LOGINนั่นเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจหยุดและหันกลับไปเผชิญหน้า คงแค่ป้องกันตัวแหละ ท่านคงไม่คิดจะลงไม้ลงมือหรอก
ผมกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ต้องยกมือขึ้นกันหัวตัวเองซะก่อน จังหวะง้างคือเป็นอะไรที่กะเหนี่ยวสุดแรง
เสียงสลิปเปอร์กระทบพื้นต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรอดจากอุปกรณ์ป้องกันในมือเจ้าของบ้านได้ ถ้าพวกเขามาทัน
“ป๊า อย่า!!” เป็นหมาน้อยที่รีบเข้ามาขว้าง แต่นี่ทำให้ผมกังวลมากกว่าเดิม เพราะไม่คิดว่าท่านจะยั้งมือทันในระยะที่ประชิดขนาดนี้
ไวกว่าความคิดคือผมโอบกอดเธอไว้แน่นแล้วหมุนให้หันแผ่นหลังตัวเองเป็นเกราะกำบังแทน โดยที่ลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป
และดูเหมือนโชคดียังเข้าข้างผมอยู่ นายหญิงของบ้านปรี่เข้าไปห้ามสามีตัวเองได้ทัน
“เฮีย ใจเย็นก่อน”
แต่ไม่ทันที่ผมจะได้พ่นลมหายใจออก
“เฮ้ยๆๆ ไอ้เด็กนี่!” ท่านง้างมือขึ้นอีกรอบ เมื่อเห็นภาพบาดตาตรงหน้า ดีที่ด้ามสเตนเลสยังถูกรับไว้ด้วยมือของผู้หญิงที่อยู่ข้างท่าน
“เฮีย อย่าออกแรงเยอะ ยังไม่หายดีเลยนะ”
ผมผละออกจ
“อ๋อ ไอ้ตี๋นี่ทำงานที่นั่นด้วย ลูกคบกันตอนฝึกงานนี่ใช่ไหม แล้วลูกจะมั่นใจได้ไงว่า…”“เฮีย ไหนบอกจะลูกตัดสินใจเองไง” แต่ยังมีหน่วยกล้าตายขัดขึ้นได้ทันท่วงที“มันก็อดห่วงไม่ได้ไหมล่ะ” เสียงอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อเจอเสียงที่แข็งกว่า ผู้ชายต่อให้เก่งแค่ไหน ก็แพ้เมียอยู่วันยังค่ำ และเมื่อท่านทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาพาลใส่ผมแทน“ไอ้ตี๋นี่หน้าตากะล่อนจะตาย”หื้อ…ผมเนี่ยนะกะล่อน เรด้าร์ท่านมีปัญหาแล้วละ แต่ใช่ว่าจะกล้าแย้ง ทำได้แค่ขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย“ป๊า…” เสียงหวานของลูกสาวออดอ้อน พลางเอื้อมมือไปเกาะแขนพ่อตัวเอง แต่โดนสะบัดออก“ไม่ต้องมาจับ” ท่าทางท่านก็ไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง ออกแนวไปทางน้อยใจซะมากกว่า“วันนี้ลูกจะพาไปหาหมอนะ” ซึ่งฝ่ายลูกก็ยังติดยื้อ“ป๊าไม่ไป ป๊ามันไม่สำคัญแล้วนี่ จะมาสนใจทำไม มีอะไรก็ไม่เคยบอกกันแล้ว” อินเนอร์มาเต็ม เทียบเท่าตุ๊กตาทองถ้าตอนนี้ ครอบครัวผมยังอยู่ จะเป็นเหมือนท่านทั้งสองไหมนะ ภาพตรงหน
นั่นเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจหยุดและหันกลับไปเผชิญหน้า คงแค่ป้องกันตัวแหละ ท่านคงไม่คิดจะลงไม้ลงมือหรอกผมกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ต้องยกมือขึ้นกันหัวตัวเองซะก่อน จังหวะง้างคือเป็นอะไรที่กะเหนี่ยวสุดแรงเสียงสลิปเปอร์กระทบพื้นต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรอดจากอุปกรณ์ป้องกันในมือเจ้าของบ้านได้ ถ้าพวกเขามาทัน“ป๊า อย่า!!” เป็นหมาน้อยที่รีบเข้ามาขว้าง แต่นี่ทำให้ผมกังวลมากกว่าเดิม เพราะไม่คิดว่าท่านจะยั้งมือทันในระยะที่ประชิดขนาดนี้ไวกว่าความคิดคือผมโอบกอดเธอไว้แน่นแล้วหมุนให้หันแผ่นหลังตัวเองเป็นเกราะกำบังแทน โดยที่ลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปและดูเหมือนโชคดียังเข้าข้างผมอยู่ นายหญิงของบ้านปรี่เข้าไปห้ามสามีตัวเองได้ทัน“เฮีย ใจเย็นก่อน”แต่ไม่ทันที่ผมจะได้พ่นลมหายใจออก“เฮ้ยๆๆ ไอ้เด็กนี่!” ท่านง้างมือขึ้นอีกรอบ เมื่อเห็นภาพบาดตาตรงหน้า ดีที่ด้ามสเตนเลสยังถูกรับไว้ด้วยมือของผู้หญิงที่อยู่ข้างท่าน“เฮีย อย่าออกแรงเยอะ ยังไม่หายดีเลยนะ”ผมผละออกจ
เช้าวันต่อมา...“เฮีย! เฮีย!”“อือ…”ผมรู้สึกตัวตื่นจากเสียงเรียกคุ้นหูและแรงสั่งสะเทือนจากการเขย่า จนต้องเอื้อมมือไปหยุดการกระทำเหล่านั้นของผู้บุกตัวน้อย พลางหรี่ตาขึ้นมองใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มสดใสด้วยความประหลาดใจ เพราะดูจากท้องฟ้าสีครามผ่านช่องหน้าต่าง น่าจะยังอยู่ในช่วงเช้ามืดหมาน้อยของผมตื่นเช้าขนาดนี้ได้ยังไงวะ อุกกาบาตจะตกไหมเนี่ย“ไปใส่บาตรกัน”“ฮะ…?”ระหว่างที่ผมยังอยู่ในอาการของคนครึ่งหลับครึ่งตื่น คนตัวเล็กที่ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ฉุดท่อนแขนให้ผมลุกจากเตียงได้อย่างง่ายดาย หรืออาจเพราะผมไม่ได้ขัดขืนด้วยแหละ“ไปค่ะ ไปล้างหน้าก่อน เพลินเตรียมของใช้ไว้ให้แล้ว”ร่างผมถูกดันให้มายืนอยู่หน้าประตู ที่คิดว่าหน้าจะเป็นห้องน้ำ ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบสาวเท้าลงบันไดไปด้วยความเร่งรีบผมมองตามแผ่นหลังเล็กไปจนลับตา หลุดยิ้มออกมาซ้ำๆ ในตอนที่เอื้อมจับลูกบิดประตู แล้วดันเข้าไปด้านใน แต่ใช่ว่าผมจะมีอารมณ์สำรวจสิ่งรอบข้าง แค่เห็นเงาตัวเอ
หลังจากที่กินข้าว จัดการธุระส่วนตัวเสร็จสับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้วฉันหอบหมอนและผ้าห่มตรงไปยังห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแขกเหรื่อ ซึ่งวันนี้คนที่มาใช้บริการเป็นแฟนคนโปรดของลูกสาวบ้านนี้เองก๊อกๆๆ“เพลินเข้าไปนะคะ”หลังจากให้สัญญาณ ฉันเอื้อมหมุนลูกบิดและดันเปิดเข้าไปด้านใน เห็นเฮียฟิวส์นั่งไถหน้าจอมือถือในท่าทิ้งแผ่นหลังพิงหัวเตียง ซึ่งเขายังอยู่ในชุดเดิม แค่กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกเยอะกว่าปกติ“ร้อนเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขณะวางเครื่องนอนที่หอบมาไว้ปลายเตียง ก่อนจะเหลือบมองเครื่องปรับอากาศที่ไม่ค่อยได้ใช้ เหมือนมันจะมีแต่ลม ไม่ค่อยมีความเย็น“นิดหน่อย แต่นอนได้”“รอแป๊บ เดี๋ยวมา” พูดจบฉันก็พาตัวเองออกมาและวิ่งกลับไปที่ห้องด้วยความเร่งรีบ ยกพัดลมที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับไปหาเขาอีกครั้งพอเฮียฟิวส์เห็นฉันพยายามเปิดประตูอย่างทุลักทุเล ก็ดีดตัวลุกจากเตียงมาแบกพัดลมเข้าไปในห้อง พร้อมขยับริมฝีปากบ่น“ทำไมไม่บอกให้ฉันไปยกเอง มันหนัก” ความเป็นสุภาพบุรุษยืนหนึ่ง&ldquo
“เด็กในรูป…” ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของสัตว์เลี้ยงแสนรักในบ้านบ็อก! บ็อก! หงิงๆๆต่อมาหน้าตักฉันก็กลายเป็นที่นั่งของสุนัขสุดโปรดตัวแรก“เฮ…ฟรุ๊ตตี้ คิดถึงเพลินใช่ไหม” ฉันหยอกล้อกับเจ้าปอมเมอเรเนียนน้อยบนตัก พร้อมกับกดจมูกลงบนหัวที่มีขนนุ่มนิ่มปกคลุมโดยรอบ “ตัวหอมจัง”“เฮียว่าอะไรนะคะ” แต่ใช่ว่าฉันจะลืมที่เราคุยกันค้างไว้ เหมือนเขาอยากจะถามอะไรเกี่ยวกับรูปพวกนั้น เพราะสายตาเขาเหลือบมองไปทางนั้นชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาหาฉัน น่าแปลกที่เขาเลือกปล่อยผ่าน“ไม่มีไรหรอก”และฉันเองก็ไม่ใช่คนคาดคั้นเอาความ ก็เลยตัดจบความค้างคาไว้แค่นั้น แล้วหันไปหาสมาชิกใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากเราสองคนเมื่อเดือนก่อน“ฮะเก๋า มานี่มา” ฉันเป็นคนเรียก แต่เจ้าตัวน้อยขนปุ้ยสีขาวสะอาดกลับเดินผ่านไปคลอเคลียแข่งขาของแขกที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรกแทนสงสัยจะจำกลิ่นได้ล่ะมั่ง…ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจ มองหน้าฉันกับเจ้าหมาน้อยที่พื
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่มาส่งน้อง” เฮียฟิวส์รีบปฏิเสธอย่างสุภาพ ในตอนที่ม้ากำลังจะหมุนตัวเดินไปด้านใน ส่งผลให้ท่านต้องหันกลับมาอีกครั้ง“จะกลับเข้าเมืองตอนนี้เลยเหรอ” ม้าเลิกคิ้วถาม“ครับ”พอได้รับคำตอบจากเฮียฟิวส์ ฉันก็รีบส่งสัญญาณบางอย่างผ่านการส่ายหน้าเล็กน้อยให้ผู้เป็นแม่ ในตอนที่ท่านเหลือบมองมา“ม้าว่าพรุ่งนี้ค่อยกลับดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว ที่นี่ก็มีห้องว่างอยู่” ม้าเสนอ ในเมื่อฉันพูดเขาไม่ฟัง ก็คงต้องยืมมือผู้ใหญ่แล้วละ“แต่ว่า…” เฮียฟิวส์ทำท่าจะแย้ง แต่ไม่ทันม้าซะหรอก“รีบปิดประตู จะได้ไปพักผ่อน”“ค่ะ” ฉันรีบตอบรับเสียงสดใส ก่อนที่ม้าจะเดินกลับขึ้นไปด้านบน ส่วนฉันก็เดินเข้าไปด้านใน แล้วหันกลับไปเพื่อจะดึงเฮียฟิวส์ แต่เขาขัดขึ้น“เดี๋ยว รอแป๊บ”เขาวิ่งไปที่รถ เปิดกระโปรงหลัง แล้วหยิบถุงกระดาษใบใหญ่ถือไว้ในมือ ก่อนเขาจะรีบกลับเข้ามาด้านในร้านถุงใบนั้นถูกยื่นมาต่อหน้า“อะไรคะ”“ถื







