LUCIANO
-3-
ออกล่า
“ถ้าอยากใช้หนี้ได้เร็ว และมีโอกาสเติบโตในสายงานนี้ พี่ว่าข่าวของลูเซียโน่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว” พี่ฝนโน้มตัวเข้าไปหาเฌอร์ชีวาเล็กน้อย ท่าทีดูเหมือนหวังดี แต่กลับแฝงความกดดัน
“เสี่ยงหน่อยแต่ได้คุ้มมากนะ เพราะเขาค่อนข้างจะมี Privacy สูงมาก แต่เขาก็เป็นคนที่สื่อออนไลน์กำลังให้ความสนใจสุด ๆ ในปีนี้ ยิ่งคนอื่นไม่กล้าทำข่าว เราก็ยิ่งต้องหาข่าวนี้มาให้ได้เป็นที่แรก... มันถึงจะเป็นข่าวที่มีมูลค่ามหาศาลไง”
“พี่ฝน? ถ้าขืนเฌอร์กลับไปตามทำข่าวเขาอีกรอบ คราวนี้เขาคงกระทืบเฌอร์แหลกกว่ากล้องนี่อีกนะ!” เฌอร์ชีวาส่ายหน้าพัลวัน ก่อนจะรีบลุกขึ้นเตรียมจะยกมือไหว้เพื่อขอลากลับ
“โอเค งั้นก็เลือกเอาเองแล้วกัน เพราะพี่คิดหาทางช่วยได้มากที่สุดแค่นี้เลย” พี่ฝนพิงหลังกอดอก จ้องหน้าเด็กสาวสู้ชีวิตอย่างกดดันไม่ให้มีทางหนี
“แต่ถ้าเธอสามารถเล่นข่าวลูเซียโน่ได้ เผลอ ๆ ค่าขายข่าวนี้อาจจะได้มากกว่าแสนเลยนะ แถมเธอยังได้ผลงานทั้งข่าวบันเทิงและข่าวการเมืองเลยด้วย...” พี่ฝนเว้นจังหวะพลางหรี่ตาลงอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“มากกว่าการยกหนี้หลักแสนให้ฟรี ๆ คือพี่อาจจะช่วยเสนอให้เธอได้ย้ายไปช่วยงานแผนกข่าวคดีสอบสวนสืบสวนที่เธอต้องการด้วยก็ได้นะ”
เฌอร์ชีวาชะงักกึกกับข้อเสนอนั้น มือบางกำเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความฝันที่จะเป็นนักข่าวสืบสวนกำลังถูกนำมาเป็นเหยื่อล่อให้เธอเดินเข้าหานรกชัด ๆ พี่ฝนยืดตัวขึ้นมองเฌอร์ชีวาด้วยสายตามั่นใจว่า เหยื่อต้องติดกับแน่นอน เฌอร์ชีวาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน หันกลับไปมองรุ่นพี่ที่นั่งยิ้มกริ่มอย่างเป็นต่อ
“มันเป็นงานที่เสี่ยง แต่คุ้มมากเลยนะ” พี่ฝนย้ำอีกครั้ง เพื่อให้เฌอร์ชีวาได้คิดถึงผลประโยชน์ที่เธอจะได้รับ
“พี่ฝนแน่ใจนะว่า... ถ้าเฌอร์ทำสำเร็จแล้ว พี่จะไม่ผิดคำพูดกับเฌอร์?” เฌอร์ชีวาจ้องเข้าไปในดวงตาของรุ่นพี่สาวตรงหน้านิ่ง ๆ
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่เลยจ้ะ” พี่ฝนตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง และมองเธอด้วยแววตาที่จริงจังจนน่าขนลุก
วันต่อมา
ณ มหาวิทยาลัยอเธน่า
ตึกคณะนิเทศศาสตร์
เฌอร์ชีวาสะพายกระเป๋าใบเก่งเดินเข้าเรียนตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน แต่วันทั้งวันเธอกลับไม่มีสมาธิเลยสักนิด ในหัวของเธอกำลังคิดหาแผนการต่าง ๆ นานา ที่จะเข้าใกล้ผู้ชายอันตรายอย่างลูเซียโน่ให้ได้มากที่สุด และงานนี้มันก็ไม่ง่ายเลย เพราะข้อมูลที่พี่ฝนให้เธอมามันมีแต่ข้อมูลของครอบครัวของเขามากกว่าข้อมูลส่วนตัว แล้วมันก็จริงอย่างที่พี่ฝนบอกเอาไว้ คือข้อมูลและความเป็นส่วนตัวทุกอย่างของลูเซียโน่มันไม่ได้เข้าถึงได้ง่าย ๆ เลย
ทุกแพลตฟอร์มทางโซเชียลตั้งเป็นไพรเวตทั้งหมด แถมยังแทบไม่มีการอัปเดตอะไรเลยด้วย
“แล้วแบบนี้ฉันจะไปตามหานายได้จากที่ไหนวะเนี่ย... จะไปหาที่คณะวิศวะ ก็ไม่รู้ตารางเรียนอีกอยู่ดี” เฌอร์ชีวาพยายามนั่งค้นข้อมูล และเริ่มวางแผนต่าง ๆ โดยเธออาจจะเริ่มสืบข้อมูลจากคนในคณะวิศวะของเขานี่แหละ
“ไอ้เฌอร์... มึงจะนอนที่มหา’ลัยเลยรึไง?” เสียงของหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ สะกิดเรียกเมื่อเฌอร์ชีวายังคงนั่งเหม่อลอยอยู่นาน ทั้งที่คลาสเรียนเลิกไปสักพักแล้ว และนักศึกษาทุกคนก็กลับกันไปเกือบหมดแล้ว
“เห้ย...กลับหอดิ... กลับ ๆ” คนตัวเล็กรีบเก็บของใส่กระเป๋าในทันที
“วันนี้ดูเหม่อ ๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า” เพื่อนสนิทของเฌอร์ชีวาถามขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินลงจากอาคารเรียนเพื่อตรงไปยังลานจอดรถหน้าตึก
“มี...แต่เรื่องมันยาวมากเลยอะมึง มึงมีเวลาฟังมั้ยละ?” คนตัวเล็กถอนหายใจ และกำลังจะอ้าปากเล่าต่อ แต่ถูกเพื่อนเบรกเอาไว้อย่างกะทันหัน
“ถ้ายาวมาก... ไว้ค่อยเล่าก็ได้ กูรีบไปซ้อมดนตรี” ซีไมเนอร์ยกกีตาร์สะพายขึ้นบ่าเตรียมจะไปชมรมดนตรีเหมือนทุก ๆ วัน
“ซีไมเนอร์!” คนตัวเล็กหันไปหยิกแขนเพื่อนตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ “แล้วมึงจะถามให้กูอยากเล่าทำไมวะเนี่ย” เธอก็บ่นอุบอิบไปตามประสา
“วันนี้กูรีบไง ไว้รอมึงเล่าทีเดียวพรุ่งนี้ตอนนัดกินข้าวกับยัยขิมก็ได้” ซีไมเนอร์ตบไหล่เพื่อนสาวเบา ๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินแยกกันไปยังมอเตอร์ไซค์ของตนเอง
ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจัดที่จอดให้เพียงเล็ก ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้อาคารจอดรถยนต์กันเสียมากกว่า
ลานจอดรถจักรยานยนต์ค่อนข้างเงียบเหงาและโล่งตา และสิ่งที่ทำให้เธอก้าวขาแทบไม่ออกเลยก็คือ...
“ลูเซียโน่?” หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอพลางหน้าซีดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะคนที่เธอกำลังคิดหาทางจะไปสะกดรอยตามเขา ตอนนี้กลับเป็นเธอซะเองที่กำลังถูกล่าโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเลย
ร่างสูงที่เด่นสง่าในชุดช็อปสีเข้ม นั่งดักรอเธออยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ของเธออย่างถือวิสาสะ ใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจเงยขึ้นเล็กน้อยพลางพ่นควันบุหรี่สีหม่นออกมาจากริมฝีปากหยักสวยอย่างเชื่องช้า ควันสีเทาปกคลุมใบหน้าของเขาเล็กน้อย แต่ไม่อาจจะครอบคลุมรังสีความน่ากลัวนั้นได้เลย
“เชี่ย... ไอ้บ้านี่มันรู้ได้ไงว่าฉันเรียนที่นี่” เฌอร์ชีวาพึมพำเสียงสั่น เหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นตามไรผม ไม่คิดว่าภายในแค่คืนเดียว ลูเซียโน่จะสามารถตามหาตัวเธอจนเจอในสถานที่ที่กว้างขวางขนาดนี้ได้ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดขั้นสูงในตอนนี้บอกให้เธอหนี... และต้องหนีไปตั้งหลักก่อนเท่านั้นจริง ๆ
“เขาต้องฆ่าฉันแน่ ๆ ๆ” เฌอร์ชีวารีบหันหลังกลับทันทีโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็นหน้าชัด ๆ เธอวิ่งกึ่งเดินกลับไปยังตึกเรียนด้วยท่าทางรนราน
“มึง ๆ จอดก่อน ๆ!” เธอรีบโบกรถของเพื่อนสนิทให้หยุดอย่างกะทันหัน
“คือ... กูขอไปชมรมดนตรีมึงด้วยดิ!” เฌอร์ชีวารีบคว้าแขนของเพื่อนเอาไว้ทันทีที่รถจอดสนิท
ซีไมเนอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางปรับสายสะพายกีตาร์ “มึงบ้าเปล่าเนี่ย? ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยจะอยากไป”
“วันนี้อยากไป คือ... กูต้องทำข่าวเกี่ยวกับพวกนักร้องนักดนตรีน่ะ ก็เลยอยากลองไปดูข้อมูลไว้มาเขียนข่าวหน่อย” เฌอร์ชีวาอธิบายไปอย่างตะกุกตะกัก ครั้นจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตอนนี้มันก็น่าจะยาวเกินไป เพราะตอนนี้ทางรอดเดียวของเธอคือ... ไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“เออ ๆ ขึ้นมาดิ” ซีไมเนอร์ตอบนิ่ง ๆ เพราะนิสัยของเธอก็ไม่ใช่คนที่ชอบถามอะไรซอกแซกอยู่แล้ว
“เดี๋ยวกูถือกีตาร์ให้” เฌอร์ชีวารีบคว้าเอากีตาร์ของเพื่อนสนิทมาบังหน้าเธอไว้ทันที แม้ว่าคืนนั้นลูเซียโน่จะไม่ได้เห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ เพราะเขายังไม่ทันจะกระชากแมสก์ออกได้ แต่ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
LUCIANO’S PART
ควันบุหรี่สีหม่นถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากหยักสวยอย่างเนิบนาบ ลูเซียโน่เอนกายพิงเบาะมอเตอร์ไซค์คันเล็กปอน ๆ อย่างถือวิสาสะ แผ่นหลังกว้างในชุดช็อปสีเข้มดูตัดกับบรรยากาศลานจอดรถที่โล่งตา ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตึกคณะนิเทศศาสตร์พลางกระตุกยิ้มราวกับผู้ล่าที่มาดักรอเหยื่อถึงที่
แต่หลังจากที่เขานั่งรอไปสักพัก เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่า เจ้าของรถคันนี้น่าจะหนีเอาตัวรอดไปก่อนแล้ว
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อช็อปสั่นเตือนเบา ๆ ร่างสูงกดเปิดอ่านข้อความ และเพ่งตรงไปที่หน้าจอนิ่ง ๆ หัวข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียล ภาพเขานัวเนียกับแพรวาในมุมมืดถูกแชร์ว่อนพร้อมคอมเมนต์นับหมื่น
ลูเซียโน่กำหมัดแน่น... เพราะเขาเกลียดการเป็นข่าวมากที่สุด เกลียดการที่มีคนจากไหนก็ไม่รู้มาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาอย่างสนุกปากทั้งที่ไม่รู้จักกัน และแน่นอนว่า เขาไม่เคยเห็นด้วยเลยกับการที่พ่อของเขาจะลงเล่นการเมืองแบบในตอนนี้
ส่วนแพรวา... สำหรับลูเซียโน่แล้ว เธอก็เป็นแค่คู่นอนที่เจอกันในผับ เสร็จธุระแล้วก็จบไป เขาไม่ได้ต้องการจะสานต่อ หรือผูกพันกับใครทั้งนั้น เขาต้องการแค่เซ็กซ์ และหาที่ระบายความต้องการเพียงอย่างเดียว
ในตอนที่เขาเลื่อนอ่านข่าวยังไม่ทันจบดี
ครืด... ครืด... ((สายเรียกเข้า : MOM))
ลูเซียโน่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกดรับสาย เพราะเขารู้ดีว่าแม่โทร. มาเรื่องอะไร
(“ข่าวที่แชร์กันว่อนเนี่ยมันอะไรกันลูก! พ่อเขาโกรธจนความดันขึ้นแล้วนะ ภาพนัวเนียประเจิดประเจ้อขนาดนั้น ลูกไม่มีความละอายบ้างเลยเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้นไม่กลัวบ้างเหรอว่า ผู้หญิงพวกนั้นจะปล่อยท้องเพื่อจับเราน่ะ”)
“ผมป้องกันทุกครั้ง ไม่พลาดหรอกแม่” ลูเซียโน่ตอบอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงต่อ
(“ไม่รู้ละ... พ่อเขาสั่งให้ลูกกลับมาคุยที่บ้านเดี๋ยวนี้!”)
“คงไม่ได้ พรุ่งนี้ผมมีเรียนทั้งวัน อีกอย่างข่าวพวกนั้นมันก็เขียนเกินจริงทั้งนั้น พ่อกับแม่จะเครียดอะไรหนักหนา ในคอมเมนต์มันก็ด่าแต่ผมไม่ใช่เหรอ? เขาไม่ได้ด่าพ่อด่าแม่กันซะหน่อย” ลูเซียโน่ตอบเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าว
(“แต่ภาพมันชัดขนาดนั้นนะลูเซีย! ลูกชายว่าที่แคนดิเดตนายกฯ นัวเนียดาราสาวกลางผับ...”)
“แล้วไง? ไอ้การที่พ่ออยากลงเล่นการเมืองเนี่ย มันหมายความว่า พวกนักข่าวจะทำข่าวชีวิตส่วนตัวของผมยังไงก็ได้งั้นเหรอ?”
“ผมไม่ได้ต้องการเป็นคนของสาธารณะ และไม่ได้ต้องการรับใช้ประชาชนบ้าบออะไรทั้งนั้น ผมต้องการใช้ชีวิตปกติของผมเหมือนเดิม แม่กับพ่อช่วยเข้าใจบ้างนะ”
ติ๊ด! ลูเซียโน่กดตัดสายทิ้งอย่างไม่ไยดี
ความโกรธที่สุมอยู่ในอกเริ่มประทุจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ เขามองไปยังทางเข้าออกลานจอดรถที่ว่างเปล่า
เพล้ง!!
“แม่งเอ๊ย!” หมัดหนัก ๆ กระแทกเข้าที่กระจกมองข้างของมอเตอร์ไซค์คันเล็กจนมันแตกกระจายละเอียดคามือ เลือดสีสดซึมไหลออกมาตามง่ามนิ้ว แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว
“ในเมื่อชีวิตของฉันมันวุ่นวาย”
“เธออย่าคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย” ลูเซียโน่พึมพำลอดไรฟัน
________📸_______