Mag-log inMAWNUM Talks.
Rrrr!
เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ที่แผดเสียงขึ้น ทำให้ฉันค่อยๆลืมเปลือกตาที่หนักอึ้ง ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่อยู่ใกล้กับโต๊ะข้างเตียงที่สุดควานหามัน เมื่อเจอแล้วก็รับสายและจ่อลงที่หูของตัวเองทันที ก่อนหน้านี้ผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็คือร่างกายของฉันเมื่อยล้าจนไม่มีแรงไปแล้ว
“ฮัลโหล...” ฉันกรอกเสียงเอื่อยเฉื่อยของตัวเองลงไปในสาย
[ไอ้น้ำ.. แกเป็นไงบ้างวะ โอเคไหม] เป็นเสียงของเคทเอง
“น้ำโอเค” ฉันตอบเคทกลับไป ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงของตัวเอง
[พ่อฉันโทรไปบอกพ่อแม่แกแล้วนะ เพิ่งคุยกันเสร็จเมื่อกี้เลย] ประโยคที่เคทบอกทำให้มือฉันชาจนโทรศัพท์ร่วงหล่นลงบนที่นอน
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูห้องนอนของฉันดังขึ้นสองที ฉันหันขวับไปมองที่ประตูห้องอย่างรวดเร็ว พลันความร้อนผ่าวที่ขอบตาก็ปรากฏขึ้น พ่อแม่ของฉันต้องรู้เรื่องทั้งหมดแล้วแน่นอน
ตึกตัก... ตึกตัก...
หัวใจฉันกระหน่ำเต้นด้วยความหวาดกลัว ฉันกลัวไปหมดทุกอย่างเลย กลัวพ่อแม่จะรับไม่ได้ กลัวพวกท่านจะเสียใจ กลัวตัวเองจะถูกด่าทอ ยิ่งพอคิดมาถึงจุดนี้แล้ว ร่างกายของฉันก็ชาวาบ ไม่ขยับไปไหน และไม่แม้กระทั่งจะเดินไปเปิดประตูบานนั้นออกเพื่อพบกับความจริง
“น้ำ!” เสียงของแม่ฉันตะโกนเข้ามา “เปิดประตูให้แม่!”
“ฮึก...” น้ำใสๆร่วงหล่นออกจากหางตาฉันอีกครั้ง ก่อนที่เสียงสะอื้นเบาๆจะดังขึ้นมา และถูกปิดไว้ด้วยฝีมือฉัน
“พ่อไปเอากุญแจสำรองห้องแมวน้ำมาให้แม่เดี๋ยวนี้เลย!” นั่นเป็นเสียงคำสั่งของแม่ที่สั่งพ่อ
ฉันรีบลุกขึ้นและเดินลงจากเตียงไปขดตัวอยู่ที่มุมห้อง เสียงด้านนอกเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เสียงก๊อกแก๊กที่ประตูจะดังต่อมา ลูกบิดที่ควรจะล็อกไว้ถูกคนภายนอกไขออก ประตูบานใหญ่ถูกเปิดเข้ามาอย่างรุนแรง
“ฮึก... มะ..แม่” ฉันมองหน้าบุพการีทั้งสองคนด้วยอาการหวาดกลัว
“นี่มันเรื่องอะไรน้ำ!” แม่เดินเข้ามาหาฉัน ก่อนที่ฝ่ามือของท่านจะจับที่แขนฉันแล้วกระชากร่างฉันขึ้นจากพื้น ความเจ็บที่บริเวณนั้นยิ่งทำให้น้ำตาฉันพรั่งพรูมากกว่าเดิม “อธิบายแม่มาเดี๋ยวนี้นะ!”
“ฮึก... แม่คะ น้ำเจ็บ” นั่นเป็นเพียงประโยคสื่อสารเดียวที่ฉันสามารถพูดออกมาได้ ส่วนประโยคแก้ตัวทั้งหมดฉันไม่ขอพูด ในเมื่อทุกอย่างมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีตได้
“เจ็บเหรอ?!” แม่ตวาดเสียงลั่นห้อง โดยมีพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้ามาห้ามปราม พ่อดึงแขนแม่ไว้ และพยายามพูดเพื่อให้แม่ใจเย็น “ตอนทำทำไมไม่คิด!”
“แม่คะ น้ำไม่ได้ตั้งใจ ฮึก...” ฉันจับมือของแม่ที่บีบแขนของตัวเองจนเกิดอาการเจ็บไว้ มองหน้าท่านด้วยความรู้สึกเสียใจระคนรู้สึกผิด
ใบหน้าของผู้เป็นแม่ บัดนี้มีแต่น้ำตาแห่งความเสียใจเต็มไปหมด สีหน้าของแม่แสดงออกถึงความผิดหวังในตัวฉัน โดยเฉพาะคิ้วที่ขมวดนั่น ดูก็รู้แล้วว่าท่านกลุ้มใจและกังวลมากแค่ไหน และมันยิ่งทำให้ฉันอยากจะร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิมที่เห็น พ่อไม่พูดอะไร แต่ฉันก็พอเดาออกว่าท่านก็คงรู้สึกผิดหวังไม่ต่างจากแม่เท่าไหร่
“น้ำรู้ไหม.. แม่ไม่เคยห้ามเลยถ้าน้ำจะมีแฟน แต่ทำไมต้องเป็นแบบนี้ลูก ทำไมหนูถึงทำแบบนี้ แม่ผิดหวังมากเลยนะ ทำไมน้ำเป็นเด็กไม่ดีแบบนี้” น้ำเสียงที่แม่เปล่งออกมาผสมปนเปกับเสียงสะอื้น
“แม่.. พ่อว่าแม่ใจเย็นๆก่อนดีกว่านะ” พ่อที่พยายามห้ามแม่ก็พูดเพื่อให้แม่ใจเย็นลงด้วย
“แม่คะ...” ฉันเรียกแม่หนึ่งคำ และพยายามจะเดินเข้าไปใกล้ แต่แม่กลับถอยห่างออกไป วินาทีนี้ฉันถึงกับชะงักปลายเท้าลง หัวใจรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างและบีบคั้นให้รู้สึกเจ็บเจียนตาย “แม่อย่าเดินหนีน้ำ ฮึก...”
“อาทิตย์หน้า... น้ำต้องเก็บข้าวของไปอยู่กับพี่เขาที่เชียงใหม่ แม่ตกลงกับพ่อของเคทแล้ว” ประโยคเด็ดขาดของแม่ทำให้น้ำตาที่คลออยู่ในหน่วยตาของฉันร่วงหล่นลงทันที “อีกสองวันจะมีงานหมั้น น้ำเตรียมตัวไว้ พรุ่งนี้พี่เขาจะเข้ามารับน้ำไปเลือกแหวนหมั้น”
“แม่คะ น้ำไม่อยากไปอยู่ที่เชียงใหม่” ฉันบอกแม่ด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ลำพังแค่ให้ฉันหมั้นกับพี่คินทร์ก็หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว นี่ฉันต้องไปอยู่ร่วมกันกับเขา ซึ่งเขาไม่ได้มีความรักให้ฉันเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่อยากไป...
“แล้วน้ำจะให้แม่ทำยังไง น้ำคิดว่าเรื่องแบบนี้มันยังจะแก้ปัญหาอะไรได้อีก น้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายนะ”
“แม่ออกไปข้างนอกก่อน ขอพ่อคุยกับน้ำเอง” พ่อที่ยืนเงียบอยู่นาน รีบเข้ามาบอกแม่ ก่อนจะหันมามองฉันนิ่งๆด้วยความเห็นใจ ฉันรู้ว่าพ่อก็ทุกข์ไม่ต่างจากแม่
KINN Talks. คุณเคยไขว่คว้าตามหาความรักบ้างไหมครับ? คุณเคยรู้สึกถึงความรักที่มันกำลังเติบโตขึ้นในจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม? ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งชีวิตของผมได้โคจรมาพบกับความบังเอิญอย่างแมวน้ำ ความบังเอิญที่ทำให้ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ความบังเอิญที่ทำให้ผมต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ในตอนที่เห็นน้ำตาของเธอ ผมไม่รู้ว่าทำไมโชคชะตาถึงได้ขีดเขียนเรื่องราวให้ผมกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอเพียงชั่วข้ามคืนจากความผิดพลาดนั้น เราเริ่มต้นด้วยกันไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายเราก็จบลงด้วยการที่รักกัน ผมไม่ได้อยากจะมาพรรณนาความรักของตัวเองให้ใครต่อใครฟัง แต่ผมแค่อยากบอกเล่าว่าความรักมันสามารถก่อเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่เปิดใจ อะไรใหม่ๆก็จะเข้ามา ครั้งแรกที่ผมรู้จักแมวน้ำ ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เด็กผู้หญิงที่โคตรเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ขี้น้อยใจ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผมรู้สึกรำคาญเธอจริงๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจของผมมันก็ร้อนรนจนจะคลั่งตาย ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอาน้ำตามากมายนั้นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้ร้องไห้เก่งนัก แถมยังน้อยใจเป็นที่หนึ่งอีกด้วย “พี่คินทร์คะ” เ
20 : 14 น. เสร็จสิ้นจากภารกิจวิ่งวุ่นส่งเอกสารเรียนต่อทั้งวัน ในที่สุดพี่คินทร์ก็พาฉันกลับห้องสักที ตอนมาที่เชียงใหม่ ฉันไปรับหมูปิ้งกับลูกชิ้นที่ห้องพี่เฟียตมา พบว่าทั้งสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นตั้งหลายเท่า แถมยังติดพี่เฟียตกับพี่ฟิล์มเอามากๆด้วย ตอนที่ฉันเรียกกลับห้อง ดูจะไม่ยอมกลับด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งคู่นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว “พี่คินทร์ทำใจเรื่องพี่ครีมได้แล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม ในขณะที่เดินเอากระเป๋าไปวางตรงโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนนั้นด้วยความเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกาย “เธอถามอะไรเนี่ยอุ๋ง” “น้ำก็แค่อยากรู้เฉยๆ” ฉันยู่ปากให้เขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นตามปกติ “ฉันไม่ได้ชอบครีมแล้ว” พี่คินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนอนอยู่ สายตาคมกริบจ้องมองฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย “จะ..จ้องทำไมคะ” พอโดนมองมากๆ มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ จะทำอะไรก็รู้สึกเขินไปหมดเลย “ก็เธอน่ารัก” ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันเต้นรัวขึ้นมาราวกับเสียงกลองเมื่อได้ยินคำชมหวานหูจากปากพี่คินทร์ ทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งๆที่เขาก้รู้ว่าถ้าชมฉันมากๆก็จะทำให้ฉันเขิน แต่ก็ยังชมอยู่
หลายวันผ่านไป มหาวิทยาลัย KUT เชียงใหม่ ในที่สุดวันนี้ฉันก็ต้องมายื่นเอกสารเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่คินทร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่ของฉันติดงานมาไม่ได้ เลยฝากให้พี่คินทร์มาคุมฉันแทน ซึ่งวันที่ฉันยื่นเอกสารให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นคนละวันกับของเคท คณะวิศวกรรมศาสตร์จะยื่นทีหลังคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้เคทก็เลยได้นอนตีพุงเล่นอยู่ที่ห้อง ในขณะที่ฉันวิ่งวุ่นส่งเอกสารอยู่ “มึงเห็นผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่หน้าตึกมั้ย อีเวร... ผัวกูในอนาคตชัดๆ” ในขณะที่กำลังยืนต่อคิวส่งเอกสาร ก็มีผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของฉันกำลังกระซิบกระซาบกันกับเพื่อนอีกคนในแถว “เออ โคตรหล่อ แต่กูว่ามีเมียแล้วชัวร์!” “แต่กูว่าไม่มั้ง... เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่นะ คงไม่มีรสนิยมชอบเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายหรอก” “งั้นมึงลองไปขอเบอร์ดูดิ เผื่อได้” “ส่งเอกสารเสร็จเมื่อไหร่ กูจะรีบแจ้นไปขอเลยจ้า” และในที่สุดบทสนทนาอันสนิทสนมนั้นก็จบลง... ฉันส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มให้พวกเธอ ทำให้นึกถึงเพื่อนๆของตัวเองเลย เพื่อนฉันหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ ฉันว่าม
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงหอมแก้มฉันจนดังฟอด ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์ พบว่าเขากำลังยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หล่อจนแทบจะกระชากสติฉันให้หลุดลอยไปเลย “พี่คินทร์ปล่อยน้ำเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น” ฉันเหลียวซ้ายแลขวามองหาพ่อกับแม่ สองแขนออกแรงดันให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา “เห็นแล้วไง เธอกับฉันเรานอนเตียงเดียวกันที่เชียงใหม่ แถมฉันยังเห็นอะไรต่อมิอะไรของเธอตั้งเยอะ” เพียะ! ฉันฟาดมือลงกับวงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นแรงๆ ใจจริงอยากจะตีให้เขาร้องด้วยซ้ำ อาการร้อนเห่อไล่ลามไปทั่วใบหน้า สองข้างแก้มฉันรู้สึกจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็อายเป็นนะ “ปล่อยน้ำเลยนะ น้ำไม่คุยด้วยแล้ว” “ไม่ปล่อย จะกอดไว้แบบนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สร้างความอึดอัดจนฉันต้องขยับตัวไปมาเพื่อหาช่องว่าง “จะกอดให้หายใจไม่ออกเลย!” “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่ด้านหลังฉัน ทำให้ทั้งฉันและพี่คินทร์ต่างสะดุ้งและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นที่ยืนอยู่เป็นใคร “พะ..พ่อคะ น้ำไม่ได้...” เหมือนน้ำท่วมปากไ
หลังจากแม่กลับออกไป ท่านก็บอกให้ฉันเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะวันนี้แม่บอกให้พี่คินทร์เชิญพ่อและแม่ของเขามาร่วมกินข้าวเย็นกับเราด้วย พออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ลงไปช่วยแม่ทำอาหารและจัดโต๊ะกินข้าว พอฟ้าเริ่มมืด พ่อแม่ของพี่คินทร์ รวมทั้งพี่คินทร์และเคทก็มาที่บ้าน ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณอาทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปหาเคทและส่งยิ้มให้ จากนั้นก็หันมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเคท “เชิญค่ะพี่เวทย์ พี่แคท” แม่ฉันผายมือให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เมื่อมาถึงห้องอาหาร ทุกคนก็หาที่นั่งกันเรียบร้อย โดยเรียงลำดับให้พ่อฉันอยู่หัวโต๊ะ แม่นั่งอยู่ฝั่งขวาของพ่อ ส่วนพ่อและแม่ของพี่คินทร์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของพ่อฉัน พี่คินทร์นั่งตรงข้ามกับฉันที่นั่งติดกับแม่ และเคทนั่งข้างๆพี่คินทร์ “ต้องขอโทษจริงๆพี่มานพ...” พ่อของพี่คินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ในบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่คนที่อยู่ในวงอาหาร แม่ของฉันอายุน้อยที่สุด และพ่อของฉันอายุมากที่สุด ดังนั้นพ่อและแม่ของพี่คินทร์จะให้ความเคารพพ่อฉันมากๆ “เอาเถอะๆ กินข้าวกันดีกว่าครับ” พ่อยกมือขึ้นห้ามเมื่ออาเวทย์กำลังจะพูดถึงเรื่อง
ก็ไหนพ่อแม่ผมโทรมาเคลียร์กับพ่อแม่ยัยอุ๋งแล้วไง ทำไมดูเหมือนแม่ของยัยอุ๋งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยล่ะ “ผมนึกว่า...” ประโยคของผมหยุดลงตรงนั้น เมื่อแม่ของยัยอุ๋งพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนพ่อกับแม่ของเราโทรมาบอกอาว่าเรากับน้องพลาดท่ามีอะไรกัน อาก็นึกว่าลูกสาวอาปล่อยเนื้อปล่อยตัว คินทร์รู้มั้ยว่าอาตีน้องไปด้วย” “ผม...” จะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รู้ก็แค่แม่บอกให้ยัยอุ๋งไปอยู่กับผมสามเดือนนั่นแหละ แล้วท่านก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลย “ทำไมคินทร์ถึงข่มขืนน้อง แมวน้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายเอง” “ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ” ผมยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พอยิ่งมองย้อนไปในอดีต ตอนนั้นที่ผมบ่ายเบี่ยงความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ผมโคตรไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยเอาจริงๆ “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับคุณอา” “คินทร์รู้สึกยังไงกับแมวน้ำ อาถามแค่นี้จริงๆ ถ้าคินทร์ไม่รักแมวน้ำ อาจะส่งแมวน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” หลังจากหูได้ยินคำพูดของแม่ยัยอุ๋ง สมองผมก็ตื้อไปหมด ผมให้ยัยอุ๋งไปจากผมไม่ได้หรอก เรารักกัน... “ผมรักแมวน้ำครับ” สายตาของผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ยัยอุ๋งตรงๆ พร้อมกับพูดเต็มปากเต็มยอมรับว่ารักยัยอุ๋งเ







