Mag-log inแม่ปรายตามองฉันแล้วเดินออกไปตามคำบอกของพ่อ ก่อนที่พ่อจะเดินเข้ามาหาฉัน และดึงมือของฉันให้เดินไปนั่งที่เตียงพร้อมกัน พ่อมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของฉัน มือข้างหนึ่งของท่านยกขึ้นมาลูบน้ำตาที่กำลังไหลเอ่อพวกนั้นออกให้อย่างแผ่วเบา พ่อยิ้มให้ฉัน ถึงแม้มันจะเป็นยิ้มที่ผสมความทุกข์ใจอยู่ในนั้น แต่ท่านกลับเลือกที่จะทำให้ฉันสบายใจขึ้น
“น้ำมีอะไรจะพูดกับพ่อไหม” นั่นคือประโยคแรกระหว่างการสนทนาของเราสองคน
“ฮึก... พ่อคะ น้ำ...” ฉันพูดไม่ออกเลย ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะพูดอะไรออกไปดี น้ำตามันไหลไม่หยุด เสียงสะอื้นก็ยังมี สิ่งสุดท้ายเลยกลายเป็นว่าฉันโผเข้าไปกอดพ่อแน่น และซบหน้าลงไปร้องไห้บนอกของฉันด้วยความเสียใจ “น้ำขอโทษนะคะพ่อ ฮึก...”
“พ่ออยากฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น น้ำเล่าให้พ่อฟังได้ไหม” เสียงทุ้มของพ่อเอ่ยที่ข้างหูฉัน
“เมื่อคืน...” ฉันเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อฟัง โดยเหตุการณ์ทั้งหมดที่ฉันพยายามจะลบทิ้งในห้วงความทรงจำถูกทำให้จำได้อีกครั้งจากการระลึกถึงมัน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องนั้น ทุกคำพูดที่พี่คินทร์พึมพำออกมา ฉันรับรู้ได้ทั้งหมด แต่ฉันไม่มีแรงโต้ตอบเพราะร่างของเขาโหมทับฉันไว้ทั้งตัว เสียงที่พยายามจะเรียกร้องให้คนช่วยก็ถูกฝ่ามือหยาบใหญ่ของเขาปิดทับไว้อีกที
“…” หลังจากเล่าให้พ่อฟังจนจบ ฉันก็ผละตัวเองออกมาจากอ้อมกอดอบอุ่นนั้น พ่อไม่พูดอะไรออกมาเลย
“น้ำขอโทษนะคะพ่อ น้ำเป็นเด็กไม่ดี ทำให้พ่อกับแม่เสียใจ ฮึก...”
“แล้วน้ำรู้สึกยังไงกับพี่เขา” นั่นเป็นคำถามของพ่อที่ถามขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวจากปากฉัน
ฉันมองหน้าของพ่อ ก่อนจะหลุบตาลงมองมือของตัวเองที่ชื้นเหงื่อไปแล้วเรียบร้อย “น้ำ...”
“พ่อแค่อยากรู้ว่าน้ำคิดยังไงกับพี่เขา แค่น้ำบอกพ่อมา พ่อจะจัดการกับเรื่องนี้เอง” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่ออีกครั้ง แววตาสุขุมหนักแน่นของพ่อทอดมองมาที่ฉันราวกับรอคำตอบ
“น้ำ...” ฉันควรจะบอกพ่อตามตรง หรือควรจะโกหกออกไปดี
“พ่อต้องการความจริงเท่านั้นนะน้ำ” เสียงของพ่อก็จริงจังมากด้วย “ถ้าน้ำไม่โอเค พ่อยินดียกเลิกงานหมั้นครั้งนี้ แล้วพ่อจะส่งน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทันที”
“พ่อคะ...” ฉันเรียกพ่อเสียงสั่น คำพูดของท่านทำให้หัวใจของฉันสั่นไหวอย่างรุนแรง “น้ำชอบพี่คินทร์ แต่...”
“…” เมื่อเห็นพ่อเงียบ ฉันเลยพูดต่อ
“แต่พี่คินทร์ไม่ได้ชอบน้ำเลย ถ้าน้ำต้องย้ายไปอยู่กับพี่คินทร์ที่เชียงใหม่ แล้วน้ำจะต้องทำยังไง น้ำต้องไม่กล้าคุย ไม่กล้าสบตา น้ำเป็นคนขี้ขลาด น้ำ...”
หมับ
พ่อวางมือลงบนบ่าของฉัน นั่นทำให้การพูดของฉันหยุดลงอย่างเฉียบพลัน ก่อนจะจ้องมองใบหน้าของพ่อนิ่งๆ
“น้ำคิดว่าตัวเองเป็นยังไง” ฉันขมวดคิ้วให้กับคำถามของพ่อ เพราะไม่รู้จะตีความคำถามนั้นยังไงดี “ถ้าน้ำคิดว่าตัวเองดีพอ แสดงให้พี่เขาเห็นถึงความจริงใจของน้ำ”
“แต่พี่คินทร์ไม่เคยสนใจน้ำเลย...” ยิ่งพูดมาถึงจุดนี้ หัวใจของฉันก็เจ็บแปลบราวกับโดนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
“พ่อเคยสอนน้ำให้รักนวลสงวนตัวเพราะเราเป็นลูกผู้หญิง ต้องไม่ชิงสุกก่อนห่าม ต้องทำตามกรอบประเพณีที่ดีงาม แต่พ่อรู้ว่าเรื่องแบบนี้สักวันจะต้องเกิดขึ้น ไม่มีใครห้ามได้ เราย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างปัจจุบันให้มันดีขึ้นได้ ถึงแม้มันจะเกิดจากความผิดพลาด แต่น้ำก็ควรประคับประคองความรักของน้ำที่มีให้พี่เขาไว้ให้ดี พ่อเชื่อว่าสักวันพี่เขาจะหันกลับมามองลูกสาวของพ่อแน่นอน”
“…” ฉันเงียบไปทันทีหลังจากคำพูดของพ่อจบลง
“เตรียมตัวไว้นะน้ำ พรุ่งนี้ไปเลือกแหวนหมั้น เดี๋ยวพี่เขาจะเข้ามารับ” พ่อพูดพร้อมกับวางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าฉันแล้วบีบเบาๆ ราวกับต้องการให้กำลังใจ
ฉันพยักหน้ารับ ก่อนที่พ่อจะลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปยังประตูทางออก ฉันเดินไปส่งพ่อที่หน้าห้อง และปิดประตูห้องของตัวเองลง พรุ่งนี้แล้วสินะ การเลือกแหวนหมั้นของฉัน...
KINN Talks. คุณเคยไขว่คว้าตามหาความรักบ้างไหมครับ? คุณเคยรู้สึกถึงความรักที่มันกำลังเติบโตขึ้นในจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม? ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งชีวิตของผมได้โคจรมาพบกับความบังเอิญอย่างแมวน้ำ ความบังเอิญที่ทำให้ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ความบังเอิญที่ทำให้ผมต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ในตอนที่เห็นน้ำตาของเธอ ผมไม่รู้ว่าทำไมโชคชะตาถึงได้ขีดเขียนเรื่องราวให้ผมกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอเพียงชั่วข้ามคืนจากความผิดพลาดนั้น เราเริ่มต้นด้วยกันไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายเราก็จบลงด้วยการที่รักกัน ผมไม่ได้อยากจะมาพรรณนาความรักของตัวเองให้ใครต่อใครฟัง แต่ผมแค่อยากบอกเล่าว่าความรักมันสามารถก่อเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่เปิดใจ อะไรใหม่ๆก็จะเข้ามา ครั้งแรกที่ผมรู้จักแมวน้ำ ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เด็กผู้หญิงที่โคตรเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ขี้น้อยใจ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผมรู้สึกรำคาญเธอจริงๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจของผมมันก็ร้อนรนจนจะคลั่งตาย ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอาน้ำตามากมายนั้นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้ร้องไห้เก่งนัก แถมยังน้อยใจเป็นที่หนึ่งอีกด้วย “พี่คินทร์คะ” เ
20 : 14 น. เสร็จสิ้นจากภารกิจวิ่งวุ่นส่งเอกสารเรียนต่อทั้งวัน ในที่สุดพี่คินทร์ก็พาฉันกลับห้องสักที ตอนมาที่เชียงใหม่ ฉันไปรับหมูปิ้งกับลูกชิ้นที่ห้องพี่เฟียตมา พบว่าทั้งสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นตั้งหลายเท่า แถมยังติดพี่เฟียตกับพี่ฟิล์มเอามากๆด้วย ตอนที่ฉันเรียกกลับห้อง ดูจะไม่ยอมกลับด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งคู่นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว “พี่คินทร์ทำใจเรื่องพี่ครีมได้แล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม ในขณะที่เดินเอากระเป๋าไปวางตรงโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนนั้นด้วยความเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกาย “เธอถามอะไรเนี่ยอุ๋ง” “น้ำก็แค่อยากรู้เฉยๆ” ฉันยู่ปากให้เขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นตามปกติ “ฉันไม่ได้ชอบครีมแล้ว” พี่คินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนอนอยู่ สายตาคมกริบจ้องมองฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย “จะ..จ้องทำไมคะ” พอโดนมองมากๆ มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ จะทำอะไรก็รู้สึกเขินไปหมดเลย “ก็เธอน่ารัก” ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันเต้นรัวขึ้นมาราวกับเสียงกลองเมื่อได้ยินคำชมหวานหูจากปากพี่คินทร์ ทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งๆที่เขาก้รู้ว่าถ้าชมฉันมากๆก็จะทำให้ฉันเขิน แต่ก็ยังชมอยู่
หลายวันผ่านไป มหาวิทยาลัย KUT เชียงใหม่ ในที่สุดวันนี้ฉันก็ต้องมายื่นเอกสารเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่คินทร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่ของฉันติดงานมาไม่ได้ เลยฝากให้พี่คินทร์มาคุมฉันแทน ซึ่งวันที่ฉันยื่นเอกสารให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นคนละวันกับของเคท คณะวิศวกรรมศาสตร์จะยื่นทีหลังคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้เคทก็เลยได้นอนตีพุงเล่นอยู่ที่ห้อง ในขณะที่ฉันวิ่งวุ่นส่งเอกสารอยู่ “มึงเห็นผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่หน้าตึกมั้ย อีเวร... ผัวกูในอนาคตชัดๆ” ในขณะที่กำลังยืนต่อคิวส่งเอกสาร ก็มีผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของฉันกำลังกระซิบกระซาบกันกับเพื่อนอีกคนในแถว “เออ โคตรหล่อ แต่กูว่ามีเมียแล้วชัวร์!” “แต่กูว่าไม่มั้ง... เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่นะ คงไม่มีรสนิยมชอบเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายหรอก” “งั้นมึงลองไปขอเบอร์ดูดิ เผื่อได้” “ส่งเอกสารเสร็จเมื่อไหร่ กูจะรีบแจ้นไปขอเลยจ้า” และในที่สุดบทสนทนาอันสนิทสนมนั้นก็จบลง... ฉันส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มให้พวกเธอ ทำให้นึกถึงเพื่อนๆของตัวเองเลย เพื่อนฉันหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ ฉันว่าม
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงหอมแก้มฉันจนดังฟอด ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์ พบว่าเขากำลังยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หล่อจนแทบจะกระชากสติฉันให้หลุดลอยไปเลย “พี่คินทร์ปล่อยน้ำเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น” ฉันเหลียวซ้ายแลขวามองหาพ่อกับแม่ สองแขนออกแรงดันให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา “เห็นแล้วไง เธอกับฉันเรานอนเตียงเดียวกันที่เชียงใหม่ แถมฉันยังเห็นอะไรต่อมิอะไรของเธอตั้งเยอะ” เพียะ! ฉันฟาดมือลงกับวงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นแรงๆ ใจจริงอยากจะตีให้เขาร้องด้วยซ้ำ อาการร้อนเห่อไล่ลามไปทั่วใบหน้า สองข้างแก้มฉันรู้สึกจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็อายเป็นนะ “ปล่อยน้ำเลยนะ น้ำไม่คุยด้วยแล้ว” “ไม่ปล่อย จะกอดไว้แบบนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สร้างความอึดอัดจนฉันต้องขยับตัวไปมาเพื่อหาช่องว่าง “จะกอดให้หายใจไม่ออกเลย!” “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่ด้านหลังฉัน ทำให้ทั้งฉันและพี่คินทร์ต่างสะดุ้งและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นที่ยืนอยู่เป็นใคร “พะ..พ่อคะ น้ำไม่ได้...” เหมือนน้ำท่วมปากไ
หลังจากแม่กลับออกไป ท่านก็บอกให้ฉันเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะวันนี้แม่บอกให้พี่คินทร์เชิญพ่อและแม่ของเขามาร่วมกินข้าวเย็นกับเราด้วย พออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ลงไปช่วยแม่ทำอาหารและจัดโต๊ะกินข้าว พอฟ้าเริ่มมืด พ่อแม่ของพี่คินทร์ รวมทั้งพี่คินทร์และเคทก็มาที่บ้าน ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณอาทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปหาเคทและส่งยิ้มให้ จากนั้นก็หันมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเคท “เชิญค่ะพี่เวทย์ พี่แคท” แม่ฉันผายมือให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เมื่อมาถึงห้องอาหาร ทุกคนก็หาที่นั่งกันเรียบร้อย โดยเรียงลำดับให้พ่อฉันอยู่หัวโต๊ะ แม่นั่งอยู่ฝั่งขวาของพ่อ ส่วนพ่อและแม่ของพี่คินทร์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของพ่อฉัน พี่คินทร์นั่งตรงข้ามกับฉันที่นั่งติดกับแม่ และเคทนั่งข้างๆพี่คินทร์ “ต้องขอโทษจริงๆพี่มานพ...” พ่อของพี่คินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ในบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่คนที่อยู่ในวงอาหาร แม่ของฉันอายุน้อยที่สุด และพ่อของฉันอายุมากที่สุด ดังนั้นพ่อและแม่ของพี่คินทร์จะให้ความเคารพพ่อฉันมากๆ “เอาเถอะๆ กินข้าวกันดีกว่าครับ” พ่อยกมือขึ้นห้ามเมื่ออาเวทย์กำลังจะพูดถึงเรื่อง
ก็ไหนพ่อแม่ผมโทรมาเคลียร์กับพ่อแม่ยัยอุ๋งแล้วไง ทำไมดูเหมือนแม่ของยัยอุ๋งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยล่ะ “ผมนึกว่า...” ประโยคของผมหยุดลงตรงนั้น เมื่อแม่ของยัยอุ๋งพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนพ่อกับแม่ของเราโทรมาบอกอาว่าเรากับน้องพลาดท่ามีอะไรกัน อาก็นึกว่าลูกสาวอาปล่อยเนื้อปล่อยตัว คินทร์รู้มั้ยว่าอาตีน้องไปด้วย” “ผม...” จะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รู้ก็แค่แม่บอกให้ยัยอุ๋งไปอยู่กับผมสามเดือนนั่นแหละ แล้วท่านก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลย “ทำไมคินทร์ถึงข่มขืนน้อง แมวน้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายเอง” “ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ” ผมยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พอยิ่งมองย้อนไปในอดีต ตอนนั้นที่ผมบ่ายเบี่ยงความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ผมโคตรไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยเอาจริงๆ “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับคุณอา” “คินทร์รู้สึกยังไงกับแมวน้ำ อาถามแค่นี้จริงๆ ถ้าคินทร์ไม่รักแมวน้ำ อาจะส่งแมวน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” หลังจากหูได้ยินคำพูดของแม่ยัยอุ๋ง สมองผมก็ตื้อไปหมด ผมให้ยัยอุ๋งไปจากผมไม่ได้หรอก เรารักกัน... “ผมรักแมวน้ำครับ” สายตาของผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ยัยอุ๋งตรงๆ พร้อมกับพูดเต็มปากเต็มยอมรับว่ารักยัยอุ๋งเ







