LOGIN
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาวบรรยากาศก็เริ่มเย็นสบาย ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ดูสงบ แต่สำหรับนักเขียนสาวที่มีโลกส่วนตัวสูงอย่างแก้ม ภูริตา นั้นกลับเป็นวันที่แสนจะวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องขนของเข้าที่อยู่ใหม่ สาเหตุเนื่องจากที่อยู่เก่าเสียงดัง วุ่นวาย ทำให้ไม่มีสมาธิในการเขียนนิยาย
“เฮ้ยย เหนื่อย กว่าจะเสร็จ รู้ยังงี้ให้คนมาช่วยก็ดี” เสียงบ่นของนักเขียนสาวที่พึ่งจัดห้องใหม่เสร็จแล้ว หลังจากพักเหนื่อยก็หยิบโทรศัพท์รายงายแม่บังเกิดเกล้าด้วยน้ำเสียงเหนื่อยออ่อน
“ฮัลลโหลแม่ แก้มย้ายของและจัดห้องเสร็จแล้วนะ” บอกมารดาด้วยเสียงเหนื่อยๆ
“เป็นไงล่ะเหนื่อยละสิ แม่บอกแล้วว่าจะไปช่วยก็ไม่ยอม" เสียงบ่นมาตามสาย
“ไม่เหนื่อยมากหรอกแม่ อีกอย่างไม่อยากรบกวนแม่ด้วย”
“ยะ แล้วที่ใหม่เป็นไงมั้ง โอเคไหม”
“โอเคเลยแม่ เงียบสงบ ปลอดภัย บรรยากาศดี ราคาก็โอเค เหมาะกับการทำงานของแก้ม"
“อืม ๆ แล้วจะกลับบ้านวันไหน แม่จะได้เตรียมของโปรดไว้ให้” พูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“น่าจะช่วงปีใหม่อ่ะแม่”
“โอเคๆ งั้นแกก็พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวปีใหม่เจอกัน”
“ค่ะ สวัสดีค่ะแม่” หลังจากวางสายมารดาบังเกิดเกล้า สาวนักเขียนก็เริ่มเข้าครัวหาอะไรกินด้วยเมนูง่ายๆ ที่กินประจำ อย่างข้าวไข่เจียว หลังจากกินข้าวจนอิ่มท้องแล้ว ก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ซื้อของเข้าห้องเลย นักเขียนสาวจึงออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าใกล้คอนโด
หลังจากซื้อของจนครบ ก็แวะเข้าสำนักพิมพ์เพื่อไปหา บก ของสำนักพิมพ์ที่เธอเป็นนักเขียนอยู่นั่นเอง ซึ้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนสนิทนามว่าพราวฟ้า ลูกสาวเจ้าของสำนักพิมพ์ที่เรียนมาด้วยกันนั้นเอง
“สวัสดีค่ะ บก พราวฟ้าคนสวย” แก้มเปิดประตูห้องทำงานเพื่อนรักแล้วทักทายเสียงสดใส
“ไงยะ ย้ายห้องเป็นไงมั้ง” พราวฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
“เอาจริงๆ นะ เหนื่อยมากกกก”
“สมน้ำหน้าฉันจะให้ลูกน้องพ่อฉันไปช่วยก็ไม่ยอม”
“แกกับแม่ฉันนี่พูดเหมือนกันเป๊ะเลยนะ”
“ก็มันจริงนี่ แล้วมาหาฉันนี่มีอะไร ยังไม่ถึงเวลาส่งต้นฉบับนี่” ถามออกไปด้วยความสงสัย
“คืนนี้แกว่างไหม ไปนั่งดื่มเหล้าพร้อมกับนั่งมองผู้ชายกัน เผื่อได้” นักเขียนสาวพูดพร้อมกับขยิบตาใส่เพื่อนรักด้วยใบหน้าทะเล้น
พราวฟ้ากรอกตาไปมาเมื่อเพื่อนรักพูดจบ ว่างไม่ได้เป็นชวนไปดื่มเหล้าไปดูผู้ชาย นี่มันไม่คิดจะหาแฟนไว้ควงแขนไปไหนมาไหนบ้างเลยหรือไงจะได้ไม่ต้องมารบกวนเพื่อนอย่างเธอ อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่อย่างว่าละนะเห็นชวนไปดูผู้ชายอย่างนี้เถอะ มันก็พูดไปงั้นแหละ คนที่เข็ดที่กลัวความรักอย่างมันเนี่ยนะจะไปดูผู้ชาย พลางคิดในใจว่าผู้ชายแบบไหนกันนะที่จะมาสอยยัยนักเขียนนี่ลงจากคาน
"ตลอดเลยนะแก" พูดด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญไปงั้น ยังไงก็ต้องไปกับยัยนี่อยู่ดี เพราะภูริตาคือเพื่อนสนิทคนเดียวของเธอ
“เหอะน่า อย่าบ่น คืนนี้เจอกันที่เดิม 3 ทุ่มนะ ไปเตรียมตัวก่อนละนะ” พราวฟ้าส่ายหัวด้วยความระอากับเพื่อนรัก
เวลา 21.00 น หน้าร้านอาหารกึ่งผับ เมื่อสองสาวเพื่อนสนิทเดินทางมาถึง พร้อมกับจอดรถกันเรียบร้อยแล้ว ต่างก็พากันเดินเข้าข้างในด้วยความเคยชิน โดยนักเขียนสาวใส่เดรสสายเดี่ยวสีเปลือกมังคุด ส่วน บก สาวใส่เดรสสีครีม เมื่อเดินเข้ามาในร้านทำให้เป็นจุดสนใจ เพราะสองสาวมีลักษณะแตกต่างกันคนนึงน่าค้นหาอีกคนก็ดูเฟรนลี่ เมื่อมาถึงโต๊ะสองสาวก็เริ่มสั่งอาหารพร้อมคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระ
อีกฟากบนชั้นสองของร้านอาหาร ห้องกระจกวีไอพีที่สามารถมองไปได้ทั่วร้านแต่ข้างล่างไม่สามารถมองเห็นข้างบนในห้องได้ ซึ้งเป็นห้องของปราชญ์เจ้าของร้านอาหารกึ่งผับนี้ โดยมีไว้สังสรรค์กับเพื่อนที่สนิทมากๆ หรือคนสำคัญมากๆ และตอนนี้ก็มีเพื่อนที่สนิทมากอย่างพีระวัฒน์อยู่ด้วย
“มึงมองอะไรว่ะไอ้เป็ก เห็นมองอยู่นานแหละ” เมื่อเห็นเพื่อนรักเอาแต่มองไปด้านล่างของร้านจึงเอ่ยถามขึ้น
“ป่าว” ปากปฏิเสธเพื่อนแต่สายตายังไม่ละไปจากที่มองอยู่ ปราชญ์จึงมองตามไป ทำให้เห็นว่าเพื่อนรักมองอะไรอยู่
“นึกว่ามองอะไรที่แท้ก็มองสาว แต่เอ๊ะ นั้นมันยัยพราวฟ้านี่” เมื่อปราชญ์พูดออกมาอย่างนั้น ทำให้พีระวัฒน์หันกลับมามองเพื่อนรัก พร้อมเอ่ยถาม
“มึงรู้จักเขาด้วยเหรอ” ถามเพื่อนรักด้วยความสงสัย
“รู้จักดีเลยแหละ ก็ยัยนี่แหละที่แม่ฉันจะให้แต่งงานด้วย” ปราชญ์บอกเพื่อนรักพร้อมกระดกเหล้าเข้าปากไปด้วย
“คนไหน” พีระวัฒน์ถามเพื่อนรักอย่างลุ้นๆ ว่าใช่คนเดียวกับที่เขาเล็งไว้ไหม
“คนที่ใส่ชุดสีครีมไง” เมื่อได้ยินเพื่อนรักบอกแบบนั้นทำให้พีระวัฒน์ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เป็นคนละคนกะที่เขาเล็งไว้
“แล้วมึงสนใจคนไหน” ปราชญ์เองก็ถามเพื่อนรักอย่างสนใจใคร่รู้
“ไม่ใช่ว่าที่เมียมึงก็แล้วกัน” บอกเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี เลยได้สายตามองค้อนจากเพื่อนรักมาหนึ่งที
“ยัยแก้มนี่แกกินเหล้าให้มันเบาๆ หน่อย กินเหมือนไม่เคยกิน” บก สาวเตือนเพื่อนรักที่กินเหล้าตั้งแต่ก้นถึงโต๊ะ
“นิดหน่อยเอง ไม่เมาหรอกน่า” บอกเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าแกเมาฉันจะทิ้งแกไว้ที่นี่ คอยดู" บอกเพื่อนรักอย่างคาดโทษ
“ยัยเพื่อนใจร้ายย เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำแปปนะ” ตัดพ้อเพื่อนรักเสร็จก็บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ
“ให้ฉันไปเป็นเพื่อไหม”
"ไม่ต้อง สบายมากแค่นี้จิ๊บๆ"
เมื่อพีระวัฒน์เห็นสาวที่หมายปองเดินออกจากโต๊ะและมุ่งตรงไปทางห้องน้ำจึงหันไปบอกเพื่อนรักว่าจะไปเข้าห้องน้ำ พร้อมกับเดินออกมาเลย ทำให้เพื่อนรักอย่างปราชญ์ถึงกับ งง ว่ามันจะไปเข้าห้องน้ำที่ไหนทั้งๆ ที่ห้องนี้ก็มีห้องน้ำ แต่เมื่อหันไปมองด้านล่างแล้วเห็นว่าเหลือหญิงสาวคู่กัดของเขานั่งอยู่คนเดียว ทำให้ปราชญ์พยักหน้าเข้าใจเพื่อนรักว่าทำไมมันถึงไปเข้าห้องน้ำข้างล่าง
ด้านหญิงสาวเมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินออกจากห้องน้ำ ซึ่งระหว่างทางโค้งที่จะพ้นห้องน้ำนั้น ก็ได้เดินชนกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินสวนมาเข้าอย่างจัง ทำให้หญิงสาวเซจะล้มดีที่ชายหนุ่มรับไว้ทัน ทำให้นักเขียนสาวตกอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มแทน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับชายหนุ่มรูปหล่อ จมูกโด่ง ตาคม ผิวเข้ม แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบผลักชายหนุ่มออกทันที
“ขอโทษค่ะ” นักเขียนสาวเอ่ยขอโทษพร้อมจะเดินออกมา แต่ก็มีเสียงเรียกไว้ก่อนที่จะได้เดินออกมา
“เดี๋ยวครับ เดินชนผมแล้วแค่ขอโทษอย่างเดียวเองหรอครับ” เมื่อได้ยินแบบนั้นทำให้นักเขียนสาวหลังหลับมามองหน้าชายหนุ่มทันที
“ฉันก็ขอโทษคุณไปแล้วนี่ไง”
“แต่ผมอยากได้มากกว่าคำขอโทษนี่ครับ” ชายหนุ่มบอกอย่างยียวน
“มากกว่าคำขอโทษ แล้วอยากได้อะไรมิทราบ” ถามชายหนุ่มตรงหน้าอย่างมีอารมณ์
“ผมอยากทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ ผมพีระวัฒน์หรือจะเรียกว่าเป็กก็ได้ครับจะได้ดูสนิทกัน” ชายหนุ่มแนะนำตัว
“ขอโทษนะค่ะ แต่ฉันคิดว่าไม่จำเป็นค่ะ เพราะเราคงไม่ได้เจอกันอีก ขอตัวนะค่ะ” เธอละเกลียดที่สุดผู้ชายประเภทเจ้าชู้หลีสาวไปทั่วแบบนี้ เมื่อบอกชายหนุ่มเสร็จก็หันหลังเดินออกมาจากตรงนั้นทันที ทำให้หญิงสาวไม่เห็นสายตาคมเข้มที่เขาใช้มองเธอตอนที่เดินออกมา ถ้าหญิงสาวได้เห็นคงต้องรีบหนีให้เร็วและให้ไกลที่สุด เพราะสายตาที่ชายหนุ่มใช้มองนั้นมันเป็นสายตาของราชสีห์ที่ใช้มองเหยื่อที่ตนเองหมายปองและพร้อมจะขย้ำ พีระวัฒน์หัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมบอกกับตัวเองว่าเราจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน
ฝากผลงานักเขียนด้วยนะค่ะ
หลังจากที่ได้คำตอบของความรู้สึกที่ตัวเองมีให้ชายหนุ่มแล้ว หญิงสาวก็นัดชายหนุ่มออกไปกินข้าวข้างนอก โดยที่หญิงสาวนั้นจองร้านอาหารที่อยู่บนตึกที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก“วันนี้คิดยังไงถึงชวนผมมากินอาหารที่นี่” ชายหนุ่มถามออกไปขณะที่อยู่ในลิฟท์“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากมากินเฉยๆ ““วันนี้คุณทำตัวแปลกๆ นะ”“แปลกตรงไหน”“ก็คุณ..” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบลิฟท์ก็เปิดออกพอดี“ถึงแล้ว” พูดจบหญิงสาวก็จับมือชายหนุ่มให้เดินตามตัวเองไปยังร้านอาหารที่จองไง“สวัสดีค่ะ ได้จองไว้หรือเปล่าค่ะ”“จองไว้ค่ะ”“ไม่ทราบว่าจองชื่ออะไรค่ะ”“ภูริตาค่ะ” หลังจากที่พนักงานเช็คชื่อที่จองตรงกันก็เชิญทั้งคู่เข้าไปด้านในทันที“เชิญด้านนี้ค่ะ”“ค่ะ”เมื่อเข้ามาด้านในก็พบเข้ากับบรรยากาศของร้านที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวเพราะแต่ละโต๊ะค่อนข้างจะห่างกัน“โต๊ะนี้ค่ะ ที่ลูกค้าจองไว้” พนักงานหันมาบอกหนุ่มสาวทั้งสองที่เดินตามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร“ขอบคุณค่ะ”“เชิญครับคุณผู้หญิง” พูดจบชายหนุ่มก็เลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่ง“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวรับคำด้วยรอยยิ้มกับท่าทางของชายหนุ่ม“เมนูค่ะ”“ขอบคุณครับ คุณอยากทานอะไรเป็นพ
หลังจากที่กลับมาจากบ้านสวนหญิงสาวก็เริ่มทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับชายหนุ่มกันแน่ และที่ปรึกษาที่ดีที่สุดคงไม่พ้นเพื่อนรักอย่างพราวฟ้าตูดดด“ยัยพราวแกทำอะไรอยู่” เมื่อพราวฟ้ากดรับโทรศัพท์หญิงสาวก็กรอกเสียงลงไปทันที“ไม่ได้ทำอะไร ว่าแต่ช่วงนี้หายไปเลยนะ ติดเด็กเหรอย่ะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อนสาว“ติดบ้าอะไร”“เหรอค่ะ”“เย็นนี้แกว่างไหม ไปร้านเจ้แก้วกัน”“มีเรื่องอะไรถึงชวนไปร้านเจ้แก้ว”“มีเรื่องจะปรึกษา งั้นเย็นนี้เจอกันนะ”“โอเค เจอกัน”ภายในร้านอาหารริมแม่น้ำหญิงสาวกำลังนั่งมองสายน้ำที่ไหลไป พร้อมกับคิดถึงเรื่องของตัวเองกับชายหนุ่มไปด้วย“นั่งเหม่อคิดอะไรอยู่จ๊ะ” เจ้แก้วเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับถามคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่“ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยน่ะเจ้”“แน่ใจ ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเด็กนั่นอยู่หรอกเหรอ” เมื่อได้ยิมแบบนั้นทำให้หญิงสาวยิ้มแหย่ๆ ออกไป“มีเรื่องอะไรที่แก้มปิดเจ้ได้บ้าง” พูดจบหญิงสาวก็ยกเครื่องดื่มขึ้นมาจิบแก้เก้อ“โน้นมาแหละ ที่ปรึกษาตัวแสบ” เจ้แก้วพยักหน้าไปทางพราวฟ้าที่เดินตรงมาที่โต๊ะที่ทั้งสองกำลังนั่งอยู่“เหมือนเดิมเจ้” พราวฟ้าสั่งเครื่องดื่มทันท
เมื่อตกลงใจว่าจะพาชายหนุ่มไปบ้าน หญิงสาวก็โทรบอกแม่ว่าจะพาคนไปแนะนำให้รู้จัก"ฮัลโหล ว่าไง" แม่หญิงสาวกรอกเสียงไปตามสาย"อาทิตย์นี้แก้มกลับบ้านนะ จะพาคนไปแนะนำให้รู้จัก" หญิงสาวบอกทันทีที่ปลายสายรับโทรศัพท์"จะพาแฟนมาบ้านรึไง" ปลายสายถามหยั่งเชิง"ก็ทำนองนั้น""แล้วเขาเป็นคนที่ไหน อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร พะ......." เมื่อได้ยินแบบนั้นปลายสายก็รั่วคำถามมาทันที"พอก่อนๆ เอาไว้ซักเจ้าตัวเขาเองนะ" หญิงสาวรีบห้ามเมื่อปลายสายรั่วคำถามมา"จะซักให้ขาวเลยคอยดู""ค่าา แค่นี้นะค่ะ" แล้วหญิงสาวก็รีบวางสายทันทีเมื่อถึงวันที่จะไปบ้านหญิงสาว ชายหนุ่มก็รู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก กลัวว่าตัวเองจะไม่ถูกใจว่าที่พ่อตาแม่ยาย ทำให้หญิงสาวต้องส่ายหน้าอย่างขบขันกับความกังวลของชายหนุ่ม"คุณ คุณว่าผมแต่งตัวเป็นยังไง โอเคไหม" พูดจบก็หมุนตัวให้หญิงสาวดู"นี่นายถามฉันตั้งแต่บนห้องจนถึงลานจอดรถนายก็ยังถามฉันอีกเนี่ยนะ" หญิงสาวส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ"ก็ผมตื่นเต้นนี่ กลัวจะแต่งตัวไม่ถูกใจว่าที่พ่อตาแม่ยาย" ชายหนุ่มบอกอย่างกังวล"พ่อกับแม่ฉันน่ะเป็นชาวสวนไม่เรื่องมากหรอก อะไรก็ได้ แค่เป็นคนดีไม่ทำให้ลูกสาวเขาเสียใจก็
เช้าวันใหม่ หลังจากที่ผ่านค่ำคืนแสนหวาน ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน เป็นชายหนุ่มที่ตื่นมาก่อนแต่ยังไม่ได้ลุกไปไหน เขานอนมองหญิงสาวที่กำลังหลับอยู่ พลางคิดว่าถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเจอหญิงสาวหลับอยู่ในอ้อมกอดเขาแบบนี้ทุกวันเขาคงจะมีความสุขมาก เมื่อคิดได้ก็โน้มใบหน้าไปคลอเครียอยู่ที่ซอกคอหญิงสาว"อืมมม...อย่าแกล้งได้ไหม คนจะนอน" หญิงสาวครางอย่างรำคาญทั้งที่ยังไม่ลืมตาพร้อมกับหันหน้าหนี ชายหนุ่มได้ยินก็อมยิ้มอย่างเอ็นดู"ขี้เซาจริงๆ ตื่นได้แล้ว" เมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มกระซิบอยู่ข้างๆ หูก็ทำให้หญิงสาวค่อยๆ งัวเงียลืมตาขึ้นมา หลังจากปรับแสงได้แล้วก็สบเข้ากับในตาของชายหนุ่มที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หญิงสาวนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำให้หญิงสาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าวเขินอายขึ้นมาทันที เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของหญิงสาวก็ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ กับความน่ารักของหญิงสาว แล้วก็ค่อยๆ โน้มใบหน้าลงไปจูบหญิงสาวอย่างอ่อนโยนเนินนาน "พะ...พอแล้ว" เมื่อรู้สึกหายใจไม่ทันหญิงสาวก็ดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม แล้วคิดว่าที่ได้ไปเมื่อคืนยังไม่พออีกเหรอ ไอ้คนไม่รู้จักพอ"สำหรับผมเท่าไหร่ก็
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่างในห้องนอนของชั้นบนสุดของคอนโดหรู หลังจากที่ผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนปราชญ์นอนมองพราวฟ้าที่ตอนนี้หลับตาพลิ้มอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง“ตื่นได้แล้ว” ปราชญ์พูดจบก็ก้มหน้าลงไปซุกไซร้ที่ซอกคอขาวของพราวฟ้าอย่างอดใจไม่ไหว“อือออ อย่ากวนได้ไหม ฉันง่วง” พูดจบพราวฟ้าก็หันหน้าหนีสิ่งที่กำลังรบกวนการนอนของเธอ“ถ้าคุณไม่ตื่น ผมลักหลับคุณแน่” ปราชญ์ก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างใบหูของพราวฟ้าพร้อมกับแลบลิ้นออกมาหยอกเย้าที่ใบหูขาวสะอาดของพราวฟ้าเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำให้พราวฟ้าจำเป็นต้องลืมตาตื่นขึ้นมาจากความง่วงงุนเพราะกลัวว่าปราชญ์จะทำอย่างที่พูดจริงๆ ซึ่งพราวฟ้าก็ได้สัมผัสมากับตัวจากเมื่อคืนแล้วว่าปราชญ์นั้นเป็นผู้ชายไม่รู้จักพอ ขนาดเธออ้อนวอนขอให้หยุดปราชญ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตามคำขอของเธอสักนิด จนเธอสลบคาอกเขานั่นแหละปราชญ์ถึงยอมหยุด“นายมีอะไร” พราวฟ้าหันมามองหน้าปราชญ์ด้วยความไม่พอใจที่ปราชญ์ปลุกเธอทั้งที่เธอนั้นแสนจะง่วง“ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เมื่อเห็นว่าพราวฟ้ายังนอนมองหน้าตัวเองนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน ปราชญ์จึงเอ่ยประโยคเด็ดออกมา ซึ่งเมื่อพราว
ภายในผับหรูที่มีเสียงดนตรีเปิดคลอเบาๆ กับบรรยากาศมืดสลัว พราวฟ้ากำลังนั่งดื่มเหล้าพร้อมกับปลดปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง“มาคนเดียวเหรอครับ” เสียงชายหนุ่มแปลกหน้าเดินเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น“แล้วเห็นว่ามากี่คนล่ะค่ะ” พราวฟ้าตอบกลับไปด้วยสายตาหวานเยิ้มเนื่องจากดื่มไปพอสมควรแล้ว“ผมขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”“ตามสบายค่ะ”“ผมชื่อภัทร ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ”“พราวฟ้าค่ะ” ในขณะที่พราวฟ้ากำลังนั่งคุยกับชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่นั้น ด้านบนชั้นสองของผับปราชญ์ที่กำลังนั่งดื่มเพียงลำพังก็มองลงมาที่พราวฟ้าด้วยสายตาไม่พอใจที่เห็นพราวฟ้าพูดคุยหัวเราะกับชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างมีความสุขหลังจากที่นั่งคุยกับชายหนุ่มมาได้สักพักพราวฟ้าก็ขอตัวกลับก่อนเนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเมาแล้ว“พราวขอตัวกลับก่อนนะค่ะ รู้สึกเหมือนจะไม่ไหวแล้วค่ะ”“ให้ผมไปส่งไหมครับ”“ไม่เป็นไรค่ะ พราวกลับเองได้ ขอตัวนะค่ะ” คงเพราะดื่มไปเยอะเพียงแค่ลุกขึ้นยืนพราวฟ้าก็ทำท่าจะเซ ทำให้หายหนุ่มต้องรีบเข้ามาประคองพราวฟ้าทันที“เดี๋ยวผมไปส่งดีกว่านะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็ประคองพราวฟ้าออกไป เมื่อเดินมาถึงรถชายหนุ่มก็ประคองพราวฟ้าขึ้







