LUCIANO
- 4 -
ทางเลือก
ลูเซียโน่ก้มลงมองซากกระจกมองข้างที่เขาเพิ่งทุบจนแหลกละเอียดนั้น ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่แผงวงจรของรถมอเตอร์ไซค์แนวน่ารักสีพาสเทลที่ขัดหูขัดตาเขามากที่สุดในตอนนี้
“คนอย่างฉันไม่มานั่งดักรอโง่ ๆ ให้เสียเวลาเปล่าหรอก!” ร่างสูงกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับคราบเลือดบนฝ่ามือตัวเองไปพลาง ๆ
“หึ หึ!” ลูเซียโน่คว้าเอามีดพับขนาดพกพาออกมาจากกระเป๋าเสื้อช็อปวิศวะของเขา
กึก!! แกร็ก!! มือหนากระชากฝาครอบพลาสติกออกเพียงนิดเดียวจนเห็นสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ภายใน ปลายนิ้วเรียวยาวคัดแยกสายไฟสีแดงและสีดำออกมา
“อยากรู้เหมือนกันว่า ไอ้รถเส็งเคร็งนี่ มันจะใช้งานได้ดีแค่ไหน?” ลูเซียโน่ทำการปอกสายไฟออก ก่อนจะคาบมีดพกไว้ที่ริมฝีปากเพื่อใช้มือทั้งสองข้างจับสายไฟแตะเข้าด้วยกัน และเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว...
แจ๊ะ ๆ ๆ... ครืน ครืน!! เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันเล็กก็คำรามขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องใช้กุญแจใด ๆ
“หึ...ฉันชักจะอยากเจอเธออีกสักครั้งแล้วสิ” ร่างสูงเหยียดยิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง
ลูเซียโน่ยังคงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้งเพื่อดูว่าจะมีใครโผล่เข้ามาห้ามไม่ให้เขาขี่รถคันนี้ออกไปไหม
ร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปวิศวะขยับขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันจิ๋วสีขาว ซึ่งแน่นอนว่ามันดูผิดหูผิดตาไปมากเมื่อเขาเป็นคนขับ
บรื้นนน!! บรื้นนน!! แม้ว่าจะบิดเกือบสุด แต่รถก็เคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ ตามแรงม้าอันน้อยนิด
((เสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นรอบ ๆ))
“แก ๆ นั่นมันลูเซียโน่ใช่ไหม?” สาวคนหนึ่งหันมองตามลูเซียโน่แทบเหลียวหลัง
“ที่เป็นคิงวิศวะอะนะ? จะใช่เหรอ?” สาวอีกคนก็เอ่ยเสริม และหรี่ตามองตามอย่างแทบไม่เชื่อสายตา
“ใช่แน่นอน หน้าหล่อ ๆ แบบนี้ฉันจำได้”
คนแทบจะทั้งมหาวิทยาลัยต่างหันมองทางลูเซียโน่เป็นตาเดียว แทบจะตลอดทั้งเส้นทางที่เขาขับขี่ไป
เพราะปกติถ้าเขาไม่ขี่บิกไบก์เท่ ๆ ก็มักจะเป็นรถซูเปอร์คาร์หรูหรา
ซึ่งแน่นอนว่าเจ้ามอเตอร์ไซค์คันจิ๋วสีขาวนี้มันขัดกับลุคดุดันของเขาอย่างสิ้นเชิง
CHERCHEEVA’S PART
วันต่อมา (08:30 น.)
มหาลัยอเธน่า
คณะนิเทศ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วอาคารคณะนิเทศศาสตร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของนักศึกษา เนื่องจากวันนี้ไม่มีเรียน แต่มีกิจกรรมรับน้องและก็เรื่องของกีฬาสีมหา’ลัย
หลังจากที่เมื่อคืนเธอตัดสินใจทิ้งรถไว้ที่คณะ เพราะคิดว่ามันน่าจะปลอดภัย เนื่องจากเธอเคยจอดค้างคืนอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องปกติ
“ฉันควรจะรีบเอาเจ้าจิ๋วไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อน ช่วงนี้ก็ขอติดรถยัยซีมาสักเดือนแล้วกัน” เธอพึมพำกับตัวเองพลางถอนหายใจไปพลาง ๆ
มือบางล้วงลงไปในกระเป๋าเป้เพื่อหยิบกุญแจรถเตรียมจะขี่ไปเก็บไว้ที่หอพักตัวเอง แต่ทว่า...
เท้าที่กำลังก้าวเดินก็ต้องหยุดกึก!
“ระ...รถฉันล่ะ?” เฌอร์ชีวาขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะตรงจุดที่ 'เจ้าจิ๋ว' สีขาวพาสเทลควรจะจอดเด่นสง่าอยู่ กลับกลายเป็นเพียงที่ว่างเปล่า มีเพียงรอยฝุ่นจาง ๆ บนพื้นปูนเท่านั้น
แต่รถคันอื่น ๆ ทั้งบิกไบก์ ทั้งรถที่แพง ๆ ที่จอดค้างคืนไว้เหมือนกันไม่มีคันไหนเลยที่หายไป
“ไม่นะ ๆ ๆ บอกทีว่า...มันไม่จริง” หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รถมอเตอร์ไซค์คันรักที่เธอฟูมฟักเหมือนลูกสาว และเป็นเครื่องมือทำมาหากินเพียงอย่างเดียว ตอนนี้มันกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
คนตัวเล็กรีบวิ่งหน้าตั้งตรงไปยังป้อมยามที่เฝ้าอยู่หน้าตึกคณะทันที
“ลุงคะ! ลุง! รถมอเตอร์ไซค์หนูสีขาวคันเล็ก ๆ ที่หนูจอดไว้เมื่อคืนหายไปค่ะ ลุงพอจะช่วยเปิดกล้องวงจรปิดหรือช่วย...”
“มหา’ลัยเราไม่มีรถหายหรอกนะหนู” ลุงยามเงยหน้ามองเฌอร์ชีวาด้วยแววตางุนงง ก่อนจะขยับหมวกให้เข้าที่ แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยท่าทีใจดี
“อ๋อ ลุงนึกออกแล้ว ๆ ก็เมื่อวานตอนเย็น ลุงเห็นแฟนหนูเป็นคนมาขี่ออกไปไม่ใช่เหรอ?”
ลุงยามพูดพลางส่งยิ้มแซว เพราะแกค่อนข้างสนิทกับนักศึกษาแถวนี้ และมั่นใจในความปลอดภัยของมหา'ลัยนี้มาก
“แฟน?” เฌอร์ชีวาขมวดคิ้วจนเป็นปม
“ก็ไอ้หนุ่มวิศวะหน้าหล่อ ๆ คนนั้นไง ที่ตัวสูง ๆ ใส่ชุดช็อปน่ะ ลุงเห็นนะ พวกสาว ๆ แถวนี้มองกันตาค้างทั้งตึก หาแฟนได้หล่อไม่เบาเลยนะเราน่ะ”
คำบอกเล่าของลุงยามทำเอาเฌอร์ชีวาหน้าชาไปครึ่งแถบ ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป เพราะเธอรู้ดีว่า ไอ้หนุ่มวิศวะหน้าหล่อที่ลุงยามว่าน่ะ... คือปีศาจชัด ๆ!
เฌอร์ชีวากำหมัดแน่นจนสั่นไปทั้งตัว ยืนมองที่ว่างตรงลานจอดรถด้วยอารมณ์ที่อยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ
“นี่มันความซวยอะไรของฉันวะเนี่ย! แล้วไอ้บ้านี่ก็เหมือนกัน”
“ฉันไม่ได้ปล่อยข่าวนายซะหน่อย จะมาเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรหนักหนาเนี่ย!”
“นายนี่มันตัวซวย ตัวหายนะของฉันจริง ๆ เลยอะ…ไอ้ลูเซียโน่ ๆ ไอ้ลูกหมาเอ๊ย”
วันต่อมา
หลังเลิกเรียน
เฌอร์ชีวาไปนั่งปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทสองคน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว
“ทำไมกูถึงได้ซวย ๆ ๆ ได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้” เฌอร์ชีวาบ่นให้กับชีวิตที่ยุ่งยากของเธอนับตั้งแต่ตัดสินใจรับงานทำข่าวเกี่ยวกับไอ้บ้าลูเซียโน่อะไรนั่น
ซีไมเนอร์คือเพื่อนที่เรียนอยู่คณะนิเทศฯ เหมือนกัน ส่วนสายขิม เรียนอยู่คณะบริหาร แม้ว่าเธอจะอยากย้ายมาเรียนที่นิเทศมาก ๆ แต่ด้วยความที่ทางบ้านของสายขิมมีธุรกิจใหญ่ ๆ เยอะมาก ๆ ทางพ่อแม่ของเธอจึงอยากให้เธอเรียนงานด้านบริหารมากกว่า
“กูว่า... มึงเลิกรับงานแบบนี้เถอะ โคตรเสี่ยงเลย” ซีไมเนอร์เอ่ยเตือนทันที เพราะเท่าที่ฟังคร่าว ๆ ชีวิตของเฌอร์ชีวาที่ต้องเจอปัญหาตอนนี้ก็เพราะไปรับงานแบบนี้นี่แหละ
“กูก็ไม่อยากรับแล้วนะเว้ย... แต่ตอนนี้มันจะมีงานไหนวะที่หาเงินได้เยอะ ๆ แบบนี้” เฌอร์ชีวานั่งนวดขมับตัวเองซ้ำ ๆ อย่างคิดไม่ตก มันก็จริงที่อาชีพนักข่าวมันเป็นงานที่เสี่ยง แต่ว่าจ็อบจ็อบหนึ่งก็ได้ไม่ต่ำกว่าสามพันบาทเลย
แล้วมันก็เป็นงานที่เธอถนัดอยู่แล้วด้วย แต่ไม่คิดเหมือนกันว่า วันนี้จะมาเจอกับปัญหามากมายแบบนี้ได้
“แต่ถ้ามึงมีปัญหาเรื่องเงินจริง ๆ ให้กูไปยืมพี่ชายกูให้ก่อนดีไหม? มึงเป็นหนี้ค่ากล้อง แค่แสนกว่า ๆ ไม่ใช่เหรอ?” สายขิมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เพราะในบรรดาสามคนนี้ สายขิมเนี่ยแหละที่สามารถช่วยทุกคนได้เกี่ยวกับปัญหาทางด้านการเงิน เพราะบ้านของเธอค่อนข้างมีฐานะที่ดีมาก ๆ
“...ไม่เอาอะขิม ค่ารักษาฌอนรอบก่อน...กูก็ยังผ่อนคืนมึงไม่ถึงครึ่งเลย” เฌอร์ชีวาส่ายหน้าทันควันพลางเอ่ยปฏิเสธไปในทันที แม้ว่าเธอกับสายขิมจะสนิทกันมากแค่ไหน แต่ถ้ายืมบ่อย ๆ เธอก็กลัวครอบครัวของสายขิมจะมองเธอไม่ดี แล้วอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่าเพื่อนที่ยาวนานมันมีปัญหาตามมาได้
“แต่กูเป็นห่วงมึงนะ...จากที่มึงพูดมาเขาไม่ใช่คนธรรมดา ๆ เลยนะเว้ย” สายขิมเอ่ยเตือนอย่างห่วงใย
“ใช่...ไม่ธรรมดา แล้วก็เป็นคนที่อันตรายมากเลยด้วย” ซีไมเนอร์เอ่ยสวนขึ้นมาอย่างเสียงแข็ง
ทั้งสองคนหันไปมองทางซีไมเนอร์อย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่สายขิมเองก็นั่งขยับปลายนิ้วเข้าหากันด้วยความกังวลไม่แพ้กัน
“ลูเซียโน่เป็นลูกชายท่านจอมพล แคนดิเดตนายกปีนี้...” ซีไมเนอร์เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและจริงจังกว่าทุกครั้ง
“ถ้าจะถามถึงความรวยและอำนาจของหมอนี่... กูว่าเขาสามารถซื้อชีวิตมึงได้มากกว่าสามรอบเลยด้วยซ้ำ”
“กูว่านะ มึงโทร. ไปถอนตัวจากงานสืบข่าวของหมอนี่เถอะเฌอร์” ซีไมเนอร์ย้ำ
“ส่วนเรื่องงานพาร์ตไทม์ กูว่ามึงไปขี่รถส่งอาหารในผับเปิดใหม่ที่กูเพิ่งทำงานอยู่ก็ได้นะ”
“ระหว่างที่มึงกำลังหางานใหม่ที่มึงถนัด”
“ถ้าไม่มีรถ ใช้รถกูส่งไปก่อนก็ได้ ผับเลิกก็กลับหอด้วยกัน ถึงเงินไม่มากเท่าการทำข่าวฉาว ๆ แต่ก็ไม่เสี่ยงตายแบบนี้แน่”
สายขิมพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน
“ก็จริงอย่างที่มึงว่า...ไม่เสี่ยงไปกว่านี้น่าจะดีกว่า” เฌอร์ชีวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“เออ งั้นเดี๋ยวกูขอกลับไปเคลียร์กับทางสำนักข่าวก่อนนะ” คนตัวเล็กฝืนยิ้ม ๆ ให้ทั้งสองคนก่อนจะเดินแยกออกมาเพื่อหารถกลับหอพัก เนื่องจากซีไมเนอร์ยังมีต้องไปซ้อมดนตรีที่ชมรม ส่วนยัยสายขิมก็มีนัดเลี้ยงสายรหัสของคณะต่อ
หลังจากที่เฌอร์ชีวาได้มีเวลาคิด และอยู่คนเดียวไปสักพัก เธอเองก็คิดไม่ต่างจากที่เพื่อนแนะนำมาเช่นกัน เพราะถ้ายิ่งเข้าใกล้ลูเซียโน่ไปมากกว่านี้ ชีวิตของเธอได้พังยับเยินแน่ ๆ
คนตัวเล็กหยุดชะงักพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเริ่มพิมพ์ข้อความเพื่อจะขอยกเลิกเรื่องงานล่าสุดที่รับมา รวมถึงตัดสินใจที่จะเข้าไปเซ็นเอกสาร รับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายเรื่องกล้องนั้นให้มันจบ ๆ ไป ยังไม่ทันที่เธอจะกดส่งข้อความไปหาพี่ฝน รุ่นพี่ที่สำนักข่าวช่องโฟร์คนนั้น
ครืด!! ข้อความใหม่ของแม่ก็แจ้งเตือนแทรกขึ้นมาในทันที
ข้อความ : แม่
‘ฌอนอาการทรุดหนัก มีภาวะเลือดออกในช่องท้อง หมอบอกว่าเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องฉีกขาด ต้องผ่าตัดด่วนคืนนี้’
ครืด...ครืด...ข้อความ : แม่
‘ยังไงเลิกเรียนแล้วโทร. กลับหาแม่ทีนะลูก’