INICIAR SESIÓNนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาส่ง…
ได้ซ้อนบิ๊กไบค์ครั้งแรกแถมยังได้จับไหล่ฟรี ฉีกยิ้มผ่านหมวกกันน็อคซึ่งเขาไม่มีวันเห็นแน่นอน สายตาหลุบมองต้นคอแกร่งและผมมีดำขลับที่ปลิวไปตามแรงลม
มือเล็กที่ตอนแรกแค่แตะเบาๆ บนไหล่เขาเพื่อรักษาสมดุลเผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งรถพุ่งทะยานไปตามถนนยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากเครื่องยนต์สู่ร่างกาย มันทั้งน่าหวาดเสียวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
เขาขับเร็วพอดี เสียงท่อดังต่ำๆ ผสมลมหายใจของตัวเองจนแทบแยกไม่ออก กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อของเขาลอยมากระทบปลายจมูก กลิ่นสะอาดปนกลิ่นหนังจากเสื้อแจ็กเก็ต มันคือกลิ่นที่เธอรู้ว่าจะไม่มีวันลืม
บิ๊กไบค์คันสีดำขลับจอดหน้าคอนโดหรู ร่างบางก้าวลงจากรถคันสูงอย่างเก้ๆ กังๆ แต่ก็สามารถลงไปได้ มือเรียวเล็กควานหาตัวเปิดที่ล็อกของสายหมวกกันน็อค
“มานี่ๆ” เซนต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ มือหนาปลดออกให้ภายในไม่กี่วิ ก่อนจะดึงออกให้จนผมสลวยของน้ำตาลยุ่งเหยิง
หญิงสาวจัดทรงผมใหม่ด้วยสีหน้ายุ่งๆ
“ทำเบาๆ เป็นไหมคะ” เธอบ่นอุบ พลางย่นจมูกใส่
“ชักช้า”
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” สีหน้ายุ่งๆ เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มทันควัน “ขึ้นไปดื่มน้ำสักแก้วก่อนกลับไหมคะ?”
“น้ำบ้านฉันก็มี”
ดับฝันมาก…
ไม่เคยชวนผู้ชายคนไหนขึ้นคอนโดมาก่อน เขาเป็นคนแรกแถมยังโดนปฏิเสธ สวย น่ารัก ขาว ตัวเล็กอุ้มง่ายแบบนี้พลาดแล้วพี่เซนต์!
“ยืนรออะไร”
“รอส่งค่ะ”
เซนต์ยกหมวกกันน็อคที่น้ำตาลเพิ่งถอดคืนสวมใส่ศีรษะ เพียงเสี้ยววินาทีเผลอชะงัก เพราะหมวกกันน็อคมีกลิ่นหอมๆ ติดอยู่ เขาไม่นิ่งนานเกินไป จัดการติดสายรัดเรียบร้อยแล้วขับออกไป โดยไม่บอกลาน้ำตาลสักคำ
น้ำตาลยืนยิ้มหน้าบานปานกระด้ง ดวงตาคู่สวยเซนต์ที่ขับรถออกไปอย่างเขินอาย ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
ปัง…
ร่างบางปิดประตูแล้วเดินไปทิ้งตัวนั่งลงโซฟา มือเรียวเล็กหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดแชตเซลีนเพื่อเมาท์มอยเรื่องเซนต์
น้ำตาล : เขินพี่แกมากกก
น้ำตาล : ตอนเขาขับรถโคตรเท่เลย
ผ่านไปไม่นานข้อความก็ขึ้นว่าอ่านแล้ว
เซลีน : มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นไหม
น้ำตาล : ไม่มี เขาเย็นชามาก
เซลีน : ปกติของเขา 5555
น้ำตาล : หล่อจนใจเจ็บ อยากได้คนนี้เป็นแฟน งื้ออ
ส่งเสร็จกดออกจากแชตเซลีน เข้าไอจีพี่เซนต์เพื่อส่องอีกรอบ ไล่ดูรูปเก่าๆ ของเขาแล้วเขินคนเดียว เขาหล่อมาก หล่อแบบไม่มีอยู่จริง ครั้งนึงเคยเห็นเพจมหา’ลัยลงเขา คนแชร์ คนไลก์ และคนคอมเมนต์เยอะมาก
เธอเปิดรูปของเขาที่บันทึกเอาไว้ขึ้นมาอีกครั้ง เป็นภาพเขาในชุดช็อปวิศวะฯ ข้างในเป็นเสื้อยืดสีดำธรรมดา กางเกงยีนขาดๆ ไม่แปลกใจเลยทำไมสาวๆ กรี๊ดเขา
“หล่อจังคนอะไร อ๋อ! คนของเราน้ำตาลเอง” พูดเองตบมุกเองนักเลงพอ
เธอนั่งดูรูปของเขา บางคืนถึงขั้นนอนจินตนาการว่าได้เป็นแฟนกับเขา เดินจับมือกัน หอมแก้มกัน ขนาดนั้นคิดยังเขินจนตัวบิดเป็นเลขแปด ไม่อยากนึกสภาพตอนเป็นแฟนกับเขาจริงๆ เลย
แต่…ควรตื่นจ๊ะสาว ตอนนี้เขายังไม่ใช่ของหล่อน จิกหัวตัวเองกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยกันหรือเปล่า
ติ๊ง~
กึกก!
ราวกับโลกหยุดหมุนลงไปชั่วขณะ หลังจากได้รับข้อความจากคนที่คาดไม่ถึง
“กรี๊ดดด!!!” เธอดีดตัวขึ้นจากโซฟาแล้วกรี๊ดเสียงดังลั่นห้อง รีบกดเข้าไปยังข้อความของพี่เซนต์ ใช่! เขาทักมา เป็นครั้งแรกที่เขาส่งข้อความกลับมาทั้งที่…แชตหนักขวามาโดยตลอด
มือไม้สั่นระริก ดวงตาร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งราวกับจะกระดอนออกมาจากขั้วอยู่รอมร่อ
เซนต์ : ส่งรูปภาพ
เซนต์ : ฝีมือเธอ?
ก่อนหน้านี้เธอแอบแปะสติกเกอร์ไว้บนกระเป๋าเป้ของเขา แต่ไม่คิดว่าเขาจะเล่นทักมาถามกันแบบนี้ สติกเกอร์ที่แปะไว้เป็นรูปหมูทัดหูด้วยดอกไม้สีขาว แก้มมีรูปหัวใจพร้อมกับชูนิ้วทำหัวใจครึ่งเสี้ยว
“จริงป่ะเนี่ย พี่เซนต์ทักมา อร๊าย!” เธอนั่งดิ้นปานไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวก
เซนต์ : ?
เขาทักซ้ำเมื่อเห็นไม่ตอบ เธอตั้งสติแล้วพิมพ์ตอบกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ ตอนนี้ยิ้มจนเหงือกแห้งหมดแล้ว ฮึบไว้น้ำตาล ฮึบบบ!
น้ำตาล : เห็นน่ารักดี เลยแอบแปะไว้
เซนต์ : ตลก
เธอยังคงยิ้มไม่หุบ มือไม้สั่นจนพิมพ์ถูกพิมพ์ผิดไปหมดแล้วตอนนี้
น้ำตาล : ห้ามทิ้งนะคะ
คราวนี้เขาไม่อ่าน ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจ การส่งข้อความไปหาเขาฝ่ายเดียวครึ่งปีพอถูกตอบกลับมา เหมือนชีวิตติ่งตัวน้อยตอนนี้คอมพลีทแล้ว
KLIN Bar
เซนต์เดินผ่านผู้คนเข้ามาในร้านด้วยสีหน้านิ่งเรียบ คืนนี้เขาสวมชุดสีดำทั้งตัว สวมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์สีดำพอดีตัวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ข้อมือข้างขวาสวมใส่ด้วยสายโซ่สีเงิน ใบหน้าคมคายตอนถูกแสงไฟสปอร์ตไลท์ส่องผ่านดูมีเสน่ห์มากไม่ใช่น้อย
แม้ผิวจะไม่ได้ขาวจัดมากแต่กลับมีแรงดึงดูดแปลกประหลาด ร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าทำเอาสายตาของสาวๆ เวลาเดินผ่านเหลียวมองโดยอัตโนมัติ
‘คนนั้นหล่อมากมึง’
‘ใครวะ โคตรหล่อ’
‘หล่อมากมึงง’
‘เขาอยู่โต๊ะไหนวะ’
เซนต์ได้ยินแต่ไม่ได้สนใจ เพียงแค่ก้าวตรงไปยังโต๊ะประจำด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“มาช้าจังเลยนะพ่อพระเอก” เสียงของภูริเอ่ย พวกเขามาตั้งแต่สองทุ่ม ส่วนเซนต์โผล่หัวมาตอนสามทุ่ม “แดกแก้วนี้เลยมึงอะ มาช้า”
“ดีกว่าไม่มา” เขายื่นมือไปรับแก้วเหล้าช็อตที่ภูริรินเพียวให้ครึ่งแก้วมากระดกพรวดเดียวจนหมด ก่อนจะวางลงแล้วทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ คริสต์
วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษเพราะวันศุกร์ พนักงานเข้ามาชงเหล้าให้ตามหน้าที่ เขานั่งกวาดสายตามองไปรอบร้านอย่างไม่คิดอะไร แต่กลับสะดุดตาเข้ากับ…
น้ำตาลที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ โบกมือยิ้มหวานให้ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่คิดว่าจะเจอเพื่อนน้องสาวที่นี่ จะเรียกว่าบังเอิญหรือเวรกรรมดี
ติ๊ง~
มือหนายกโทรศัพท์ขึ้นมาดู หลังจากเห็นหน้าจอสี่เหลี่ยมสว่างวาบ
เซลีน : น้ำตาลไปดื่มร้านเดียวกับพี่ ฝากดูแลเพื่อนเซย์ด้วยนะ ห้ามให้ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้
เซนต์ : ทำงานกันเป็นขบวนการ?
เซลีน : เปล่านะ จริงๆ คืนนี้เซย์จะไปดื่มกับน้ำตาล แต่พี่ครินทร์ไม่อนุญาต
เซลีน : ฝากดูแลน้ำตาลด้วย ไม่งั้นเซย์งอน
เขาถอนหายใจหนักๆ ด้วยความเอือมระอา สายตาตวัดมองยัยตัวต้นเรื่องที่กำลังดื่มกับเพื่อนสองคน
เวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย น้องก็ไม่ใช่เสือกต้องดูแล
“เพื่อนน้องเซย์นิ บังเอิญจังเลยวะ” คริสต์พูดแล้วยกยิ้มกริ่ม ทั้งที่เป็นคนบอกน้ำตาลเองว่าคืนนี้จะมาดื่มกันที่นี่
“เวรกรรมมากกว่า”
“น้องเขาก็น่ารักดีนะเว้ย มึงไม่ชอบเหรอ” ภูริหันมาพูด
“ไม่ชอบเด็ก”
“กินเด็กเป็นอมตะ ไม่เคยได้ยินเหรอวะ”
“อย่าเอานิสัยเหี้ยๆ ของมึงมาปนเปื้อนกู” เขาตอบกลับไอ้คริสต์เสียงเรียบแล้วยกเหล้าขึ้นดื่ม
“ค้าบบ พ่อคนดีของชาติ ให้มันเหี้ยแต่กูนี่แหละ”
ด้านน้ำตาล
“คืนนี้กูเมาดีไหมดัสเชส”
“เมาแล้วอ้อนผู้ไปส่ง?”
“อือ”
“เหลือเชื่อเลยเพื่อนกู…” ดัสเชสส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ก่อนจะเหลือบมองไปยังโต๊ะของเซนต์แล้วรีบสะกิดแขนน้ำตาล “ดูนั่นๆ ใครอะ”
น้ำตาลหันขวับไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นคนชื่อเนเน่และเพื่อนอีกสองคน แววตาคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจที่เห็นเนเน่อยู่ตรงนั้น
“คนนั้นแหละที่กูเล่าให้ฟัง”
“สวยน่ารักนะ แต่…ดูแอ๊บยังไงไม่รู้”
“กูกับยัยนั่นใครสวยกว่า”
“มึงอยู่แล้วค่า สวยและรวยมาก”
น้ำตาลทำหน้าภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองแก๊งของเซนต์ที่ตอนนี้กำลังคุยกับเนเน่ เขาไม่ค่อยสนใจแต่ผู้หญิงดูพยายามเข้าหาหนักมาก
“ทำไงดีอะมึง กูไม่ชอบเลยเวลาเห็นเขาคุยกับคนอื่น”
“ทำใจ ตอนนี้เขายังไม่ใช่ของมึง”
เธอจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันไปคว้าแก้วเหล้ามาดื่มหลายอึกย้อมใจ
อยากเมาโว๊ย!
“ชน”
“ถี่ไปป่ะ?”
“เอาหน่า ถ้ามึงช่วยกูจีบพี่เซนต์สำเร็จ เดี๋ยวดูเป็นแม่สื่อให้ มึงชอบเพื่อนเขาคนไหนจิ้มมาเลยคนนึง”
ดัชเชสมองแก๊งเซนต์อีกครั้ง ก่อนจะเผลอสบตาเข้ากับภูริด้วยความบังเอิญ
“คนนั้นชื่ออะไรอะ”
“คนไหน?”
“ที่ไม่ได้นั่งข้างๆ ว่าที่ผัวมึงในอนาคต”
“พี่ภูริ โสดนะ แต่…เห็นเซย์เคยบอกว่าเพื่อนพี่เซนต์ร้ายทุกคน”
“งั้นผ่าน แม่สอนว่าห้ามยุ่งกับผู้ชายเจ้าชู้”
น้ำตาลส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะยกเหล้าขึ้นดื่ม สายตาเหลือบมองเซนต์อีกครั้ง ในขณะที่เนเน่พยายามคุยด้วยแต่เขากลับเมินเฉยไม่สนใจ เหมือนถามมาตอบกลับสั้นๆ
“หวงจัง…”
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







