ปี 2007 เป็นปีที่แฟนหนังเวทมนตร์ชาวไทยได้ไปดู 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' บนจอใหญ่ ภาพจำด้านนอกคือแผ่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่ตามห้างและโรงหนัง ส่วนภายในคือเสียงซุบซิบของคนดูที่พยายามคาดเดาพล็อตและตัวละคร หลายคนยังคงพูดถึงฉากฝึกคาถาและการเผชิญหน้าที่เข้มข้น เหตุการณ์แบบนี้ทำให้รู้ว่าแม้หนังซีรีส์จะยาวขนาดไหน แต่การได้ชมพร้อมเพื่อนร่วมชั้นหรือแก๊งยังให้ความรู้สึกพิเศษกว่าการดูคนเดียวที่บ้าน
ความทรงจำหนึ่งที่ยังสดชื่นคือการยืนต่อคิวในโรงหนังใต้ฝนพรำเพื่อรอดูภาพยนตร์ที่ทุกคนในแก๊งพูดถึงกันไม่หยุด 'harry Potter and the Order of the Phoenix' เข้าฉายในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเวลาที่บรรยากาศหนังฟอร์มยักษ์อย่างนี้เต็มไปด้วยโปสเตอร์กับแคมเปญโปรโมททั่วเมือง
การได้เห็นสีสันของโปสเตอร์และได้ยินเพลงประกอบของนิค โฮเปอร์ในโรงทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปยังโลกที่คุ้นเคย งานโปรดักชันของหนังภาคนี้ดุดันและเข้มข้นกว่าภาคก่อน ทำให้แฟนรุ่นเก่าที่เคยหลงรัก 'Harry Potter and the Prisoner of Azkaban' รู้สึกว่ากำลังเติบโตไปพร้อมกับตัวละคร เหตุการณ์ที่โรงหนังตอนนั้นเต็มไปด้วยเสียงตั้งคำถามและการแลกเปลี่ยนทฤษฎีระหว่างผู้ชม เป็นบรรยากาศที่หาได้ยากแล้วในยุคที่ทุกอย่างดูจะมุ่งเน้นการสตรีม
โปสเตอร์โปรโมทช่วงนั้นเรียกเสียงฮือฮาได้มาก ในประเทศไทยภาพยนตร์ 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' ออกฉายในปี ค.ศ. 2007 ซึ่งตรงกับกลางปี พ.ศ. 2550 และฉายพร้อม ๆ กับหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้บรรยากาศการไปดูหนังในวันเปิดตัวคึกคักสุด ๆ ผมจำได้ว่ามีการจัดรอบพิเศษและกิจกรรมเล็ก ๆ ของร้านหนังสือกับโรงหนัง หลายคนแต่งคอสเพลย์มาดู บรรยากาศแบบนั้นน่าจะหายากขึ้นในยุคนี้ที่การเปิดตัวกระจายผ่านหลายช่องทาง
ในเชิงเนื้อหา ภาคนี้โทนเรื่องจริงจังกว่าเดิมและเน้นไปที่การเมืองภายในโลกเวทมนตร์ ซึ่งทำให้แฟนเดิมต้องตั้งใจดูเพื่อจับความเชื่อมโยงกับภาคอื่น ๆ เสียงตอบรับในไทยค่อนข้างดี ถึงแม้บางคนจะรู้สึกว่าเนื้อหาหนักไปหน่อย ผู้กำกับและทีมนำเสนอภาพสวย ตกแต่งเวทมนตร์แบบมืดมนที่เข้ากับอารมณ์ของนิยายได้ดี การที่หนังเข้าฉายในปี 2007 ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นหนังบล็อกบัสเตอร์ยุคกลางทศวรรษ เช่นเดียวกับหลายงานดังยุคนั้น อย่าง 'The Dark Knight' ที่ตามมาในปีถัดมา ช่วงเวลาดังกล่าวคือยุคทองของการไปดูหนังในโรงด้วยกันจริง ๆ