LOGIN“พะวาอยากเป็นเด็กคุณคีค่ะ” คำที่โพล่งบอกทำให้เธอดูบ้าบิ่นไม่น้อย ทว่ามันถูกไตร่ตรองมาหลายวันแล้ว “ใครๆ เรียกฉันว่าเฮีย” คีหรือว่าคิระที่ได้ฟังประโยคนั้นดูไม่ได้ตกใจ คงเพราะเขาเจอกับเรื่องพวกนี้เป็นประจำ แตกต่างไปก็ตรงสรรพนามที่หญิงสาวตรงหน้าเรียกขานเขา “ค่ะ พะวารู้” เธอรู้ว่าใครๆ ต่างเรียกเขาว่าเฮียคี ดวงหน้ายังจดจ้องมองหนุ่มฮอตสวมแว่นที่ดูเข้ากับเขาเป็นอย่างมาก ใจจดจ่อรอรับคำตอบที่จะหลุดพ้นริมฝีปากหนา อากัปกิริยาของคิระยังนิ่งสงบท่ามกลางเสียงดัง สายตารอคำตอบ และการเดินไปมาของนักเที่ยว พะวาลุ้นเสียยิ่งกว่าตอนลุ้นผลการสมัครงาน กระทั่งได้ยินคำถาม “รู้กฎของฉันไหมพะวา” “พะวาอาจจะพอรู้ค่ะ” “ฉันไม่ชอบคำว่าอาจจะ ฟังดูเหมือนรู้ แต่ไม่รู้” เสียงทุ้มๆ นั่นไม่ได้ตำหนิ แต่บอกว่าหญิงสาวสมควรจะรู้กฎของเขาให้ชัดเจน พะวาส่งยิ้มแห้งๆ โต้กลับ แล้วตั้งใจฟังกฎ “กฎของฉัน คือแตะต้องได้ทุกส่วนบนร่างกาย ยกเว้นหัวใจ”
View More“เขาว่ากันว่าเอากับเฮียคีคือดีที่สุด”
เสียงบอกเล่าพ้นกลีบปากอิ่มที่ถูกทาทับด้วยลิปสติกเนื้อแมตต์สีชมพูหวานฉ่ำดังสู้กับเสียงดนตรีแนว EDM ที่ดีเจชื่อดังกำลังรีมิกซ์ให้เข้ากับบรรยากาศสนุกในยามค่ำคืน แสงไฟสาดส่องไปทั่วสร้างความตื่นเต้นและเร้าใจ
“แกเคยลองแล้วเหรอยัยอิ๋ม” เพียงอึดใจเท่านั้นคำถามก็ถูกส่งออกจากปากคนที่กำลังมองตรงไปยังชายที่ถูกกล่าวถึง ผู้ชายที่เป็นที่สนใจของสาวๆ หลายคน บุคลิกท่าทางที่นิ่งสงบยิ่งทำให้ดูโดดเด่น แม้ว่าจะมีแว่นกรอบเงินสวมอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่ได้ลดความมีเสน่ห์ของดวงตาสีดำได้เลย กลับยิ่งเสริมให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น
ไหนจะเสื้อผ้าที่เรียบกริบบ่งบอกถึงความเนี้ยบ ผมทรงเซิร์ฟคัตยิ่งทำให้น่าดึงดูด และใครๆ ต่างเรียกเขาว่า เฮียคี ฮอตเนิร์ด ที่ลุคดูขัดกับการเป็นเจ้าของผับดังในย่านใจกลางเมืองอยู่ไม่น้อย
“ยัง ไม่กล้าอะ กลัวทุรนทุรายอยากได้อีก”
ไม่นานเสียงโต้ตอบก็ดังสู้เสียงเพลงมาอีก สีหน้าของผู้ตอบบอกถึงความแซ่บที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้แว่นสีเงิน กลีบปากด้านล่างถูกกัดหนึ่งครั้งสื่อถึงความเด็ดที่ใครๆ เล่าขาน ไม่เพียงเท่านั้นเฮียคียังมีจุดน่าสนใจอีกหลายข้อ
“ที่สำคัญนะ เป็นเด็กของเฮียคี เขาจะดูแลแกทุกอย่าง ดูแลด้วยชีวิตของเขาเลย และไม่ว่าจะขออะไรเขาก็ให้” จริยาวางตาไปมองชายที่มีอายุสามสิบสองปีอย่างแอบปลื้ม
“ขนาดนั้นเลย”
คำบอกเล่านั้นทำให้หญิงสาวอีกสองคนในกลุ่มหันไปมอง ผู้เล่าอย่างจริยาพยักหน้าหงึกๆ เป็นการตอบ
“ฉันชักอยากลองแล้ว” เกวลิน สาวสวยที่ใส่เสื้อสายเดี่ยวสปาเกตตีสีเขียวเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อึดใจนั้นก็หันไปหารุ่นน้องที่นั่งเงียบอยู่ เป็นน้องเล็กที่มีอายุยี่สิบเจ็ดปี
“พะวาอยากลองไหม”
“โอ๊ย แกอยากไปยั่วยุพะวาเลย พะวาไม่ลองหรอก” จริยากลอกตาใส่เพื่อนที่เอ่ยถามรุ่นน้องในแผนก
ส่วนพะวาที่ทุกคนในกลุ่มกำลังมองอยู่นั้นยิ้มเจื่อนๆ ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่มองผู้ชายคนนั้นอยู่หลายนาที
“แล้วเฮียของแกไม่มีแฟนเหรอยัยอิ๋ม” เกวลินตั้งคำถามด้วยความอยากรู้
“มีแต่แฟนเก่าที่ทำให้ไม่ยอมรักใครแบบจริงจังอีก”
“ไหนเล่าซิ” หนนี้หูของมณฑิกาผึ่งแทบจะกางออก เธอชอบนักกับเรื่องเล่าของผู้อื่น
“เพื่อนฉันเล่าว่า เฮียคีมีผู้หญิงที่รักมากคนหนึ่ง แต่กลับถูกหักหลัง ถูกทิ้งไปเพราะทำธุรกิจสีเทา ประมาณว่าไม่เหมาะสมกัน ทั้งที่แสนจะรัก แสนจะทะนุถนอม แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันผู้หญิงก็เปิดตัวคบผู้ชายคนใหม่”
จริยามองตรงไปยังคนที่นั่งดื่มเหล้าอยู่กับกลุ่มเพื่อนในมุมด้านในสุด เพื่อนของเธอเป็นรุ่นน้องของหนุ่มฮอตเนิร์ดอีกที“แล้วนั่นก็พี่ชายของแฟนเก่า เป็นเพื่อนรักของเฮีย เหมือนจะชื่อปิง” จริยาชี้นิ้วไปยังผู้ชายอีกคนที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้เพื่อนเลยสักนิด
“แล้วยังเป็นเพื่อนกันได้อีก” เกวลินเอ่ยถาม นั่นทำให้จริยาพยักหน้า
“ความสัมพันธ์บาดลึก แต่ยังแน่นแฟ้น” มณฑิกาลงความเห็น ทุกคนพยักหน้าตาม พะวาที่เงยหน้าไปรับฟังก็เช่นกัน ก่อนจะเอ่ยปากขอบางอย่าง
“พะวากลับก่อนได้ไหมคะ”
“ทำไมล่ะพะวา พวกเราพึ่งมาได้ไม่นานเอง” จริยาร้องถาม
“พะวาเป็นห่วงพ่อค่ะ ช่วงนี้ท่านดูเหนื่อยๆ” บิดาของเธอเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจมาร่วมหนึ่งปีครึ่งแล้ว อาการดีขึ้นมา แต่แล้วเมื่อสองเดือนก่อนก็กลับมาแย่อีกหน
“ถ้ามีอะไรให้พวกพี่ช่วย บอกได้ทันทีเลยนะพะวา” จริยา เกวลิน และมณฑิกาลากสายตามองกัน พวกเธอพร้อมช่วยเหลือรุ่นน้องอย่างพะวาที่เป็นเด็กดี เด็กขยัน
“ขอบคุณค่ะพวกพี่ๆ”
“งั้นเดี๋ยวพวกพี่จะไปส่ง พวกเรากลับกันเลยนะ”
“พะวากลับเองได้ค่ะ พวกพี่ๆ อยู่สนุกกันเถอะค่ะ ไว้ถ้าพะวาอยากได้ความช่วยเหลือ พะวาจะบอกค่ะ”
เธอไม่อยากเป็นตัวขัดความสนุก ที่จริงอยากอยู่ดูแลบิดามากกว่า แต่ท่านบอกว่าอยากให้เธอได้สนุกบ้าง เพราะสองสามเดือนที่ผ่านมาเมื่อเลิกงานเธอจะตรงกลับบ้านในทันทีเพื่อไปดูแลท่าน
รุ่นพี่ทั้งสามมีท่าทางลังเลก่อนพากันพยักหน้าหลังเห็นสายตาของพะวา ไม่อยากให้รู้สึกไม่ดี จนกลายเป็นว่าไม่กล้ามาเที่ยวกับพวกเธออีก
“ไว้เจอกันที่ทำงานนะคะ”
“จ้ะพะวา”
หลังจากนั้นร่างอรชรที่มีความสูงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตรก็ถอยห่างออกจากผับในเวลาสามทุ่มสิบนาที เท้าเล็กๆ ที่สวมคัตชูสีครีมก้าวไวๆ ตรงไปริมฟุตพาท มือเรียวยกขึ้นเรียกรถแท็กซี่มิเตอร์ที่จอดรอรับผู้โดยสาร
เพียงอึดใจเท่านั้นร่างเล็กก็ถูกพาออกไปจากย่านที่กำลังคึกคักด้วยผู้คน กว่าจะถึงบ้านคงใช้เวลาไปราวสี่สิบห้านาที พะวาอยากจะต่อสายหาบิดา แต่กลัวว่าจะกลายเป็นรบกวนการพักผ่อนของท่าน
หัวใจดวงกระจิ๊ดในวันนี้เกิดอาการหน่วงๆ อย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะในช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม อาการพะว้าพะวังจึงตามมาฉับพลัน ความสนุกที่พยายามโฟกัสเลยล้มไม่เป็นท่า
“คงไม่มีอะไรหรอก”
พะวาร้องบอกตัวเอง ไม่อยากให้คิดมากจนเกินไป เมื่อไปถึงบ้านก็ใช้กุญแจเปิดประตูเข้าไปในบ้านขนาดสองชั้นที่สภาพเก่าไปตามกาลเวลา
สีที่ถูกทาทับไว้เริ่มลอก แต่ก็มีการทาใหม่และซ่อมแซมอยู่เสมอ จนในช่วงหลังมานี้ที่ขาดการดูแล เพราะบิดาล้มป่วยหลังมารดาเสียชีวิตไป
มือเล็กนุ่มกดเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ข้างประตู เพียงเสี้ยววินาทีความสว่างก็กลืนกินความมืดมิด สายตาคู่ใสมองตรงไปยังบันไดบ้านที่จะนำพาไปยังห้องนอนของบิดา แต่แล้วหัวใจดวงเล็กกลับร่วงหล่นไปอยู่บนพื้นเมื่อห่างจากบันไดไปไม่มาก พบร่างหนึ่งนอนฟุบหน้าอยู่บนพื้น
“พ่อ”
เส้นเสียงของพะวาถึงกับสั่น เนื้อตัวชาหนึบราวกับเหตุการณ์ร้ายๆ กำลังมาเยือน สองเท้าวิ่งก้าวเข้าไปหาคนที่เธอรักสุดหัวใจ
“พ่อ...พ่อ”
แค่ปลายนิ้วแตะไปยังต้นแขน ก้อนแข็งๆ ก็วิ่งมาจุกอยู่กลางลำคอ ความเย็นที่สัมผัสได้ทำให้เธอกลัวจับใจ มือออกแรงเขย่า ไม่มีการตอบรับกลับมาแม้แต่น้อย นาทีนั้นน้ำตาเม็ดกลมใสก็ร่วงเผาะจากขอบตา รู้อยู่ว่าในวันหนึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้น แต่มันเร็วกว่าที่คิดไว้ตั้งมาก
“พ่ออย่าทิ้งพะวาไป พ่อจ๋า...” พะวาคร่ำครวญ ไม่อยากให้เป็นความจริง ใบหน้าซุกอยู่กับอกที่อบอุ่นเสมอสำหรับลูกคนนี้ สองมือยกขึ้นโอบกอดไว้แน่น แม้จะมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาก็ไม่ได้ให้ความสนใจ
“พี่ศินตายแล้วเหรอพะวา อาเสียใจด้วยนะ”
ถ้อยคำด้านหลังไม่ได้ปลิวเข้าไปในช่องหูของพะวาเลย ความสูญเสียตรงหน้าดึงเธอให้เอาแต่จมอยู่กับความเศร้า แม้ว่าผู้อาศัยร่วมบ้านจะขยับมาใกล้ก็ยังกอดรัดร่างที่เริ่มเย็นไว้แน่น เพราะรู้ดีว่านี่คงจะเป็นการได้กอดกันครั้งสุดท้ายแล้ว
กอดสุดท้ายที่เผชิญเมื่อหลายวันก่อน ในวันนี้กำลังนำพาการบอกลาครั้งสุดท้ายมาด้วย พะวาเงยใบหน้าไปมองบนท้องฟ้า เศษธุลีบางส่วนลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
เธออยากจะตามคว้าไว้แล้วนำมากอด มาประกอบให้เป็นรูปร่างเผื่อจะทำให้บิดากลับมา แต่ก็รู้ว่ามันไม่มีวันเป็นจริง พะวาพยายามยอมรับกับการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นสัจธรรมของมนุษย์ ในวันหนึ่งตนเองก็ต้องจากไป ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น
ไม่นานฝ่ามืออุ่นๆ ก็ยื่นมาตบเบาๆ ที่หัวไหล่ให้หันไปมอง
“พวกพี่เสียใจด้วยนะพะวาและพี่จะอยู่ข้างๆ เราเสมอ”
“ค่ะ”
รุ่นพี่สามสาวในแผนกเอกสารแสดงความเสียใจอีกครั้ง พะวาหันไปพยักหน้ารับและส่งสายตาขอบคุณ เพราะทั้งสามเป็นอีกแรงที่ช่วยให้งานสวดพระอภิธรรมศพของบิดาพ้นผ่านไปได้ เธอเองแทบไม่หลงเหลือญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว
ชั่วครู่หนึ่งทั้งสามก็เดินแยกตัวไปช่วยขนโต๊ะ ขนเก้าอี้ไปเก็บ พะวายังยืนเฝ้ามองบิดาขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า แต่แล้วราวสามนาทีก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นให้พะวาขยับตัวถอยห่างไปเล็กน้อย
“พะวา...พะวายังมีอาอยู่นะ อาจะทำตามที่พี่ศินเคยขอไว้”
เจ้าของเสียงทุ้ม ผู้มีศักดิ์เป็นอาแสดงความอบอุ่นให้ได้สัมผัส ปากนั้นยังกล่าวถ้อยคำราวกับให้สัญญาว่าจะดูแลหลานต่อเอง พี่ชายนั้นจะได้หมดห่วง
“อาจะอยู่ข้างๆ พะวาเอง พะวาไม่ต้องห่วง”
พะวาไม่ตอบรับ ไม่ยินดีที่ได้ฟังราวกับเธอไม่อยากได้การปกป้อง สิ่งที่อยากได้คือการอยู่โดยลำพัง แล้วเลือกหันกลับไปเฝ้ามองท้องฟ้าต่อ โดยไม่ให้ความสนใจใครอีก
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ





