แผ่นบลูเรย์และดีวีดีของหนังเรื่องนี้มักมีฉากที่โดนตัดออกซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนพบสมบัติที่ซ่อนอยู่ — ฉากเหล่านั้นจาก 'Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl' มีหลายจุดที่ชวนให้คิดถึงว่าผู้กำกับเคยทดลองทิศทางของหนังอีกแบบหนึ่ง
ส่วนตัวแล้วฉันยังจำความตะเตือนไตตอนดูฟุตเทจสำรองได้: มีบทสนทนาที่ยาวกว่าระหว่างวิลกับเอลิซาเบธในร้านตีเหล็ก ซึ่งขยายมุมความสัมพันธ์และความขัดแย้งก่อนจะได้จีบกันจริงจัง ฉากไดอะล็อกของแจ็คสแปร์โรว์หลายตอนถูกย่อให้สั้นลง แต่ฟุตเทจที่ตัดออกแสดงมุมมองของเขาที่เล่นบทตลกมากขึ้นและมีมุขแฝงเรื่องความกลัวต่อผีสางของลูกเรือ
ฉากแอ็กชันเล็ก ๆ บนเกาะ Isla de Muerta ก็มีการลดทอน หลัก ๆ เป็นซีนที่ขยายการสู้และการค้นหาสมบัติของลูกเรือผี ทำให้ภาพรวมของความชั่วร้ายบนเกาะดูละเอียดขึ้น นอกจากนี้ยังมีช็อตเพิ่มของตัวละครรองที่ให้ความรู้สึกว่าบทของพวกเขามีเนื้อหามากกว่าสิ่งที่เห็นบนจอหลัก ซึ่งสำหรับฉันแล้วทำให้รู้สึกเสียดายเล็กน้อยเพราะมันเคยเติมสีสันให้เรื่องได้มากกว่านี้
เวลาที่คิดถึงหนังโจรสลัดเรื่องใหญ่เรื่องนี้ ความทรงจำแรกที่ผมเห็นคือฉากของแจ็ค สแปร์โรว์วิ่งหนีบนดาดฟ้าและเสียงดนตรีประกอบที่ติดหู
ผมดูว่า 'ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน 5' (ชื่อต้นฉบับ 'Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales') อยู่ในบริการสตรีมมิ่งแบบสมาชิกเป็นหลักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มของเจ้าของสิทธิ์เดิมอย่าง Disney — ดังนั้นถ้าคุณใช้บริการ Disney+ หรือ Disney+ Hotstar ในประเทศของคุณ มีโอกาสสูงที่จะเจอหนังเรื่องนี้ในไลบรารีของพวกเขา
อีกทางเลือกที่ผมมักใช้เมื่อหาไม่เจอคือเช่าหรือซื้อผ่านร้านดิจิทัลอย่าง Apple TV/iTunes, Google Play Movies, YouTube Movies และ Amazon Prime Video (ซื้อ/เช่าแยกจากการเป็นสมาชิก Prime) ซึ่งจะให้ความคมชัดระดับ HD หรือ 4K ขึ้นอยู่กับไฟล์ที่ขาย ส่วนผู้ชอบแผ่นจริงยังสามารถหาซื้อ Blu-ray/4K UHD ได้จากร้านค้าหลักหรือร้านออนไลน์ แต่ต้องระวังเรื่องภูมิภาคสำหรับแผ่นนำเข้า ผมมักเลือกดูจาก Disney+ ถ้ามี เพราะความสะดวกและไม่มีโฆษณา
ความประทับใจแรกที่หลงเหลือจากการดู 'Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales' คือความรู้สึกเหมือนกำลังเจอเพื่อนเก่าที่เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังมีมุกเก่าๆ ให้หัวเราะได้อยู่บ้าง
ผมคิดว่ากระแสวิจารณ์โดยรวมค่อนข้างผสม: นักวิจารณ์ชี้ว่าพล็อตซับซ้อนเกินจำเป็น คาแรกเตอร์ถูกบีบให้เป็นเครื่องขับเคลื่อนฉากแอ็กชันมากกว่าจะพัฒนาเชิงอารมณ์ และเอฟเฟกต์ CGI บางฉากดูหนักไปจนกลบความอบอุ่นแบบหนังผจญภัยคลาสสิก แต่ฝ่ายบวกก็ยังยกย่ององค์ประกอบบางอย่าง เช่นการออกแบบฉากและบางครั้งการแสดงของนักแสดงรับเชิญอย่าง Javier Bardem ที่สร้างสีสันให้กับหนัง
ในแง่บ็อกซ์ออฟฟิศ หนังทำได้ราวๆ 7.9–8.0 แสนเหรียญสหรัฐทั่วโลก กับงบประมาณการสร้างที่ประมาณ 2.3–2.5 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายความว่ามันยังทำกำไรและคุ้มทุนได้จากการขายตั๋วและตลาดต่างประเทศ แต่ก็ไม่ถึงระดับทำลายสถิติอย่างที่แฟรนไชส์ใหญ่เคยทำในอดีต เห็นได้ชัดว่าแฟรนไชส์นี้สูญเสียความสดใหม่เมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ ของ 'The Curse of the Black Pearl' แต่ยังพอมีเสน่ห์สำหรับคนที่อยากดูโชว์ใหญ่ๆ แบบไม่คิดมากนัก
คนที่ชอบดูหนังชุดนี้คงอยากรู้ว่าซับไทยมีครบไหม — คำตอบโดยสรุปคือโดยทั่วไปมีให้ครบ แต่ต้องดูแหล่งที่ดูด้วย
ฉันเป็นคนที่ติดตามทั้งสตรีมและแผ่นบลูเรย์ของหนังชุดนี้มาเรื่อย ๆ เท่าที่เจอ ‘Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl’ ในเวอร์ชันที่วางตลาดในไทยมักจะมีทั้งซับไทยและพากย์ไทย รวมถึงฉบับดิจิทัลบนร้านหนังออนไลน์ในอดีต ส่วนภาคต่อ ๆ มา เช่น ภาคสองและสามก็ถูกจัดจำหน่ายในไทยครบเช่นกัน
สิ่งที่อยากให้ระวังคือบางเวอร์ชันพิเศษหรือแผ่นนำเข้าอาจไม่มีซับไทย และการฉายโรงในต่างจังหวัดบางครั้งอาจฉายเวอร์ชันซับภาษาอังกฤษเท่านั้น ดังนั้นเวลาซื้อหรือเปิดดูให้เช็กเมนูภาษาในแผ่นหรือเมนูคำบรรยายของแพลตฟอร์มก่อน จะช่วยให้ไม่ผิดหวัง