปยอดนิยมอย่าง 'Netflix', 'YouTube' หรือ 'Prime Video' ต่างกันไป การเปิดดูเมนูร้านแอปบนทีวีของคุณคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบว่ามีแอปที่ต้องการไหม
ถ้าเกิดทีวีรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่มีร้านแอปครบ ก็มีทางเลือกคือใช้กล่องสตรีมมิงหรือสติ๊กเสียบกับ HDMI เพื่อเพิ่มแอปที่ต้องการไว้เป็นทางลัด ส่วนตัวมักจะมองหาเครื่องที่มีการอัปเดตเฟิร์มแวร์บ่อย เพราะมันหมายถึงความน่าจะเป็นในการได้แอปเวอร์ชันใหม่ ๆ มากกว่า เดี๋ยวนี้การค้นหาด้วยเสียงและการจับคู่กับมือถือก็ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น เห็นบ่อยว่าคนเริ่มสนใจความเสถียรและการอัปเดตมากกว่าความละเอียดแค่ตอนซื้อทีวีเท่านั้น
5 Answers2026-04-08 21:52:16
เคยสงสัยเหมือนกันว่าแอปไหนบนสมาร์ททีวีดู 'ช่อง 24' ได้บ้าง — สรุปจากประสบการณ์ของผมคือมีแนวทางหลัก ๆ ที่มักได้ผล: แอปของผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่กับแอปของสถานีเอง รวมถึงช่องสตรีมสดบนแพลตฟอร์มวิดีโอทั่วไป
โดยปกติจะพบว่าแอปอย่าง 'TrueID' หรือ 'AIS Play' มักรวมช่องทีวีสดไว้หลายช่อง และบางสถานีก็มีแอปของตัวเองที่ให้สตรีมสดโดยตรง ทำให้สามารถรับชมรายการช่อง 24 ผ่านสมาร์ททีวีได้ถ้าแอปนั้นรองรับระบบปฏิบัติการของทีวีคุณ นอกจากนี้ถ้าช่องมีการไลฟ์บน 'YouTube' บัญชีทางการ ก็จะสามารถดูผ่านแอป 'YouTube' บนทีวีได้เช่นกัน
สุดท้ายต้องเตือนว่าแต่ละทีวีระบบต่างกัน (Android TV, Tizen, webOS ฯลฯ) และบางแอปอาจต้องสมัครสมาชิกหรือใช้รหัสพื้นที่ ดังนั้นถ้าผมจะนั่งดูรายการโปรดจากช่อง 24 ผมมักเช็คแอปในสโตร์ของทีวีก่อนแล้วค่อยเลือกวิธีที่สะดวกที่สุด
3 Answers2026-03-04 21:46:20
ยุคนี้ทีวีสตรีมมิ่งระดับ 4K ไม่ได้เป็นแค่ของแต่งบ้านหรูอีกต่อไป — มันกลายเป็นมาตรฐานสำหรับหนัง ซีรีส์ และบางคอนเทนต์สดที่ต้องการรายละเอียดและสีสันมากขึ้น
ผมมักแนะนำให้เริ่มจากแอปใหญ่ๆ ที่มีคอลเล็กชัน 4K ชัดเจน เช่น 'Netflix' (ต้องเป็นแพ็กเกจพรีเมียมเพื่อดู 4K), 'Amazon Prime Video' (มีบางเรื่องใน 4K), 'Disney+' (หลายเรื่องรองรับ UHD), และ 'Apple TV+' (งานออริจินัลส่วนใหญ่มีให้แบบ 4K HDR) แอปพวกนี้จะเด่นตรงคอนเทนต์ออนดีมานด์ที่มีระบบจัดการบิตเรตและ HDR ทำให้ภาพดูชัดและมีมิติ อีกช่องทางที่ผมใช้บ่อยคือ 'YouTube' — ทั้งวิดีโออัปโหลดและการถ่ายทอดสดบางรายการรองรับ 4K, เหมาะสำหรับคอนเสิร์ตหรือสตรีมเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ต้องไม่ลืมเรื่องฮาร์ดแวร์และเงื่อนไข: ทีวีต้องรองรับ 4K/60Hz, พอร์ต HDMI ควรเป็นเวอร์ชันที่รองรับ HDCP 2.2 หรือสูงกว่า, อุปกรณ์สตรีมเช่น 'Apple TV 4K', 'Chromecast with Google TV', 'Amazon Fire TV Stick 4K' หรือ 'Roku Ultra' ช่วยให้แอปเหล่านี้เล่น 4K ได้ ถ้าเน็ตไม่พอ (โดยทั่วไปแนะนำอย่างน้อย 25 Mbps สำหรับ 4K HDR แบบมั่นใจ) ภาพจะถูกลดความละเอียดลง ผมมักปรับค่าในแอปและทีวีให้ตรงกัน แล้วสังเกตว่ามีป้าย 4K/UHD หรือ HDR ขึ้นตอนเล่นหรือไม่ — วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจว่ากำลังดูคอนเทนต์ในคุณภาพสูงสุดที่ระบบเอื้อต่อได้
4 Answers2026-05-21 11:58:11
การจะหาโทรทัศน์ที่เหมาะกับการดูทีวีออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงต้องคิดทั้งเรื่องระบบปฏิบัติการ ความเสถียรของแอป และฮาร์ดแวร์ที่ทนทานต่อการทำงานต่อเนื่อง ฉันมักให้ค่าน้ำหนักกับทีวีที่มีระบบปฏิบัติการที่อัพเดตบ่อยและมีร้านแอปที่ครบ เช่น Android TV/Google TV หรือ Tizen เพราะแอปสตรีมมิ่งหลัก ๆ อย่าง 'YouTube' และแอปไทยอย่าง 'TrueID' มักทำงานได้ลื่นบนแพลตฟอร์มเหล่านี้
จากมุมมองการใช้งานจริง ฉันชอบทีวีที่มีพอร์ต LAN และรองรับ Wi‑Fi 6 เพื่อสัญญาณที่เสถียรเมื่อสตรีมตลอดทั้งวัน รุ่นระดับพรีเมียมที่ผมมักแนะนำให้เพื่อนคือซีรีส์ที่ให้การระบายความร้อนดีและมีระบบจัดการพลังงาน เช่นบางรุ่นในตระกูล Sony BRAVIA XR หรือ LG C2/C3 (OLED) เพราะภาพและการจัดการเฟรมทำได้ดีสำหรับคอนเทนต์หลากหลาย แต่ถางบจำกัด รุ่นจาก Samsung ที่ใช้ Tizen ก็เป็นตัวเลือกที่มั่นคงและมีแอปไทยครบ อีกข้อแนะนำจากฉันคือถ้าต้องการความทนทานจริง ๆ ให้พิจารณาใช้อุปกรณ์สตรีมภายนอกสำรอง เช่นกล่อง 'Apple TV' หรือ 'Chromecast with Google TV' กับทีวีที่มีฮาร์ดแวร์พื้นฐานดี จะช่วยลดปัญหาเรื่องอัพเดตและรีสตาร์ทเครื่องบ่อย ๆ
สรุปแบบไม่เป็นทางการ: มองที่ความเสถียรของระบบปฏิบัติการ การเชื่อมต่อ (LAN/Wi‑Fi 6) และความสามารถในการจัดการความร้อน เพราะการเปิดดูแบบ 24 ชั่วโมงไม่ได้ต้องการแค่ภาพสวย แต่ต้องการความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือ ซึ่งประสบการณ์ของฉันบอกว่าการเลือกยี่ห้อที่มีการอัพเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอกับพอร์ตเชื่อมต่อครบ จะทำให้การดูทีวีออนไลน์ยาว ๆ เป็นไปอย่างสบายใจ
3 Answers2026-07-31 10:51:50
หลายยี่ห้อสมาร์ททีวีรองรับการติดตั้งแอป 'ช่องวัน' แต่รายละเอียดจริงๆ ขึ้นกับระบบปฏิบัติการและรุ่นของทีวีนั้นๆ
จากที่เจอมา ทีวีที่ใช้ระบบ Android TV / Google TV มักจะติดตั้งแอปได้ตรงผ่าน Google Play Store ซึ่งรวมถึงยี่ห้ออย่าง Sony หรือ TCL รุ่นที่เป็น Android TV การดาวน์โหลดและอัปเดตจะสะดวกที่สุดเพราะระบบเดียวกับมือถือ Android ทำให้เขียนรีโมตหรือใช้คีย์บอร์ดบนจอได้ง่าย ส่วนทีวีของแบรนด์ใหญ่ที่ใช้ระบบของตัวเอง อย่าง Samsung (Tizen) หรือ LG (webOS) ก็มีโอกาสเจอแอป 'ช่องวัน' อยู่ในร้านแอปของแต่ละค่าย แต่ความพร้อมจะต่างกันไปตามปีที่ออกและประเทศที่ขาย
ทางเลือกที่ผมมักแนะนำเมื่อทีวีไม่มีแอปโดยตรงคือการใช้กล่องทีวีแยก เช่น กล่อง Android TV/Google TV ยี่ห้อทั่วไป หรือใช้อุปกรณ์สตรีมมิ่งที่รองรับการติดตั้งแอปแทน วิธีนี้ช่วยให้ทีวีรุ่นเก่าหรือทีวีที่ร้านแอปไม่มีให้ดาวน์โหลดก็ยังดูได้ แต่ก็ต้องระวังเรื่องบัญชี Google/region เพราะบางแอปอาจล็อกภูมิภาคไว้ ถ้าจะใช้งานจริงๆ ให้ตรวจสอบในร้านแอปของทีวีหรือรีโมตว่ามีไอคอนของ 'ช่องวัน' ก่อน และอย่าลืมอัปเดตเฟิร์มแวร์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้ากันได้ เห็นวิวัฒนาการแบบนี้แล้วรู้สึกว่าเทคโนโลยีทำให้เลือกดูง่ายขึ้นแต่วิธีที่ได้ผลสุดจะเป็นการลองดูบนอุปกรณ์จริง