LOGINยิ่งดึกคนยิ่งเยอะไม่เกินจริง…
เนเน่แอบมองเซนต์เป็นระยะ พยายามมองตามสายตาคู่นั้นเมื่อมีโอกาสว่ามองใครหรือเปล่า แต่ก็พบว่าเซนต์ไม่มองใครเลย นั่นยิ่งทำให้ชอบเขามากขึ้น น้อยมากที่ผู้ชายจะไม่มองผู้หญิงเวลามาดื่มกับเพื่อน ใครได้เซนต์เป็นแฟนคงโชคดีมาก
“วันนี้คนเยอะเนอะ”
เซนต์เพียงแค่พยักหน้าเป็นการตอบ ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม เนเน่รู้สึกประหม่ากับท่าทางเย็นชาที่ควรชินได้แล้วของเซนต์
“ดีนะที่เจอพวกเซนต์พอดี ไม่งั้นเราคงไม่มีโต๊ะ บอกมุกจองตั้งแต่วันก่อนไม่ยอมจองสักที สุดท้ายมาโต๊ะเต็ม” เนเน่ยังคงพยายามชวนเซนต์คุยอยู่ตลอด แม้ว่าอีกคนจะตอบคำและพยักหน้าเฉยๆ ก็ตาม
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เซนต์มองหน้าเนเน่แล้วพยักหน้าอย่างรับรู้แต่ไม่ถามกลับหรือชวนคุย แต่พอเพื่อนคุยด้วยก็หันไปคุยปกติจนบางทีเนเน่แอบหน้าเสีย มุกเห็นก็ลูบหลังเบาๆ เป็นการปลอบใจ
“น้องน้ำตาลแม่งฮอตว่ะ คนเข้าหาโคตรเยอะ” คริสต์ที่นั่งข้างๆ เอนตัวไปพูดกับเซนต์ด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“แล้วกูต้องสนใจไหม”
“เห็นเซย์บอกให้ดูแลน้องน้ำตาลนิ”
“มึงแอบอ่านแชตกู?”
“กูแค่หันมาเห็นตอนมึงพิมพ์กับเซย์พอดี”
“เสือกฉิบหาย” เขาละสายตาจากคริสต์ไปมองโซนของน้ำตาลอย่างไม่ได้ตั้งใจ เธอกำลังชนแก้วแล้วพูดคุยกับผู้ชายหน้าตาดีคนนึงด้วยท่าทางเฟรนลี่
เซลีนเคยบอกว่าน้ำตาลเฟรนลี่และเข้ากับคนง่ายสงสัยจะจริง เขาละสายตาจากน้ำตาลกลับมากระดกเหล้าต่อ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนห้าทุ่มสิบห้านาที น้ำตาลกับดัชเชสเริ่มเมากันแล้ว คนนึงอกหัก คนนึงอยากเมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ งานนี้เลยไม่มีใครห้ามใคร เมาก็แค่เรียกรถมารับและดูแลกัน
“กูไปห้องน้ำก่อนนะ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”
“ได้ๆ” ดัชเชสตอบ
น้ำตาลพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปห้องน้ำคนเดียวท่ามกลางอาการเมากรึ่มแต่ยังคงมีสติเกือบเจ็ดสิบ มือเล็กกดชักโครกแล้วก้าวออกมายืนล้างมือ สายตาเหลือบมองคนข้างๆ ผ่านกระจก
เนเน่…
ความมีสกิลตอแหลเก่งเลยยิ้มให้หนึ่งครั้งอย่างเป็นมิตร ในขณะที่อีกคนก็เดาว่าคงฝืนยิ้มตอบเช่นกัน
“มากับเพื่อนสองคนเหรอ” เนเน่เริ่มต้นบทสนทนา เห็นน้ำตาลกับเพื่อนตั้งแต่มาถึงแล้ว คิดว่าคงตั้งใจมาเพราะคริสต์กระซิบบอกแล้วตอนนั้นเธอดันได้ยิน
“ค่ะ”
“มาสองคนสนุกเหรอ”
“จริงๆ จะมาสามคนค่ะ แต่อีกคนติดผัว”
“ตอนนั้นเห็นน้องในชุดนักศึกษา พอเห็นน้องแต่งตัวแบบนี้ดูสวยมากเลยนะ”
“แหมม ชมกันเกินไปแล้วค่ะ พี่เองก็สวย” เธอตอบแล้วยิ้มการละครให้ยัยพี่เนเน่ เรื่องตอแหลงานถนัดเลยล่ะ พอดูรุ่นพี่คนนี้ออก ภายนอกดูใสซื่อแต่จริงๆ ร้ายลึกแน่นอน
“ไว้มาชนแก้วที่โต๊ะกันสิ”
“เกรงใจจัง…”
“ไม่ต้องเกรงใจ แต่ตอนนี้พี่ต้องกลับโต๊ะแล้ว มาได้มานะ” เนเน่พูดด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร จังหวะหันหลังเดินออกไปรอยยิ้มค่อยๆ เลือนหาย แต่หารู้ไม่ว่าน้ำตาลเห็นผ่านกระจกหมดแล้ว
“หึ! ตอแหลเก่งจริงๆ” เธอก่นด่าไล่หลัง ปากชวนไปชนแก้วด้วยถ้าเธอไปจริงๆ ระวังได้อกแตกตาย เธอหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือให้แห้งแล้วก้าวออกมาจากห้องน้ำ
กึกก!
ทันทีที่ก้าวออกมาก็พลันนิ่งชะงัก สายตามองคนที่ไม่ได้ตั้งใจสบตาด้วยหัวใจเต้นแรง ใบหน้าสวยหวานซีดเผือดราวกับไก่ต้ม
“เจมส์…”
“น้ำตาล?” เจ้าของชื่อเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะค่อยๆ ฉีกยิ้มหากแต่แววตากลับไม่แสดงอารมณ์ “บังเอิญจังแหะ”
“ขะ…ขอตัวก่อนนะ”
หมับ!
“อ๊ะ!” เธออุทานร้องเสียงหลงเมื่อถูก ‘เจมส์’ คว้าแขนเอาไว้แล้วดึงเข้าไปหาอย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งในขณะที่ความหวาดกลัวเริ่มครอบงำจนตัวสั่น
“จะรีบไปไหนหืม”
“ปะ…ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่เจอกันนาน คุยกันก่อนสิ” เจมส์ไม่เพียงแค่พูด ยังใช้มืออีกข้างลากไล้กรอบหน้าสวยหวาน แต่น้ำตาลกลับปัดออกแล้วใช้เท้ากระทืบลงเท้าของเจมส์ อาศัยจังหวะอีกคนเผลอสะบัดแขนออกแล้วรีบเดินหนีอย่างไม่รีรอ
เจมส์เดินตามด้วยแววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยโทสะ น้ำตาลรีบเดินให้ถึงโต๊ะเร็วๆ แต่แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับเซนต์ที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี
หมับ…
มือเล็กคว้าแขนแกร่งเอาไว้ทันที เซนต์หลุบมองแล้วดึงสายตามองหน้าน้ำตาลที่ซีดเผือดราวกับกลัวอะไรมา
“พี่เซนต์ มะ…มีคนตามตาล”
เซนต์เหลือบมองข้างหลังน้ำตาลก็เห็นชายคนนึงยืนมองนิ่งๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป มือเล็กกระชับแขนแกร่งแน่นด้วยความกลัว
“มันไปแล้ว”
“ไปแล้วจริงเหรอคะ…”
“หันไปดูสิ”
เธอค่อยๆ หันไปดูก็ไม่เห็นเจมส์แล้ว รู้สึกโล่งอกแต่ก็ยังไม่สบายใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเจมส์ยังอยู่ในร้าน เธอเงยหน้ามองเขาอีกครั้งแล้วคลายมือออกจากแขน
“โชคดีจังที่พี่เซนต์เดินมาพอดี”
“มันเป็นใคร”
“เป็นคนไม่ดีค่ะ” เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตที่เคยทำให้ข่มตานอนไม่หลับมาหลายเดือน กว่าจะผ่านมาได้สาหัสเหมือนกัน พบจิตแพทย์หลายเดือน แม้ผ่านมาได้แล้วยังคงมีความหวาดระแวงอยู่ลึกๆ “มาเข้าห้องน้ำเหรอคะ”
“เปล่า จะไปสูบบุหรี่”
“เดินไปส่งโต๊ะได้ไหมคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าออดอ้อน
“เดินไปเอง” พูดจบก็เดินออกไปทันที
น้ำตาลถอนหายใจหนักๆ สายตามองตามเซนต์ที่เดินออกไป ก่อนจะหลุบมองมือทั้งสองข้างที่จับแขนเขาเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มกริ่ม
คืนนี้จะไม่ล้างมือเด็ดขาด!
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะก็ดื่มต่อกับดัชเชส แม้มีกันสองคนแต่ก็สนุกได้ ทั้งคู่ชนแก้วกัน เพลงไหนขึ้นมาแล้วร้องได้ก็ร้องตามสุดเสียง
“มึงง กูรักพี่เขา แบบว่ารักมากๆ เลย!” น้ำตาลกอดคอเพื่อนแล้วพูดระบายความในใจที่ดัชเชสเองก็รู้อยู่แล้ว
“เออกูรู้แล้ว เมาแล้วบอกกูงี้ตลอด”
“แต่ทำไมพี่เขาไม่สนใจกูเลยวะ…”
“มึงบอกกูเองว่าพี่เขามีแผลใจจนไม่กล้ารักใครอีก ให้เวลาเขาหน่อย”
“กู…กลัวเขาไปรักคนอื่น ไม่อยากเห็นเขาไปรักคนอื่นเลยว่ะ”
“แต่ถ้าวันนึงเขาจะไปรักคนอื่น มึงก็ทำไรไม่ได้ป่ะ เขามีสิทธิ์เลือก”
ดัชเชสพูดถูก แต่ดันเป็นความจริงที่เธอไม่กล้ายอมรับ สายตามองไปยังโต๊ะแก๊งเขา มีผู้หญิงมากมายเข้าไปขอชนแก้วเขาก็ชนกลับตามมารยาท ขอคอมแทคเขาก็ให้
“อย่าร้องนะมึง” ดัชเชสพูดดัก
“ไม่ร้องหรอก ระดับน้ำตาล มา! หมดแก้ว” เธอยื่นแก้วไปชนกับดัชเชสดัง กริ๊ก ก่อนจะยกขึ้นดื่มจนกระทั่งหมดแก้ว
น้ำตาลกับดัชเชสกอดคอกันเดินโซเซออกจากร้าน เสียงเพลงด้านในยังดังลอดออกมาตามประตูที่เปิดปิดเป็นจังหวะ คืนนี้คนที่เมาที่สุดเห็นจะเป็นน้ำตาลเลยก็ว่าได้
ดัชเชสพาเพื่อนไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าร้าน ก่อนจะยืนเท้าสะเอวดูเชิงว่าอีกฝ่ายพอจะขับรถได้ไหม เอาเข้าจริงๆ ตัวเองก็เมาไม่ต่างกันนัก
“โอ๊ะ! พี่เซนต์คะๆ” เสียงของดัชเชสดังขึ้น เมื่อเห็นกลุ่มเซนต์เดินออกมาจากร้านฝั่งตรงข้ามพอดี
เซนต์ชะงักเล็กน้อยตอนเห็นสองสาว เขาดูเหมือนจะไม่คิดเข้าไป แต่คริสต์ที่อยู่ข้างๆ กลับกอดคอพาเข้าไป
น้ำตาลที่นั่งอยู่เก้าอี้โน้มตัวไปข้างหน้า สองมือเท้าแก้มในอาการมึนๆ เสียงดัชเชสเรียกเซนต์เมื่อครู่เธอไม่ได้ยินเพราะหูอื้อ
“พี่ขับรถยนต์เป็นไหม” ดัชเชสเอ่ยถาม
เซนต์พยักหน้ารับเบาๆ
“ไปส่งน้ำตาลได้ไหมคะ?” จริงๆ เซนต์ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นพี่ชายเซลีนแถมยังเป็นคนที่น้ำตาลชอบ ที่ไว้ใจให้ไปส่งเพื่อนเพราะดูจากท่าทางเย็นชาของอีกฝ่ายคงไม่มีทางทำอะไรเกินเลย
แต่ไม่ไว้ใจเพื่อนตัวเองมากกว่า…
“หนูก็เมาค่ะ ไม่อยากขับรถ” ดัชเชสตอบ
“เดี๋ยวเรียกรถให้”
“น้ำตาลหวงรถค่ะ ให้จอดไว้ที่นี่ตื่นมาคงวีนฉ่ำ”
คริสต์ยกยิ้มกริ่ม ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปใกล้เพื่อนแล้วขยับริมฝีปากพูดบางอย่าง
“ไหนเซย์บอกให้มึงดูแลน้ำตาล ผิดสัญญาขึ้นมามึงจะซวยเอานะ”
“ไปส่งเองไหมล่ะ”
“กูไม่ได้รับปากน้องเซย์ว่าจะดูแลน้องน้ำตาลสักหน่อย ใครรับปากก็รับผิดชอบดิวะ” คริสต์ยักคิ้วกวนประสาท
“หรือมึงกลัวตัวเองห้ามใจไม่ไหวกับน้องเขา?” ภูริเสริม
“พวกเวร ทีเรื่องแบบนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย”
คริสต์กับภูริมองหน้าอย่างรู้กัน ผู้หญิงที่เข้าหาเซนต์ดูแล้วเข้าตามากที่สุดคงเป็นน้ำตาล
ดื้อ ซน และแสบแบบนี้ เหมาะสมกับลูกชายยากูซ่าสุดเย็นชาอย่างเซนต์ที่สุดแล้ว
“แล้วใครจะขับรถกูกลับ?”
“กูเอง เอากุญแจรถมา” คริสต์พูดพร้อมกับแบมือขอกุญแจรถจากเซนต์
เซนต์มองหน้าเพื่อนก่อนจะถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงโยนกุญแจให้ คืนนี้คริสต์มากับภูริอยู่แล้วเลยไม่ได้ลำบาก นอกจากคนที่จะต้องรับบท ‘คนไปส่ง’ อย่างเขา
“แล้วนี่เพื่อนเราเดินไหวไหม หรือจะให้ไอ้เซนต์มันอุ้ม?” ภูริหันไปพูดกับดัชเชส ก่อนจะหันไปมองเซนต์ด้วยท่าทางกวนประสาท
เซนต์ตวัดสายตามองเพื่อนสนิท ถ้าไม่ติดมีคำว่าเพื่อนนำหน้าถูกเตะเสยค้างไปนานแล้ว
“เดี๋ยวหนูแบกเองค่ะ” ดัชเชสกลัวเซนต์รำคาญจนเปลี่ยนใจไม่ไปส่งน้ำตาล เลยอาสาแบกเพื่อนไปขึ้นรถ
“อื้อ~ ถึงแล้วเหรอดัชเชส”
“ถึงบ้าอะไรล่ะ ยังอยู่หน้าร้านอยู่เลย” ดัชเชสจับแขนเพื่อนพาดคอ มืออีกข้างประคองเอวแล้วประคองเพื่อนสนิทให้ลุกขึ้น
“มึงเมาไหม~”
“เจอมึงกูหายเมาเลยค่า” ตอนแรกก็เมาอยู่หรอก พอเจอคนที่เมากว่าไม่กล้าเมาเลยทันที “เดินดีๆ”
“อื้อ! เดินดีๆ อยู่ มึงอะเดินดีๆ”
ดัชเชสถอนหายใจเบาๆ ตัวเองก็เมาแล้วต้องแบกคนเมาไปที่รถอีกมันก็จะทุลักทุเลนิดหน่อย น้ำตาลอยู่ไม่นิ่งมาก ชี้นั่นชี้นี้ไปมั่ว เรียกคนนั้นคนนี้คุยไปยันการ์ดหน้าร้าน
“เดินดีๆ น้ำตาล…อ๊ะ!” ดัชเชสอุทานเสียงหลง ด้วยความไม่เห็นหลุมข้างหน้าเลยเกือบพาน้ำตาลล้ม โชคดีที่…
พรึ่บ!
เซนต์ที่เดินตามหลังคว้าแขนน้ำตาลเอาไว้ในจังหวะที่หน้าจะคะมำลงกับพื้น ร่างบางเซถลาเข้าไปหาคนตัวโตอัตโนมัติ ใบหน้าสวยหวานซบลงอกแกร่ง กลิ่นหอมคุ้นเคยทำหัวใจดวงน้อยไหววูบ
“กลิ่นเหมือน…พี่เซนต์เลย”
“ก็ฉัน” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะช้อนร่างน้ำตาลขึ้นในท่าเจ้าสาวแล้วเดินตรงไปยังลานจอดสำหรับ VIP
ภาพนั้นทำเอาทุกคนอึ้งตาอ้าง คริสต์กับภูริมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ส่วนดัชเชสยกมือปิดปาก ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายช็อตเด็ดไว้ให้น้ำตาลดูตอนสร่างเมา
“พี่เซนต์อุ้มตาลแบบนี้ มีใจป่ะเนี่ย~”
“…” เซนต์ไม่ตอบ
“เงียบ แสดงว่ามี…”
“สักหน่อยจะมีน้ำโห ถ้ายังไม่หยุดพูดมาก”
คนเมาทำมือรูดซิปปากด้วยท่าทางทะเล้น ในขณะที่เซนต์ถอนหายใจหนักๆ ด้วยความระอาใจ ถ้าไม่ดูแลก็คงโดนเซลีนงอน
เวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย
เซนต์วางน้ำตาลลงเบาะข้างคนขับ ดึงเข็มขัดนิรภัยคาดให้เรียบร้อย
“เดี๋ยวให้เพื่อนน้องไปกับกูก็ได้” ภูริพูด
“ขอบคุณค่ะ” ดัชเชสหันไปยกมือขอบคุณ
ภูริยกมือขึ้นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร
“คอนโดน้ำตาลชื่อเอ็มไพร์ริชนะคะ”
เซนต์พยักหน้า ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ หลังจากเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยก็จัดการกดปุ่มสตาร์ตแล้วขับออกจากลานจอดสู่ถนนใหญ่
“อื้อ~ ขับช้าๆ นะดัชเชส กูไม่อยากอ้วกใส่รถอีกแล้ว”
สายตาคมเข้มปรายมองคนข้างๆ เพียงนิด ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมของน้ำตาล บนรถปกคลุมไปด้วยเสียงพูดงึมงำน่ารำคาญของเจ้าของรถ เซนต์สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อกดความหงุดหงิดแต่ก็ไม่อยากถือสาคนเมา
พรึ่บ…
ศีรษะเล็กเอนมาซบแขนในขณะที่กำลังขับรถ ทำให้เขาชะงัก สายตาหลุบลงมองน้ำตาล
“เอาหัวออกไป” เขาเอ่ยบอกเสียงเข้ม
“ทำไมแขนมึงแน่นจังดัชเชส”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนของเธอ เอาหัวออกไปซะ” เขาดันทำอะไรไม่ได้มากเพราะมือทั้งสองยังจับพวงมาลัยอยู่
“อย่าดิ้นดิ๊!” คนเมาตวาดกลับ
เซนต์ขบกรามแน่น ถ้าไม่ติดว่าขับรถอยู่นะ…
“แม่ง…” เขาสบถออกมาเบาๆ สายตาดึงกลับไปมองถนนตรงหน้าแล้วขับรถต่อ ในขณะที่มียัยตัวแสบซบแขนอยู่เหมือนหมอนข้างส่วนตัว
รถหรูของน้ำตาลขับมาถึงคอนโดมิเนียม เซนต์ขับเข้าไปจอดภายในลานจอดพิเศษ เมื่อรถจอดสนิทก็หยิบโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาภูริ
เซนต์ : อยู่ไหน
คริสต์ : เพิ่งส่งเพื่อนน้องเขาเสร็จ
เซนต์ : ส่ง?
คริสต์ : เออดิ ส่ง
เขาปรายสายตามองยัยตัวปัญหาข้างๆ ก่อนจะกดโทรหาคริสต์ทันที
(มีไรวะ)
“มึงไปส่งเพื่อนยัยนี่ทำพระแสงอะไร แล้วใครจะพายัยนี่ขึ้นไปส่งบนห้อง?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดังลอดไรฟันอย่างความหัวเสีย
(มึงไง)
“ไอ้คริสต์ กูไม่เล่น” เขากดเสียต่ำ
(เพื่อนน้องบอกว่าน้องน้ำตาลอยู่ชั้นยี่สิบ ห้อง2002)
“เดี๋ยวไอ้…”
สัส!
คริสต์ตัดสายทิ้งเหลือเพียงเสียง ตรู๊ด ตรู๊ด ที่ชวนให้หงุดหงิด เขาดึงสายตาไปมองน้ำตาลที่นั่งคอพับข้างๆ
“ตัวปัญหาจริงๆ”
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม



![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



