ไม่มีใครจะปฏิเสธบทบาทของ 'ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์' ในฐานะครูใหญ่ที่คอยชี้ทางให้กับเด็กๆ ใน 'Harry Potter and the Philosopher''s Stone' — เขาไม่ใช่ครูที่สอนบทเรียนตามตำรา แต่เป็นครูที่สอน Harry ด้วยการตั้งคำถามและปล่อยให้เด็กได้ค้นพบเอง ฉันเคยประทับใจกับฉากกระจกแห่งความปรารถนาเมื่อดัมเบิลดอร์ไม่รีบบอกคำตอบ แต่เลือกอธิบายพฤติกรรมและจริยธรรมน้อยๆ ที่ทำให้ Harry เรียนรู้ความหมายของความปรารถนาและการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
ความเป็นผู้นำของดัมเบิลดอร์วางตัวทั้งเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนโยนและยังมีมุขตลกในบางโมเมนต์ ทำให้บทบาทเขาเป็นมากกว่าครูคนหนึ่ง — เขาเป็นเข็มทิศทางศีลธรรมของเรื่อง ฉันชอบวิธีที่เขาวางแผนปกป้องหอคอยและเลือกใช้วิธีการที่เน้นการเติบโตของ Harry มากกว่าการลงโทษตรงๆ นี่คือเหตุผลที่ฉันคิดว่าเขาเป็นครูสำคัญที่สุดในภาคแรก และภาพของเขายังคงอุ่นอยู่ในหัวเสมอ
พอคิดถึงฉากเปิดของ 'Harry Potter and the Philosopher's Stone' ในหัวจะโผล่มาเลยว่าตัวเรื่องหมุนรอบเด็กหนุ่มคนนั้นมากที่สุด — นั่นทำให้ฉันมองว่า Daniel Radcliffe ในบท Harry เป็นคนที่เล่นบทสำคัญที่สุดของภาคนี้
ฉันชอบว่าการแสดงของ Daniel ไม่ได้ต้องการทักษะการแสดงฉูดฉาด เขาทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเป็นเด็กกำพร้าผู้อ่อนล้าแต่กล้าหาญ เมื่อเขาได้เจอโลกเวทมนตร์ครั้งแรก หลายฉากสำคัญทั้งหมดพุ่งมาเกี่ยวกับมุมมองของ Harry—จากฉากที่ได้รับจดหมายเข้าโรงเรียน จนถึงการเผชิญหน้าที่กระทบใจอย่างกระจกแห่งความปรารถนา (Mirror of Erised) และฉากในห้องใต้บันไดก่อนจะค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเอง
อีกอย่างคือโครงเรื่องของหนังวางตัวละครหลักไว้ชัดเจน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งใจให้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของ Harry ทำให้การกระทำของคนอื่น ๆ แม้จะทรงพลัง—อย่าง Hagrid หรือ Dumbledore—ก็ทำงานเป็นเงาของการเติบโตของเขา สรุปคือในมุมเล่าเรื่องและอารมณ์ หนังภาคแรกวาง Harry เป็นแกนกลางชัดเจน และ Daniel Radcliffe คือคนที่แบกแกนนี้ไว้จนทำให้หนังรู้สึกลงตัวและน่าจดจำ